Skip to content

สถาบันป๋วยฯโชว์ผลวิจัย เงินเฟ้อไทย ไม่ค้างนาน

10 ก.ย. 2565 | 15:02น.
สถาบันป๋วยฯโชว์ผลวิจัย เงินเฟ้อไทย ไม่ค้างนาน

สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วยฯ เปิดผลวิจัยเงินเฟ้อไทย ระยะ 20 ปีที่ผ่านมา ชี้ผลกระทบส่วนใหญ่มาจาก “ปัจจัยเฉพาะ” ราคาสินค้ามีผล 85% ระบุแม้ผันผวน ยันไม่ค้างนาน “คลี่คลายได้และไม่ต่อเนื่อง” มองระยะกลางรอบนี้เงินเฟ้อกลับเข้ากรอบ 2% ได้ในระยะปานกลาง ระบุไม่จำเป็นต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ย แนะนโยบายภาครัฐอุดหนุนตรงจุดช่วงสั้น ๆ-ถอนมาตรการในเวลาเหมาะสม

วันที่ 9 กันยายน 2565 ดร.นุวัต หนูขวัญ หัวหน้ากลุ่มงานวิจัย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ กล่าวในงานวิจัยเรื่อง “เจาะลึกเงินเฟ้อไทยผ่านข้อมูลราคาสินค้าและบริการรายย่อย” ว่า ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อเงินเฟ้อไทย แบ่งออกเป็น 2 ปัจจัย

คือ ปัจจัยด้านมหภาค เช่น วัฏจักรเศรษฐกิจ หรือนโยบายการเงินที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง และปัจจัยเฉพาะของราคาสินค้าและบริการ เช่น ต้นปีราคาเนื้อหมูเพิ่มขึ้น 20% จากปีก่อน เพราะเกิดโรคระบาด หรือปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อราคาผักและผลไม้ และภาษีบุหรี่ การปรับขึ้นค่าไฟฟ้า เป็นต้น

ทั้งนี้ หากดูความผันผวนของเงินเฟ้อในระยะ 20 ปีที่ผ่านมา พบว่า เงินเฟ้อที่เพิ่มจากปัจจัยมหภาคมีสัดส่วนค่อนข้างน้อยประมาณ 15% นับตั้งแต่ปี 2554 เนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศใช้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่น ส่วนเงินเฟ้อมาจากปัจจัยเฉพาะมีสัดส่วนราว 85% เช่น ราคาเนื้อหมู และราคาพลังงานที่เกิดจากสงคราม ทำให้ราคาสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น

และจากการศึกษาปัจจัยเฉพาะส่งผ่านต่อเงินเฟ้อพื้นฐานในระยะ 1 ปี เช่น เนื้อหมู พบว่ามีผลน้อยมากหรือไม่มีเลย สะท้อนว่าจะไม่กระทบเป็นวงกว้าง ทำให้เงินเฟ้อจะไม่ยืดเยื้อหรือคงในระดับสูงนาน ส่วนปัจจัยเฉพาะจะสะท้อนไปยังหมวดอื่น ๆ ต่อมีเพียง 3%

โดยหมวดที่ส่งต่อไปยังหมวดอื่น ๆ ในตะกร้าเยอะสุด คือ พลังงาน หรือส่งต่อไปยังภาคขนส่ง ไฟฟ้า และน้ำมัน เป็นต้น และหากดูราคาสินค้าและบริการมากกว่า 50% ไม่ได้รับผลกระทบมาจากปัจจัยมหภาคหรือวัฏจักรเศรษฐกิจเลย

