นักวิเคราะห์ชี้ “เศรษฐกิจไทยฟื้น” ปัจจัยหนุนหุ้นไทยสิ้นปีแตะ 1,643 จุด

ตลาดหุ้นไทย
Photo by NICOLAS ASFOURI / AFP

สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน เผยผลสำรวจความเห็นนักวิเคราะห์-ผู้จัดการกองทุน 25 สำนัก คาดไตรมาส 3 หุ้นไทยแกว่งตัวมองจุดสูงสุดที่ 1,563 จุดส่วนปิดสิ้นปี 1,643 จุด “เศรษฐกิจในประเทศฟื้น” ช่วยหนุนดัชนี ด้าน “บล.หยวนต้า” ชี้ฟันด์โฟลว์มีโอกาสไหลกลับเข้ามาในหุ้นแบงก์-ค้าปลีกเป็นหลัก

วันที่ 3 กรกฎาคม 2566 นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน เปิดเผยผลการสำรวจความเห็นสมาชิกนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนรวม 25 บริษัทในตลาดทุนไทย เกี่ยวกับทิศทางการลงทุนในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2566 โดยความคิดเห็นเกี่ยวกับสมมติฐานด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ในปี 2566 นี้ยังคงมีมุมมองว่าเป็นบวก โดยมองค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.83% ลดลงจากการสำรวจครั้งก่อนที่เคยใช้สมมติฐานที่ 3.50% แต่อย่างไรก็ตาม ค่าเฉลี่ยที่ 3.83% ถือว่าเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างดูดีเมื่อเทียบกับช่วงปีก่อนที่ผ่านมา นอกจากนี้การปรับลดราคาน้ำมันดิบของปีนี้ลงมาอยู่ที่ 80.53 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

โดยมีคาดการณ์ทิศทางดัชนีราคาหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 3 นี้ยังคง sideway และประเมินค่าเฉลี่ยดัชนีหุ้นไทยสิ้นไตรมาสที่ 3 นี้อยู่ที่ 1,563 จุด ซึ่งปัจจัยที่มีผลบวกต่อราคาหุ้นไทยมากที่สุดอันดับที่ 1 มีเสียงมากถึง 72% คือเรื่องของเศรษฐกิจภายในประเทศที่ส่วนใหญ่มองว่าน่าจะกำลังฟื้นตัวได้ดี

ขณะที่ปัจจัยลบที่ส่งผลต่อตลาดทุนไปจนถึงสิ้นปีนี้มากที่สุดอันดับที่ 1 มีเสียงมากถึง 80% คือเศรษฐกิจต่างประเทศทั้งสหรัฐอเมริกา ยุโรป และเอเชีย

นอกจากนี้ปัจจัยที่ควรจับตามองที่จะมีผลต่อการขับเคลื่อนตลาดในไตรมาส 3 นี้ส่วนใหญ่มองว่าเป็นเรื่องของการจัดตั้งรัฐบาลการเมืองในประเทศและทิศทางของดอกเบี้ยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และภาวะเศรษฐกิจโลก

ทั้งนี้ สำหรับตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลัง (ก.ค.-ธ.ค. 2566) มองค่าเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 1,643 จุด โดยส่วนใหญ่มองว่าดัชนีจะทำจุดสูงสุดที่ระดับ 1,601-1,650 จุด และทำจุดต่ำสุดที่ระดับ 1,454 จุด อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนคาดเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทย ณ สิ้นปี 2566 อยู่ที่ 1,630 จุด ซึ่งลดลง 77 จุด จากระดับคาดการณ์ในครั้งก่อนอยู่ที่ระดับ 1,707 จุด

ทั้งนี้ สมาคมนักวิเคราะห์ได้สอบถามความเห็นของนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนเกี่ยวกับข้อเสนอแนะว่ารัฐบาลใหม่ควรมีนโยบายเรื่องใดที่มีผลบวกต่อภาวะเศรษฐกิจซึ่งส่วนใหญ่เสนอให้มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

โดยอันดับแรกมองว่าเป็นเรื่องของการช่วยเหลือภาคธุรกิจ รองลงมาเป็นเรื่องของโครงการลงทุนภาครัฐและสุดท้ายเรื่องของการช่วยเหลือประชาชน

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ส่วนใหญ่ยังมองว่ามีโอกาสที่จะปรับขึ้น 0.50% อีก 2 ครั้งในปีนี้

ในส่วนของการคาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ของตลาดเฉลี่ยอยู่ที่ 93.21 บาท ซึ่งปรับลดจากการสำรวจครั้งก่อนซึ่งอยู่ที่ 95.77 บาทต่อหุ้น และในครั้งนี้คาดการณ์ EPS Growth ของปี 2566 อยู่ที่ 7.61%

นายสมบัติกล่าวต่อว่า ในด้านมุมมองการลงทุนนักวิเคราะห์แนะนำการจัดพอร์ตลงทุนให้มีเงินสดและเงินฝาก 14.24% ของพอร์ตและมีกองทุนตราสารหนี้ 22.83% ของพอร์ต ส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงแนะนำให้แบ่งเงินไว้ในหุ้นไทย หรือกองทุนหุ้นไทย 24.87%

