Skip to content

เร่งปิดช่องว่างการพัฒนา…ตั้งเป้าหมายระดับการเติบโตของเศรษฐกิจ

12 ก.พ. 2566 | 07:01น.
เร่งปิดช่องว่างการพัฒนา…ตั้งเป้าหมายระดับการเติบโตของเศรษฐกิจ
คอลัมน์ : เช้านี้ที่ซอยอารีย์
ผู้เขียน : พงศ์นคร โภชากรณ์ [email protected]

หลังจากผ่านพ้นปัญหาเศรษฐกิจอันเกิดจากโควิด-19 เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวเป็นลำดับ โดยในปี 2565 และ 2566 ก็คาดว่าจะขยายตัวเนื่องที่ร้อยละ 3.0 และ 3.8 ต่อปี และหากดูการเติบโตในระยะ 5 ปีข้างหน้าก็จะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 3.5 ต่อปี

ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยก่อนเกิดโควิด-19 หลายคนเรียกการเติบโตระดับนี้ว่า “การเติบโตตามศักยภาพ” หรือ potential GDP growth ผู้อ่านหลายคนเมื่อเจอคำนี้ มักจะเข้าใจไปว่าเป็นระดับ “การเติบโตที่พยายามแล้วแต่ได้แค่นี้” และหดหู่มากเมื่อมีคนเอาคำนี้ไปพูดว่าเป็น “การเติบโตตามยถากรรม”

คงไม่มีใครเถียงผมว่า หากประเทศไทยเติบโตในระดับร้อยละ 3.5 ต่อปี ไปเรื่อย ๆ คงไม่มีวันที่ประเทศไทยจะก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้ภายใน 10 ปี เพราะเกณฑ์ขั้นต่ำของการเป็นประเทศรายได้สูง ก็จะขยับหนีเราเราขึ้นไปเรื่อย ๆ เช่นกัน และที่สำคัญ หากเราแบ่งเลขร้อยละ 3.5 ต่อปีข้างต้น ออกเป็นการเติบโตของจังหวัดต่าง ๆ เราก็จะพบว่า ไม่ใช่ทุกจังหวัดที่จะเติบโตได้ร้อยละ 3.5 ต่อปี

บางจังหวัดอาจจะเติบโตได้ร้อยละ 4-5 ต่อปี โดยเฉพาะจังหวัดที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภูมิภาค เป็นเมืองหลัก และมีคนชั้นกลางอาศัยเป็นจำนวนมาก หรือมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ลงไป หรือพืชเศรษฐกิจของจังหวัดราคาดีเป็นพิเศษ หรือมีนักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวจำนวนมาก

แต่ก็มีอีกหลายจังหวัดที่เติบโตได้เพียงร้อยละ 1-2 ต่อปีเท่านั้น โดยเฉพาะจังหวัดที่ขาดศักยภาพในการเติบโต ขาดความน่าสนใจในการลงทุน ไม่มีฐานธุรกิจใหญ่ ๆ ขนาดเมืองเล็ก เป็นท้องถิ่นยากจน คนอาศัยอยู่ไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อยและคนจน ไม่มีพืชเศรษฐกิจ ไม่มีแหล่งท่องเที่ยว เป็นแค่เมืองผ่าน ฉะนั้น ในระยะสั้นเราจะเห็นความแตกต่างของอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจของ 2 กลุ่มจังหวัดนี้ นานวันเข้า สิ่งนี้จะวิวัฒนาการเป็นสิ่งที่เรียกว่า “ช่องว่างของการพัฒนา”

ส่วนตัวผมจึงมองว่า เราควรจะมีเป้าหมายของการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นกรอบในการดำเนินนโยบาย หรืออาจจะใช้คำว่า “กรอบเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ” หรือ economic growth targeting

คล้าย ๆ กับการตั้งกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ หรือ inflation targeting ของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งกรอบเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจนี้ ต้องนับรวมความพยายามอย่างเต็มที่ ที่จะขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจเติบโตด้วย เช่น เราอยากจะสร้างระเบียงเศรษฐกิจ (economic corridors) ขึ้นในภูมิภาคต่าง ๆ เราอยากจะสร้างรถไฟความเร็วสูงไปทางอีสาน เหนือ ใต้ เราอยากจะขยายสนามบิน ขยายท่าเรือ และอื่น ๆ อีกมากมาย

สมมุติว่ามี 10 โครงการที่เราตั้งใจจะทำเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ได้ร้อยละ 5 ต่อปี เราก็ต้องมุ่งมั่นไปตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ ซึ่งในหน่วยงานมันสมองของรัฐบาล สามารถคำนวณผ่านแบบจำลองเศรษฐกิจได้ทันทีว่า หากตั้งเป้าจะเติบโตปีละร้อยละ 5 ต้องเพิ่มการบริโภคเท่าไร ต้องเพิ่มการลงทุนภาครัฐและภาคเอกชนเท่าไร ถ้าปีนี้ทำไม่ได้ ปีหน้าต้องเร่งอีกเท่าไร จึงจะได้ค่าเฉลี่ยที่ร้อยละ 5 ต่อปี

