แบงก์แบะท่าขึ้นดอกเบี้ย เก็ง กนง.ขยับทีละ 0.25%

กนง.

แบงก์ “รัฐ-เอกชน” เตรียมขยับขึ้นดอกเบี้ยตาม กนง. “ไทยพาณิชย์-กรุงเทพ” ประสานเสียงคำนึงถึงกลุ่มเปราะบาง ส่อปรับดอกกู้รายย่อยน้อยกว่าดอกเบี้ยนโยบาย “หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ KKP” คาดแบงก์ชาติขึ้นดอกเบี้ย 4 ครั้งปีนี้ “ผ่อนคันเร่ง-หยุดดอกเบี้ยแท้จริงติดลบ” ชี้เห็นการส่งผ่านนโยบายการเงินแน่นอน เหตุต้นทุนการเงินพุ่ง

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เปิดเผยว่า ปีนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) น่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะเงื่อนไขปัจจุบันที่ผ่อนคลายลงทำให้มีเวลา เพราะไม่มีปัจจัยมาเร่งมากนัก จากเดิมที่มีทั้งเรื่องเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น และค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง ซึ่งทั้งสองเรื่องคลี่คลายลงแล้ว อย่างไรก็ดี ความจำเป็นในการที่ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยยังมีอยู่ แต่ไม่ใช่เพื่อเหยียบเบรกเศรษฐกิจ แต่เป็นการถอนเท้าออกจากคันเร่ง

“ดูง่าย ๆ ดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.25% เงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 3.2% ทุกคนคาดการณ์ทั้งปีนี้ เงินเฟ้อเฉลี่ยจะอยู่ที่กว่า 3% ฉะนั้นดอกเบี้ยต่ำกว่าเงินเฟ้อเยอะมาก มองแบบนี้ก็เหมือนว่าเศรษฐกิจยังถูกกระตุ้นจากอัตราดอกเบี้ยที่ติดลบอยู่ ขณะที่ความจำเป็นในการที่ต้องกระตุ้นแบบนั้น อาจน้อยลงเรื่อย ๆ จากเมื่อก่อน ธปท.อาจห่วงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่วันนี้ การที่ตัวเลขเศรษฐกิจ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวกลับมาเยอะขึ้น สะท้อนว่าการฟื้นตัวน่าจะดูดีขึ้น ฉะนั้นความจำเป็นในการเก็บอัตราดอกเบี้ยไว้ให้ต่ำกว่าเงินเฟ้อ แทบไม่มีเลย พูดง่าย ๆ คือ ไม่มีเหตุผลที่จะเหยียบคันเร่งตอนนี้ แต่ต้องค่อย ๆ ถอนคันเร่ง”

ทั้งนี้ ประเมินว่า ทั้งปีจะเห็น ธปท.ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายไปอย่างน้อยอยู่ที่ 2% โดยคาดว่าจะปรับขึ้น 4 ครั้ง หากดูเป้าหมายของ ธปท.ที่ต้องการให้เงินเฟ้อลงมาที่ระดับ 2% แต่คาดการณ์ทั้งปีนี้เงินเฟ้อจะอยู่ที่ 3% ปัจจุบันยังอยู่กว่า 5% ดังนั้น จึงไม่มีเหตุผลที่จะเก็บอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ต่ำกว่า 2%

สำหรับการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) รอบวันที่ 25 ม.ค.นี้ ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า คงมีการขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ขณะที่การส่งผ่านดอกเบี้ยไปยังธนาคารพาณิชย์จะเกิดขึ้นแน่นอน เพราะต้นทุนทางการเงินน่าจะขยับขึ้น แต่การปรับขึ้นดอกเบี้ยของแบงก์ อาจไม่ได้ปรับเท่าดอกเบี้ยนโยบายแบบ 1 ต่อ 1 เช่น ธปท.ปรับขึ้น 0.25% แบงก์อาจปรับขึ้นไม่ถึง ขึ้นกับว่ามองผลกระทบต่อต้นทุนทางการเงินเป็นอย่างไร

