ตลท.ยกเครื่อง ธุรกิจครอบครัว แก้ปมขัดแย้ง-ลบคำสาปเจ๊งรุ่น 3

ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์
ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์

ธุรกิจบนโลกใบนี้จะเป็นประเทศไทยหรือต่างประเทศ ส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจครอบครัว แต่การส่งผ่านธุรกิจครอบครัวจากรุ่นสู่รุ่นไม่ใช่เรื่องง่าย และมักจะมีคำกล่าวที่ว่า “ธุรกิจครอบครัวอยู่รอดได้ไม่เกิน 3 เจเนอเรชั่น” ทำให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ลุกขึ้นมาให้ความสำคัญเรื่องนี้

ตลาดหลักทรัพย์ฯเล็งเห็นถึงความสำคัญในการสนับสนุนธุรกิจครอบครัว ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญในระบบเศรษฐกิจ ให้สามารถเติบโต แข่งขันและส่งต่อความมั่งคั่งได้อย่างยั่งยืน จึงได้จัดสัมมนาใหญ่เรื่อง “ธุรกิจครอบครัว” ภายใต้ธีม “Family Business in the Changing World” ในวันที่ 3-4 สิงหาคม 2566 เพื่อสร้างองค์ความรู้ต่าง ๆ เกี่ยวกับการบริหารจัดการธุรกิจครอบครัวอย่างยั่งยืน

ภายใต้แกนนำ “ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์” กรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และยังเป็นที่ปรึกษากฎหมายให้กับบริษัทชั้นนำในประเทศจำนวนมาก ให้สัมภาษณ์พิเศษ “ประชาชาติธุรกิจ” เพื่อสะท้อนถึงความสำคัญของการวางแผนทางกฎหมายของธุรกิจครอบครัว

ธุรกิจครอบครัว ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

เนื่องจากธุรกิจครอบครัวเหล่านี้จะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว และกระทบต่อทุกภาคส่วน การทำความเข้าใจ การมีความรู้ในการบริหารจัดการธุรกิจครอบครัว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง และเจ้าของธุรกิจครอบครัวต้องลงมือทำตั้งแต่วันนี้

ปัจจุบันธุรกิจครอบครัวถือว่ามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยสถิติพบว่ากว่า 75-80% ของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในตลาดหุ้นไทยเป็นธุรกิจครอบครัว หมายความว่าครอบครัวถือหุ้นใหญ่เกิน 50% มีอำนาจควบคุม แต่งตั้งกรรมการ

ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มธุรกิจเจริญโภคภัณฑ์ ของตระกูลเจียรวนนท์ กลุ่มธุรกิจไทยเบฟ ของตระกูลสิริวัฒนภักดี กลุ่มบริษัทเซ็นทรัล กลุ่มธุรกิจตระกูลล่ำซำ ตระกูลโสภณพนิช กลุ่มบริษัทสหพัฒนพิบูล กลุ่มธุรกิจของตระกูลภิรมย์ภักดี และกลุ่มธุรกิจตระกูลไชยวรรณ

ขณะเดียวกันก็มีบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กประมาณ 3-4 แสนบริษัท เป็นกลุ่มธุรกิจครอบครัวที่อยู่ในต่างจังหวัด และลูกหลานเริ่มเข้ามารับช่วงบริหารต่อ

จากการสำรวจธุรกิจในประเทศไทยพบว่า ธุรกิจครอบครัวรุ่นที่ 1 จะมีอายุกิจการเฉลี่ย 33 ปี ดังนั้น ธุรกิจครอบครัวไหนที่มีอายุเกิน 60 ปี ถือว่าบริหารโดยรุ่นที่ 2-3 ที่เห็นชัดเจนคือกลุ่มบริษัทเซ็นทรัล เนื่องจากมีการขยายธุรกิจเติบโตขึ้นมาก

ธุรกิจครอบครัวกับคำสาป 3 ชั่วคน

ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์กล่าวว่า แต่ขณะเดียวกันจะพบว่าธุรกิจครอบครัวที่หายไปก็มีมากเช่นกัน โครงสร้างของธุรกิจครอบครัวไทยกับคำสาป 3 ชั่วคน จะพบว่าธุรกิจครอบครัวในประเทศไทยซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจคนจีนโพ้นทะเลก็อยู่ราว 2-3 รุ่น แต่ละรุ่นจะมีอายุประมาณ 30-40 ปี บริษัทที่มีอายุเกิน 100 ปี ในประเทศไทยซึ่งจะเป็นรุ่นที่ 3-4 มีจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับต่างประเทศ