“ดังนั้น ผลสรุปงานวิจัย สิ่งที่พบ คือ ปัจจัยร่วมหรือมหภาคมีบทบาทน้อยลงในการขับเคลื่อนเงินเฟ้อไทย แต่ปัจจัยเฉพาะมีบทบาท กระทบต่อเงินเฟ้อมากยิ่งขึ้น ปัจจัยที่มาจากราคาน้ำมัน ราคาเนื้อสัตว์ต่างเพิ่มขึ้น มีการส่งผ่านไปสู่หมวดอื่น ๆ หรือไม่ ซึ่งพบว่า การส่งผ่านจำกัด แม้เกิดปัจจัยเฉพาะเกิดขึ้น แต่กระทบต่อสินค้าบางรายการเท่านั้น

เช่น ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนสิงหาคมล่าสุดที่ 7.86% พบว่า สินค้าบางรายการก็ปรับสูงกว่า บางรายการก็น้อยกว่า บางรายการ 0% คงที่หรือไม่ขยับเลย แต่ไม่ได้มีผลกระจายตัวเป็นวงกว้าง และเงินเฟ้อไทยส่วนใหญ่ มองว่าจะคลี่คลายได้และไม่ต่อเนื่อง” ดร.นุวัตกล่าว

ดังนั้น หากเงินเฟ้อเกิดจากปัจจัยเฉพาะมองว่า บทบาทการดำเนินนโยบายการเงินที่จะมาจัดการเงินเฟ้อมีน้อยลง โดยสามารถมองผ่าน (look through) ความผันผวนระยะสั้น เพราะแนวโน้มเงินเฟ้อสามารถคลี่คลายไปได้เอง

แต่นโยบายที่เหมาะสม จะเป็นนโยบายภาครัฐที่เข้ามาช่วยจัดการเฉพาะจุด เช่น กองทุนน้ำมันฯ หรือการลดค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า เป็นต้น แต่นโยบายเหล่านี้จะเป็นต้นทุนระยะยาวและค่อนข้างสูง จึงต้องมีการบริหารจัดการในช่วงเวลาที่เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม การมองผ่านของ ธปท.ไม่ได้หมายความว่าไม่ทำอะไร แต่พยายามทำให้เงินเฟ้อยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบ และการที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ขึ้นดอกเบี้ยเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะเริ่มเห็นดีมานด์ที่เพิ่มขึ้น และนักท่องเที่ยวเริ่มกลับมา

ซึ่งจะมีการใช้จ่ายมากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจก็จะมีความร้อนแรง ไม่ได้ขึ้นดอกเบี้ยจากปัจจัยราคาน้ำมัน ประกอบกับการส่งผ่านนโยบายการเงินต้องใช้เวลากว่าจะมีผล เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อดีมานด์กลับมา เงินเฟ้อจะไม่ไปไกลมากกว่า โดยไม่ต้องรอดีมานด์สูงข้างหน้า

“เรามองว่านโยบายการเงินที่เหมาะสมกับการจัดการเงินเฟ้อที่เกิดจากปัจจัยเฉพาะ จะเป็นนโยบายภาครัฐมาจัดการเฉพาะจุด แต่การทำนโยบายจะต้องทำในยามที่มีวิกฤต เพราะต้นทุนจะสูง เช่น กองทุนน้ำมันฯที่เป็นภาระระยะยาว ซึ่งระยะสั้นควรทำ และควรถอนในเวลาที่เหมาะสม เพราะถ้าทำนาน กระสุนที่มีอาจจะไม่เพียงพอในระยะข้างหน้า

หากมีความจำเป็นต้องใช้ แต่เราก็ไม่ได้สบายใจ เพราะถ้าปัจจัยเงินเฟ้อรุนแรงจนส่งผลต่อภาคประชาชนและภาคธุรกิจและกระทบเป็นวงกว้าง มีการปรับขึ้นค่าจ้างและราคาสินค้าในระบบ เราจำเป็นต้องศึกษาเงินเฟ้อเชิงลึกมากขึ้น โดยติดตามเงินเฟ้อจากตัวเลขกระทรวงพาณิชย์ แต่ต้องศึกษาว่าเกิดจากอะไรและโอกาสกระจายไปสู่ราคาสินค้าอะไรได้บ้าง” ดร.นุวัตกล่าว