“เวลา ธปท.ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ไม่ได้หมายความว่าต้นทุนทางการเงินจะปรับขึ้นทั้งแผง ขึ้นอยู่กับแต่ละแบงก์ เช่น บางแบงก์อาจมีบัญชีเงินฝากออมทรัพย์เยอะ ก็อาจไม่ปรับดอกเบี้ยขึ้นทันที แล้วต้องดูว่าแต่ละแบงก์อาจมีสัดส่วนของหนี้ที่เชื่อมโยงกับดอกเบี้ยเงินกู้ ตระกูล M แตกต่างกันไป เช่น แบงก์ใหญ่อาจมีเยอะหน่อย แบงก์เล็กอาจน้อยหน่อย”

ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า ที่ผ่านมา แบงก์อาจยังไม่ได้ขยับขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ แต่ถ้าดอกเบี้ยนโยบายปรับขึ้นไปเรื่อย และเศรษฐกิจดีขึ้น แต่ละแบงก์อาจต้องระดมเงินฝากไว้ปล่อยกู้มากขึ้น เริ่มเห็นเงินไหลออกจากบัญชีออมทรัพย์ แบงก์ก็คงต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยออมทรัพย์ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นทั้งแผง และธนาคารก็ต้องปรับดอกเบี้ยเงินกู้

คาดแบงก์ขึ้นทั้ง ดบ. “ฝาก-กู้”

นางสาวกาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า หลัง กนง.ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายรอบนี้ น่าจะเห็นแบงก์ขยับขึ้นดอกเบี้ยอ้างอิงทั้งกระดาน ทั้งอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ จากที่ผ่านมา ปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ไปแล้ว 0.40% ต่อปี จากต้นทุนเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ที่กลับมาจ่าย 0.46% ตามปกติ

“เราประเมินว่า กนง.จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 1.25% เป็น 1.50% ต่อปี เนื่องจากวัฏจักรดอกเบี้ยของไทยเพิ่งเริ่มต้น แม้ในต่างประเทศจะมีการหยุดหรือชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้ว แต่ไทยเพิ่งเริ่ม และบริบทของไทยยังสนับสนุนการปรับดอกเบี้ยขึ้นต่อ เพื่อดูแลเงินเฟ้อ ถ้าแบงก์ปรับขนาด (scale) ในการปรับขึ้นจะคล้ายปลายปี 2565 ที่ปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ 0.25% ต่อปี ขณะที่ดอกเบี้ยเงินฝาก จะขึ้นกับประเภทเงินฝาก และโครงสร้างเงินฝากของแต่ละธนาคาร และเริ่มเห็นธนาคารพาณิชย์ทยอยปรับดอกเบี้ยขึ้น หลังประชุม กนง.ประมาณ 1 สัปดาห์”

Advertisement

ปัจจุบัน หากดูอัตราดอกเบี้ยของ 6 ธนาคารใหญ่ พบว่า อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (MLR) เฉลี่ยอยู่ที่ 6.15-6.925% ต่อปี อัตราดอกเบี้ยเงินกู้เบิกเกินบัญชี (MOR) เฉลี่ยอยู่ที่ 6.72-7.05% ต่อปี และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้รายย่อยชั้นดีแบบมีระยะเวลา (MRR) เฉลี่ยอยู่ที่ 6.50-7.08% ต่อปี

“จากนี้เราคงเห็นการปรับขึ้นทั้งเงินฝาก และเงินกู้เทียบเคียงกับปลายปีก่อน และคงเห็นแบงก์ทยอยขึ้นตามหลังใน 1 สัปดาห์ เพราะจะต้องมีการพิจารณาตามกระบวนการ โดยในช่วงภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น กลุ่มเปราะบาง ทั้งรายย่อยและเอสเอ็มอี ยังคงเป็นกลุ่มที่แบงก์ให้ความสำคัญในการดูแล เพราะเป็นกลุ่มที่อ่อนไหวกับความผันผวนของเศรษฐกิจและดอกเบี้ย หากลูกค้าที่รับภาระไม่ไหวจะเข้าสู่การปรับโครงสร้างหนี้ให้เหมาะสม”