รองลงมาคือการลงทุนในหุ้นต่างประเทศหรือกองทุนหุ้นต่างประเทศ 23.84% ตามด้วยการแบ่งเงินลงทุนเอาไว้ในทองคำ 7.43% กองทุนอสังหาฯ 6.59% และสินทรัพย์อื่น ๆ เช่น การลงทุนในคริปโต 0.21%

โดยความเห็นต่อการลงทุนต่างประเทศหรือกองทุนหุ้นต่างประเทศนั้นแนะนำกองทุนเทคโนโลยี, กองทุนหุ้นจีนและเอเชียจากการเปิดกิจกรรมเศรษฐกิจกลับมาปกติอีกครั้ง

โดยหมวดธุรกิจที่แนะนำให้เพิ่มหรือลดน้ำหนักการลงทุนในช่วงไตรมาส 3 นี้สำหรับในการลงทุนหุ้นไทยแนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหมวดธุรกิจค้าปลีก, ธนาคาร, การแพทย์และการท่องเที่ยว

ในขณะที่ส่วนที่ต้องลดน้ำหนักการลงทุนคือธุรกิจไฟแนนซ์, ปิโตรเคมี, พลังงานและสาธารณูปโภค

รายชื่อหุ้นเด่นที่นักวิเคราะห์แนะนำตรงกันตั้งแต่ 5 สำนักขึ้นไป มีดังนี้

1.ADVANC หรือ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส โดยมองว่าการแข่งขันในอุตสาหกรรมที่ลดลงจะส่งผลดีต่อธุรกิจ

2.AOT หรือ บมจ.ท่าอากาศยานไทย ได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและนักลงทุนจีนที่คาดว่าจะเข้ามาเพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของปี

3.BBL หรือธนาคารกรุงเทพ มองความเชี่ยวชาญด้านสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่โดยมีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับที่ 1 ในตลาดนี้สินเชื่อประเภทนี้แม้จะมีผลตอบแทนต่ำแต่ก็มีความเสี่ยงต่ำ นอกจากนั้นยังมีสินเชื่อส่วนใหญ่คิดอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัวและมีเงินฝากประจำสัดส่วนสูง ซึ่งได้รับประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้นมากที่สุด ทั้งยังรองรับความเสี่ยงได้มากจากสัดส่วนสำรองต่อหนี้เสีย (NPL) ที่มีอยู่ถึง 243% สูงกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มธนาคารที่ 171% อยู่มาก

4.CPALL หรือ บมจ.ซีพี ออลล์ มองว่ามีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคที่จะเพิ่มสูงขึ้นและจำนวนนักท่องเที่ยวที่คาดว่าฟื้นตัว

5.SCB หรือธนาคารไทยพาณิชย์ มองว่าจะได้ประโยชน์จาก กนง. เปิดช่องขึ้นดอกเบี้ยซึ่งจะส่งผลดีต่อกลุ่มแบงก์โดยรวมทั้งราคาตอนนี้ยัง Laggard

ด้านนายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 3 ยังแกว่งตัวไซด์เวย์รอการจัดตั้งรัฐบาล เนื่องจากตลาดยังคงเผื่อใจถึงผลการจัดตั้งรัฐบาล โดยตลาดยังคงจับตาดูและรอความชัดเจนของการจัดตั้งรัฐบาลซึ่งจะเห็นได้ว่าในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นมีการปรับตัวลงไป เพราะว่าไม่มีความคืบหน้าในเรื่องของการจัดตั้งรัฐบาลแต่หลังจากที่มีข่าวหรือมีความคืบหน้าและมีความชัดเจนในการที่จะจัดตั้งรัฐบาลมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเลือกประธานสภา และนำไปสู่การเลือกนายกรัฐมนตรี ตลาดหุ้นก็มีการปรับตัวขึ้นมาได้

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของนักทุนต่างชาติที่มีการขายสุทธิหุ้นไทยไปแสนล้านบาทในปีนี้มองว่าเป็นการขายออกครึ่งหนึ่งเพื่อรอจังหวะที่จะเข้าซื้อใหม่ โดยคาดว่าหุ้นที่นักลงทุนต่างชาติมองว่าจะกลับเข้ามาซื้อจะเป็นหุ้นในส่วนของธนาคาร เช่น SCB, BBL และกลุ่มค้าปลีก เป็นต้น


ทั้งนี้จะเห็นได้ว่ากลุ่มที่ต่างชาติมีแนวโน้มที่จะกลับเข้ามาซื้อจะไม่มีหุ้นโรงไฟฟ้า เนื่องจากว่ากลุ่มนี้ยังรอความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาลอยู่ รวมถึงยังไม่รู้ว่าใครจะเป็นคนดูแลกระทรวงพลังงาน อย่างไรก็ตามมองว่าฟันด์โฟลว์มีโอกาสที่จะกลับเข้ามา แต่จะกลับเข้ามาในลักษณะที่มีความระมัดระวังมากขึ้น