ขณะเดียวกัน สิ่งที่ต้องติดตามคือ เงินเฟ้อคาดการณ์ จนกลายเป็นเงินเฟ้อฝังลึก (wage price spiral) คือ ดูแลเงินเฟ้อคาดการณ์ให้อยู่ในกรอบ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ โดยการติดตามจะดูจากหลายเครื่องชี้ ทั้งจากภาคครัวเรือน ภาคธุรกิจ ตลาดการเงิน โดยสกัดดูจากผลตอบแทนพันธบัตร และผู้เชี่ยวชาญในการวิเคราะห์เศรษฐกิจ

ทั้งนี้ ธปท.จะติดตามการตอบสนองของเงินเฟ้อคาดการณ์ทั้งในระยะสั้น และระยะปานกลาง โดยเงินเฟ้อระยะสั้นจะมีการปรับขึ้นและผันผวนค่อนข้างสูง เพราะขึ้นลงตามข้อมูลจริงตามปัจจัยราคาอาหารและต้นทุนธุรกิจ แต่เงินเฟ้อระยะปานกลาง 5-10 ปี จะเป็นตัวสำคัญที่จะสะท้อนเงินเฟ้อว่าจะสามารถอยู่ในกรอบเป้าหมายหรือไม่ ซึ่งหากดูปัจจุบันพบว่าเงินเฟ้อระยะปานกลางยังอยู่ในกรอบที่ราว 2%

และหากประเมินต้นทุนการส่งผ่านไปยังตะกร้าผู้บริโภค พบว่า ต้นทุนผู้ผลิตอาจปรับเพิ่มขึ้นสูง และสูงกว่าผู้บริโภค อาจจะสร้างแรงกดดันต่อราคาในอนาคตได้ แต่จากหลักฐานเชิงประจักษ์สะท้อนว่าการส่งผ่านต้นทุนผู้ผลิตไปยังราคาผู้บริโภคมีผลจำกัด

“กรณีเงินเฟ้อมาจากปัจจัยเฉพาะ และไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อคาดการณ์ และหากตรึงอยู่ในกรอบของ กนง.ก็ไม่ต้องทำอะไร แต่หากมีสัญญาณเพิ่มขึ้น อาจต้องปรับดอกเบี้ยขึ้น หรือออก forward guidance คือ การส่งสัญญาณให้ตลาดรับรู้การดำเนินนโยบายการเงิน” หัวหน้ากลุ่มงานวิจัย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ กล่าว

ขณะที่ล่าสุด ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวแสดงวิสัยทัศน์เรื่อง “บทบาทนโยบายด้านการเงินในการกอบกู้และก้าวต่อของเศรษฐกิจไทย” ว่า การดำเนินนโยบายการเงินในช่วงนี้ต้องให้น้ำหนักการดูแลความเสี่ยงเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ควบคู่ไปกับการดูแลการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยสิ่งที่ ธปท.เน้นย้ำก็คือ จะปรับขึ้นดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยพิจารณาตามสถานการณ์ ซึ่งพร้อมหยุดหากจำเป็นต้องหยุด และพร้อมจะขึ้นดอกเบี้ยมากขึ้นหากจำเป็น

นอกจากนี้ก็ต้องคำนึงถึงการออกมาตรการที่เหมาะสม มีความเฉพาะเจาะจง เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบางไปด้วย

“จะจูนกับสถานการณ์เศรษฐกิจ ถ้าสถานการณ์เศรษฐกิจดูเหมือนกับว่าต้องหยุด (ขึ้นดอกเบี้ย) สักช่วง เราก็จะทำ หรือสถานการณ์เศรษฐกิจดูแล้วต้องขึ้นดอกเบี้ยมากกว่า 0.25% อาจจะ 0.50% หรืออะไรก็ว่าไป เราก็จะทำ” ดร.เศรษฐพุฒิกล่าว

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เงินเฟ้อ