Skip to content

ปี’66 รัฐก่อหนี้เพิ่ม 1 ล้านล้าน ดันหนี้สาธารณะพุ่งแตะ 65%

21 ก.ย. 2565 | 08:09น.
ปี’66 รัฐก่อหนี้เพิ่ม 1 ล้านล้าน ดันหนี้สาธารณะพุ่งแตะ 65%

คลังเสนอแผนก่อหนี้ใหม่ปีงบประมาณ 2566 กว่า 1 ล้านล้านบาท ดันหนี้สาธารณะต่อจีดีพีพุ่งแตะ 65% รัฐวิสาหกิจแห่ใช้เงินกู้พุ่ง กฟผ.เตรียมกู้ 8.5 หมื่นล้านบาท อุ้มค่า Ft-กู้อุดกองทุนน้ำมันฯขาดทุน 3 หมื่นล้าน เผย 8 ปีรัฐบาล “ประยุทธ์” สร้างหนี้สาธารณะพุ่งกว่า 5 ล้านล้าน ดร.สมประวิณ-เอสซีบีชี้เศรษฐกิจไทยเปราะบาง จำเป็นต้องก่อหนี้ จับตาแผนจัดการหนี้ของรัฐในอนาคต

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กระทรวงการคลังได้เสนอแผนบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2566 เพื่อให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติแล้ว คาดว่าจะบรรจุเข้าวาระการประชุมใน 1-2 สัปดาห์นี้ โดยจะมีการก่อหนี้ใหม่ ทั้งของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจรวมกันกว่า 1 ล้านล้านบาท ใกล้เคียงกับปีงบประมาณ 2565 เนื่องจากในปีงบประมาณ 2566 รัฐบาลมีการจัดทำงบประมาณขาดดุลอีก 6.95 แสนล้านบาท

รัฐวิสาหกิจแห่กู้เงินพุ่ง

ขณะเดียวกันรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง มีความต้องการใช้เงินกู้กันค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่มีแผนกู้เงิน 8.5 หมื่นล้านบาท เพื่อบริหารภาระต้นทุนค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (Ft) ตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งกระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ให้ตามที่ กฟผ.ได้รับการอนุมัติจาก ครม.ไปก่อนหน้านี้แล้ว รวมถึงยังมีรัฐวิสาหกิจอีกหลายแห่งขอกู้เงินเพื่อบริหารสภาพคล่อง

นอกจากนี้ ก็เป็นการกู้เพื่อดำเนินโครงการลงทุนต่อเนื่องมาจากปีงบประมาณ 2565 อาทิ โครงการรถไฟทางคู่ สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ, โครงการขยายรันเวย์สนามบินสุวรรณภูมิ, โครงการสนามบินอู่ตะเภา โครงการรถไฟฟ้าสีต่าง ๆ ที่ต้องดำเนินการต่อเนื่อง โครงการลงทุนของการเคหะแห่งชาติ รวมถึงโครงการสร้างถนนของกรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท เป็นต้น

“ในปีงบประมาณ 2566 การกู้เพื่อลงทุนโครงการขนาดใหญ่ ถ้าเป็นโครงการใหม่ ๆ ยังไม่มี แต่จะมีโครงการที่ต้องทำต่อเนื่อง อย่างเช่น การขยายรันเวย์สนามบินสุวรรณภูมิ ที่เดิมใส่ไว้ในแผนบริหารหนี้ปีงบประมาณ 2565 แต่ยังไม่ได้ทำ ก็ต้องยกมาทำในปีงบประมาณ 2566 และก็อีกหลาย ๆ โครงการที่ต้องทำต่อเนื่อง เพราะปกติในแต่ละปีจะเบิกจ่ายเงินกู้ได้ประมาณ 50-60% เท่านั้น” แหล่งข่าวกล่าว

ดันหนี้สาธารณะแตะ 65%

แหล่งข่าวกล่าวว่า ส่วนการกู้เงินของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น มีการใส่ไว้ในแผนเบื้องต้น 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นวงเงินเดิมที่กองทุนน้ำมันฯสามารถกู้ได้อยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้กู้เนื่องจากไม่มีธนาคารกล้าปล่อยกู้ โดยยังไม่รวมการกู้เงินตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้ ของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. … ที่ตั้งวงเงินไว้ 1.5 แสนล้านบาท เนื่องจากต้องรอให้สภาผู้แทนราษฎร รับทราบร่างกฎหมายดังกล่าวก่อน

ส่วนการกู้เงินของกองทุนประกันภัยที่มีข่าวเตรียมเสนอแผนขอกู้ 5 หมื่นล้านบาทนั้น ยังไม่ได้มีการใส่วงเงินไว้ในแผนบริหารหนี้รอบนี้

“ตามแผนกู้เงินรอบนี้ คาดว่าจะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ) ขึ้นไปอยู่ใกล้ ๆ 65% ของจีดีพี จากตัวเลขล่าสุด ณ เดือน ก.ค. 2565 อยู่ที่ระดับ 60% ซึ่งยังไม่เกินกรอบความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดหนี้สาธารณะต้องไม่เกิน 70% ของจีดีพี” แหล่งข่าวกล่าว

