“เอเซียพลัส” ลุ้นเลือกตั้งแลนด์สไลด์หนุนรีเทิร์น SET พุ่ง

หุ้นไทย

บล.เอเซีย พลัส ประเมินหุ้นไทย Q2/2566 ผันผวน ชี้ “เลือกตั้ง-กำไร บจ.ฟื้น” เป็นปัจจัยบวก มองนโยบายหาเสียงใหม่ ๆ หนุนดัชนีบางช่วง ระบุหากผลเลือกตั้งออกมาเกิด “แลนด์สไลด์” จะหนุนตลาดทุนได้ดีกว่ากรณี “พรรคร่วม” ให้กรอบเป้าดัชนี Q2 ที่ 1,544-1,630 จุด แนะจับจังหวะเล่นเก็งกำไร รวมถึงทยอยสะสมซื้อหุ้นขณะต่ำกว่า 1,610 จุด

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยช่วงไตรมาส 2/2566 ยังคงผันผวน เพราะติดอยู่กับความกังวลดอกเบี้ยขาขึ้น เพื่อสกัดเงินเฟ้อ ปัญหาระบบสถาบันการเงินและความเสี่ยงเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย

เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม

แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจัยในประเทศที่มีน้ำหนักทางด้านบวกจากเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มเติบโตจากภาคท่องเที่ยว การลงทุน และการบริโภคครัวเรือน โดยอ้างอิงธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดการณ์ GDP ปี 2566 จะขยายตัว 3.6% ปรับตัวดีกว่า GDP โลกที่ตลาดคาดการณ์ว่าจะโตเฉลี่ย 2.3% อีกทั้งยังมีแรงหนุนจากกำไรบริษัทจดทะเบียนปีนี้ที่คาดจะอยู่ที่ 1.12 ล้านล้านบาท คิดเป็น EPS ที่ระดับ 91.8 บาทต่อหุ้น เติบโต 12.6% เทียบจากปีก่อน เทียบกับหลาย ๆ ประเทศเติบโตไม่ถึง 2 หลัก ถือเป็นแม่เหล็กดึงดูดฟันด์โฟลว์ไหลกลับมาตลาดหุ้นไทยได้

“ความคาดหวังเชิงบวกต่อนโยบายใหม่ ๆ จากการเลือกตั้ง จะหนุน SET Index ฟื้นกลับได้เป็นบางช่วงเวลา โดยกำหนดเป้าดัชนีสิ้นปีนี้อยู่ที่ 1,610 จุด เฉพาะกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีช่วงไตรมาส 2 นี้ คาดจะอยู่ที่ 1,544-1,630 จุด สามารถเล่นเก็งกำไรได้ เพราะถือว่าเป็นช่วง honeymoon period”

นายเทิดศักดิ์กล่าวว่า ตามสถิติช่วงการเลือกตั้ง ถ้าซื้อก่อนเลือกตั้ง 1 สัปดาห์ และไปขาย 1 สัปดาห์หลังเลือกตั้งจะได้รีเทิร์น 3.81% (กรณีออกมาเป็นพรรคร่วม) แต่ถ้าผลหลังเลือกตั้งที่ออกมาเกิด “แลนด์สไลด์” พรรคใดพรรคหนึ่งได้รันนโยบายอย่างเต็มที่ จะเป็นบวกกับตลาดทุนมากกว่า ทำให้โอกาสเห็นรีเทิร์นได้มากกว่าสถิติเดิม

“ภาพใหญ่ ตลาดอาจจะยังไม่ได้สดชื่น เพียงแต่ในช่วงเวลาสั้น ๆ สามารถเข้าไปเทรดดิ้งได้ รับบรรยากาศการเลือกตั้ง ซึ่งค่อนข้างมีเม็ดเงินสะพัดจากการหาเสียงเลือกตั้ง ประกอบกับกำไร บจ.และ GDP ไตรมาส 1/2566 จะปรับตัวดีกว่าไตรมาส 4/2565 แน่ ๆ โดยระยะการรีบาวนด์ของดัชนี SET Index มีโอกาสขึ้นไปจนถึงแนวต้านที่ 1,630 จุด”

สำหรับภาพนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง นโยบายหลัก ๆ ประกอบด้วย 1.การใช้เงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 700-1,000 บาท 2.อัดเงินเข้า e-Wallet 10,000 บาท 3.ลดภาระคล้าย ๆ ปรับโครงสร้างหนี้-ปรับระบบเครดิตบูโร และ 4.การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ซึ่งกรณีอัดเงินเข้า e-Wallet 10,000 บาท ให้กับคนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป จะได้ประมาณกว่า 50 ล้านคน รวม ๆ ต้องใช้งบประมาณ 5.4 แสนล้านบาท ส่วนกรณีการใช้เงินผ่านบัตรสวัสดิการรัฐ 700-1,000 บาท ใช้เงินราว 4.37 แสนล้านบาท ครอบคลุมประชากร 21.45 ล้านคน

โดยเงินที่จะนำมาใช้ได้ มีด้วยกัน 2 ทางคือ 1.บรรจุในงบประมาณ และ 2.กู้เงินเพิ่ม โดยงบประมาณปี 2567 มีอยู่ประมาณ 3.35 ล้านล้านบาท สามารถหยิบเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินสัดส่วน 15% หรือราว 9.3 หมื่นล้านบาทมาใช้ได้ และสามารถกู้เงินได้อีก 1.56 ล้านล้านบาท ตามรูมของเพดานหนี้สาธารณะไม่เกิน 70% จากสิ้นเดือน ก.พ. 2566 ที่อยู่ที่ 61.13% ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพียงพอ แต่ไม่ควรกู้เงินมากขนาดนั้น เพราะถ้าไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนในระบบได้ จะทำให้เป็นภาระต่อฐานะการคลังที่หนักหนาพอสมควร

สำหรับทิศทางฟันด์โฟลว์ผ่านมาครึ่งเดือน เม.ย. 2566 ต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิ 1,922 ล้านบาท (จนถึง 11 เม.ย. 2566) ภาพรายวันเห็นว่าแรงขายต่างชาติน้อยลง และสลับมาซื้อสุทธิบ้าง ทำให้มีโมเมนตัมที่ดีในช่วงไตรมาส 2

โดยกลยุทธ์การลงทุนแนะนำทยอยสะสมซื้อหุ้นเมื่อดัชนี SET Index อยู่ในระดับต่ำกว่า 1,610 จุด เลือกหุ้นสภาพคล่องสูงเป็นเป้าหมายของฟันด์โฟลว์ บวกกับกำไรมีแนวโน้มผ่านจุดเลวร้ายไปแล้ว เช่น ADVANC, AMATA, BGRIM, SNNP, JMT, STEC

“อย่างไรก็ตาม ต้องระวังความเสี่ยงโควิดภายในประเทศ โดยจาก 4 รอบที่ได้รับผลกระทบการระบาดโควิดก่อนหน้านี้ ตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวลงเฉลี่ยประมาณ 5% และหากมีการล็อกดาวน์จะย่อตัวต่ำนาน” นายเทิดศักดิ์กล่าว