1 ก.พ. แบงก์รัฐขึ้นดอกกู้ MRR

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ในฐานะประธานกรรมการสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ กล่าวว่า ถ้า กนง.ปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% แบงก์รัฐจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ที่ 0.125% ตั้งแต่ 1 ก.พ. 2566 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างแบงก์รัฐที่เป็นสมาชิกสมาคม ส่วนดอกเบี้ยประเภทอื่น ๆ ขึ้นกับแต่ละแบงก์จะพิจารณา

แบงก์จ่อขึ้น ดบ.ตาม

นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) กล่าวว่า ธนาคารประเมินว่า กนง.น่าจะปรับดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ต่อปี ซึ่งในส่วนของไทยพาณิชย์จะพิจารณาการส่งผ่านนโยบายอย่างระมัดระวัง โดยพิจารณากลุ่มเปราะบางเป็นสำคัญ เพื่อให้เศรษฐกิจและธุรกิจไปต่อได้

นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ธนาคารคงต้องขอรอดูทิศทางการปรับดอกเบี้ยของ กนง.และตลาดก่อน อย่างไรก็ดี การขึ้นดอกเบี้ยต้องอยู่บนหลักการความระมัดระวังและเหมาะสม โดย ธปท.และกระทรวงการคลัง จะพิจารณาการปรับดอกเบี้ยอย่างระมัดระวัง และไม่ควรเป็นภาระของลูกค้าและธุรกิจ เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของธุรกิจและเศรษฐกิจ

“แบงก์กรุงเทพพยายามดูแลลูกค้ากลุ่มเปราะบางและธุรกิจ ซึ่งในช่วงโควิด-19 ธนาคารสนับสนุนสภาพคล่องให้ลูกค้า และธุรกิจประคองตัวอยู่ได้ เมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นก็สนับสนุนสินเชื่อหมุนเวียน และสินเชื่อเพื่อการปรับตัว ในการปรับโมเดลธุรกิจรองรับการฟื้นตัวเศรษฐกิจ และภาคการท่องเที่ยวที่ดีขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนลูกค้าและธุรกิจให้มีการเติบโต

นายชาติศิริกล่าวว่า ลูกค้าที่ยังมีความเปราะบาง ทั้งรายย่อยและเอสเอ็มอี ธนาคารได้ให้ความช่วยเหลือผ่านมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งที่ผ่านมามีลูกค้าที่ส่งสัญญาณที่ดีขึ้นตามทิศทางเศรษฐกิจ แต่ก็มีบางรายที่ยังต้องประคองอยู่ แต่โดยภาพรวมเศรษฐกิจ คุณภาพสินเชื่อ และหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ปรับตัวดีขึ้น

นายพงษ์อนันต์ ธณัติไตร ประธานกลุ่มธุรกิจรายย่อยและลูกค้าบุคคล ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ธนาคารต้องประชุมภายในอีกครั้ง หลัง กนง.มีมติ เพื่อพิจารณาการปรับดอกเบี้ย โดยเบื้องต้นจะต้องดูว่า กนง.จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเท่าไร ซึ่งตลาดคาดว่าจะปรับที่ 0.25% ต่อปี ซึ่งธนาคารจะพิจารณาดอกเบี้ยในอัตราที่ลูกค้ายังสามารถรับไหว

ด้านนายอนุวัติร์ เหลืองทวีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าบุคคล ธนาคารทหารไทยธนชาต (ทีทีบี) กล่าวว่า ต้องรอดูทิศทางและผลการประชุมของ กนง.ก่อน จากนั้นธนาคารจะประชุมคณะกรรมการบริหารสินทรัพย์และหนี้สิน (ALCO) เพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าว แต่ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ ต้องรอดูผลการประชุม กนง.ว่าจะออกมาอย่างไร

“ปกติการปรับจะปรับขึ้นทั้ง 2 ขา แต่ต้องดูโครงสร้างเงินฝากและสินเชื่ออีกที ซึ่งแต่ละธนาคารไม่เหมือนกัน แต่จากภาพรวมเศรษฐกิจฟื้นตัว คนเริ่มมีกำลังชำระหนี้มากขึ้น แต่ธนาคารยังให้ความสำคัญดูแลกลุ่มเปราะบางและผู้ฝากเงิน”