8 ปีประยุทธ์ก่อหนี้เพิ่ม 5 ล้านล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายใต้การเข้ามาบริหารประเทศของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ยึดอำนาจเข้ามาตั้งแต่เดือน พ.ค. 2557 ขณะนั้นหนี้สาธารณะของประเทศไทยอยู่ที่ 42.50% ของจีดีพี มีมูลค่ากว่า 5.5 ล้านล้านบาท ขณะที่ปัจจุบัน ณ 31 ก.ค. 2565 หนี้สาธารณะอยู่ที่ระดับ 60.75% ของจีดีพี มูลค่ากว่า 10 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นมากว่า 5 ล้านล้านบาท

เนื่องจากที่ผ่านมารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ มีการทำงบประมาณขาดดุลต่อเนื่อง รวมถึงทำงบประมาณเพิ่มเติมกลางปีหลายครั้ง อาทิ ในปีงบประมาณ 2559 ทำงบประมาณเพิ่มเติม 5.6 หมื่นล้านบาท ปีงบประมาณ 2560 ทำงบประมาณเพิ่มเติมอีก 1.9 แสนล้านบาท และในปีงบประมาณ 2561 ก็ทำงบประมาณเพิ่มเติมอีก 1.5 แสนล้านบาท

และในปี 2563 เกิดการระบาดของโควิด-19 รัฐบาลได้ออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 วงเงิน 1 ล้านล้านบาท

และต่อมาก็มีการออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพิ่มเติมเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติม พ.ศ. 2564 อีก 5 แสนล้านบาท

เศรษฐกิจฟื้นช้า-จำเป็นต้องก่อหนี้

ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ รองผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงาน Economic Intelligence Center (EIC) และรองผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานกลยุทธ์องค์กร ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สำหรับแผนก่อหนี้ใหม่ปีงบประมาณ 2566 ของกระทรวงคลังกว่า 1 ล้านล้านบาทนั้น มองว่าในระยะสั้นสามารถทำได้ยังไม่ได้น่ากังวล เพราะเสถียรภาพการคลังของไทยยังดีอยู่ และศักยภาพหนี้สาธารณะวันนี้ยังไม่ได้สูงมาก

ขณะเดียวกัน การก่อหนี้ในปัจจุบันมีความจำเป็น เพราะเศรษฐกิจฟื้นตัวเปราะบาง อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง ซึ่งมีกลุ่มคนที่มีความยากลำบาก รายได้โตช้ากว่ารายจ่าย กระทบคุณภาพชีวิตกลุ่มนี้ ถือเป็นบทบาทสำคัญของภาคการคลังที่จะต้องเข้าไปช่วยประคองและอุดหนุนค่าครองชีพไม่ให้เพิ่มขึ้นจนเกินไป

และหากมีการใช้วงเงินในโครงการลงทุน ถือเป็นความจำเป็นอย่างหนึ่ง เพราะการลงทุนเป็นการสร้างรายได้ให้รัฐในอนาคต ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวในระยะยาว

จับตาแผนจัดการหนี้ของรัฐ

ดร.สมประวิณกล่าวว่า อย่างไรก็ดี หากมองในระยะยาวภาระทางการคลังจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพราะไทยจะเข้าสู่สังคมชราภาพ ซึ่งภาครัฐจะต้องคิดว่าจะจัดการภาระหนี้ที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตอย่างไร ภายใต้ 3 องค์ประกอบสำคัญ คือ 1.ต้องบอกให้ชัดว่ากู้ทำอะไรในส่วนไหน

2.ผลคาดหวังจากการกู้ครั้งนี้ เช่น ลงทุนอะไร และผลคาดหวังต่อเศรษฐกิจเป็นอย่างไร และ 3.แผนการใช้หนี้ในอนาคต หากภาครัฐสามารถทำได้ตามนี้เชื่อว่า ความกังวลใจของตลาดจะไม่มีปัญหา

“วันนี้เรายังมีความจำเป็นเพราะเศรษฐกิจยังฟื้นตัวเปราะบาง มองว่า เรากู้เพิ่มได้ ไม่ได้น่ากังวลใจ แต่ต้องตระหนักว่าเราจะทำได้อีกไม่กี่ครั้ง เพราะมีกรอบเพดานหนี้ที่ตั้งไว้ แต่การก่อหนี้ที่มีประสิทธิภาพ จะต้องใช้ในโครงการที่เป็นประโยชน์ ช่วยพยุงกลุ่มคนโตช้า สร้างกลไกการจ้างงาน ป้องกันไม่ให้อุปสงค์ภายในประเทศไหลไปไกล และกระตุ้นการลงทุนเพื่อสร้างรายได้ในอนาคต โดยจะต้องมีองค์ประกอบ 3 ด้านที่ต้องทำ จึงจะทำให้การก่อหนี้มีประสิทธิภาพและไม่สร้างความกังวลใจให้ตลาด”