ตาราง ช่องว่างการพัฒนา

ดังนั้น ผมอยากให้เราใช้แบบจำลองเศรษฐกิจในการ “ตั้งเป้าหมายของอัตราการเติบโต” และ “คำนวณส่วนผสมของการเติบโต” นั้น ว่าจะต้องทำอย่างไรจึงจะได้ระดับการเติบโตที่ตั้งเอาไว้นั้น อันนี้น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าการพยากรณ์ทั่ว ๆ ไปที่ต้องทำอยู่แล้ว เพราะส่วนผสมของการเติบโตนั้น จะช่วยออกแบบนโยบายเพื่อ “ปิดช่องว่างการพัฒนา” ทั้งในระดับมหภาคและภูมิภาคได้

การตั้งกรอบเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ นอกจากจะทำให้เรามีเป้าหมายที่จะต้องทำให้ได้แล้ว ยังเป็นการปิดช่องว่างการพัฒนาในระดับพื้นที่ไปด้วยในตัว การหาช่องว่างการพัฒนา ไม่ยาก อาศัยข้อมูล 2-3 ฐานข้อมูลก็พอจะเห็นภาพ ได้แก่ ข้อมูลพื้นฐานระดับหมู่บ้าน (กชช.2ค) ข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) และข้อมูลผู้มีรายได้น้อยในโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ

เมื่อทาบ 3 ฐานข้อมูลนี้เข้าด้วยกัน เราจะเป็นปัญหาทั้งในมิติหมู่บ้าน ครัวเรือน และบุคคล เมื่อข้อมูลช่วย “วินิจฉัยโรค” ให้แล้ว ก็บูรณาการหน่วยงานต่าง ๆ มาช่วยกัน “ปรุงยา” หรือทำชุดมาตรการแก้ปัญหา และ “จ่ายยา” ให้แก่หมู่บ้าน ครัวเรือน หรือคนมีรายได้น้อยหรือคนจนในพื้นที่ต่อไป

เช่น นาย ก. เป็นคนถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน เป็นหนี้นอกระบบ ไม่มีเงินออม เพราะหาเช้ากินค่ำ ต้องดูแลพ่อแม่ที่ป่วยติดเตียง หมู่บ้านที่อาศัยมีปัญหาเรื่องไฟฟ้า น้ำประปา ขยะเน่าเหม็น จะเห็นว่าปัญหาของนาย ก. ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากหลายหน่วยงาน มาตรการต่าง ๆ ที่ลงไปช่วย

อาจจะอยู่ในรูปแบบของการลงทุนภาครัฐ เช่น การลงทุนดูแลสายส่งไฟฟ้า เสาไฟฟ้า ไฟฟ้าส่องสว่าง วางท่อน้ำประปา การกำจัดขยะของท้องถิ่น เป็นต้น การจัดสรรเงินอุดหนุนท้องถิ่น การกระตุ้นผ่านการบริโภค การให้เงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ การให้เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ การให้เบี้ยความพิการ เป็นต้น

การช่วยเหลือเหล่านี้ ถือเป็นการปิดช่องว่างการพัฒนาทั้งในระดับหมู่บ้าน ครัวเรือน และบุคคล และผลพลอยได้คือความยากจนและความเหลื่อมล้ำน่าจะลดลง ดังนั้น ข้อมูลตั้งต้นจึงมีความสำคัญมากต่อการวินิจฉัยโรค แต่คนหยิบนโยบายไปใช้มักด้อยค่าข้อมูลหลายครั้ง การทำนโยบายข้ามไปที่ปรุงยาและจ่ายยาเลย โดยไม่ผ่านการวินิจฉัยโรค ทำให้การรักษาไม่ได้ผล

ในระยะ 4 ปีข้างหน้าของรัฐบาลชุดใหม่ จะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการ “พลิกโฉมเศรษฐกิจ” อันเป็นเป้าหมายใหญ่ของแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 เพราะหากเราไม่เร่งปิดช่องว่างการพัฒนา เมื่อมันถ่างมากขึ้นเรื่อย ๆ การปิดช่องว่างนั้น จะมี “ต้นทุนในการปิดช่องว่าง” และ “ต้นทุนค่าเสียโอกาส” เพิ่มขึ้นอย่างมาก ฉะนั้น เราควร “พลิกโฉมเศรษฐกิจฐานราก” ไปด้วยในคราวเดียวกัน จึงจะเป็นการ “ปิดช่องว่างการพัฒนาที่สมบูรณ์แบบ”

ดังนั้น ถ้าเราตั้งเป็นวาระแห่งชาติในการเร่ง “ปิดช่องว่างการพัฒนา” ใช้เวลาสัก 1-2 ปี เพื่อเดินหน้าเข้าสู่ “กรอบเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ” ที่ตั้งเอาไว้ และรักษาการเติบโตในระดับนี้ให้ต่อเนื่อง ผมว่า ประเทศไทยจะพัฒนาและพลิกโฉมอย่างก้าวกระโดดแน่นอน

บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน มิได้ผูกพันเป็นความเห็นขององค์กรที่สังกัด