โดยสถิติที่เห็นคือธุรกิจครอบครัวที่บริหารเกิน 3 รุ่น มีสัดส่วนแค่ 12% หมายความว่า 100 บริษัท จะมีบริษัทอยู่รอดเกิน 3 รุ่น แค่ 12 บริษัทเท่านั้น ส่วนธุรกิจครอบครัวที่บริหารเป็นรุ่นที่ 4 ที่เติบโตไปได้ก็จะมีแค่ 3% เท่านั้น คือบริษัทโดยเฉลี่ยจะมีอายุประมาณ 40-60 ปี

“ในเมืองไทยมีบริษัทที่มีอายุเกิน 100 ปี น่าจะไม่ถึง 10 บริษัท และใน 10 บริษัทนี้ ที่เป็นเจ้าของเดิมอาจจะเหลือไม่ถึงครึ่งหนึ่งแล้ว”

ความขัดแย้ง จุดจบธุรกิจครอบครัว

ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์กล่าวว่า การจะขับเคลื่อนธุรกิจให้อยู่รอดมาถึงรุ่นที่ 3-4 ได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเป็นปัจจัยจากเรื่องของธุรกิจส่วนหนึ่ง เช่น หลังเกิดวิกฤตปี 2540 (ต้มยำกุ้ง) วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ หรือวิกฤตโควิด ที่ทำให้หลายธุรกิจหายไป แต่จุดใหญ่กว่านั้นที่เป็นจุดจบของธุรกิจครอบครัว

คือเรื่อง “ความขัดแย้งในธุรกิจครอบครัว” ที่แตกหักจากพี่น้องทะเลาะกัน ไม่สื่อสารกัน มีการฟ้องร้องดำเนินคดีกัน อาทิ คดีห้างทองธรรมวัฒนะ ที่ทะเลาะกันยาวนานถึง 14 ปี ฟ้องกันไปกว่า 44 คดี หรือแม้แต่คดีของแม่ประนอม ปุ้มปุ้ย เป็นต้น

ปัญหาความขัดแย้งธุรกิจครอบครัวเกิดจากไม่มีกฎกติกาในการทำธุรกิจด้วยกัน ความขัดแย้งเกิดจากผลประโยชน์ที่ไม่มีการตกลงกันอย่างชัดเจน ความขัดแย้งจากการที่ไม่ได้คุยกัน ไม่ได้ปรึกษาหารือกัน

ผลสำรวจของ The Williams Group พบว่า อัตราความล้มเหลวในการสืบทอดธุรกิจครอบครัวในปัจจุบันสูงถึง 70% และจากที่ศึกษาเรื่องธุรกิจครอบครัวมาตั้งแต่ปี 2546 สรุปปัญหาธุรกิจครอบครัวทั้งหมด 10 ข้อ ดังนี้

10 ปมปัญหาธุรกิจครอบครัว

1.ขาดการจัดโครงสร้างการประกอบธุรกิจและการถือหุ้นที่ดี คือไม่มีโครงสร้างทางกฎหมายที่ดี ไม่มีการจัด “โฮลดิงส์คอมปะนี” ที่เป็นกงสีของธุรกิจครอบครัว ไม่มีระบบบัญชีที่ดี จึงไม่สามารถประเมินมูลค่ากิจการได้ และตรวจสอบกันไม่ได้ ทำให้การหาพาร์ตเนอร์หรือขยายกิจการไม่ได้

2.ขาดการจัดทำเอกสารทางกฎหมายที่ครบถ้วน เช่น ข้อบังคับของบริษัท พินัยกรรม ธรรมนูญครอบครัว จึงทำให้ไม่มีกลไกการเลือกผู้สืบทอดธุรกิจ ส่วนใหญ่เจ้าของธุรกิจครอบครัวจะไม่ให้ความสนใจในเรื่องนี้จนกว่าจะมีปัญหาเกิดขึ้น

3.ขาดกลไกการจัดสรรผลประโยชน์ หรือความเป็นเจ้าของในธุรกิจครอบครัวอย่างเป็นธรรม เช่น ไม่มีการจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินปันผลเหมือนบริษัทจดทะเบียน หรือการจัดสรรหุ้นอย่างเหมาะสม

4.ขาดการสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างสมาชิกในครอบครัว คือไม่มีการพูดคุยกันเพื่อหาฉันทามติ เพราะวัฒนธรรมของไทยมักมีความเชื่อเรื่องความเป็นพ่อแม่กับความเป็นลูก หรือเรื่องอาวุโส จึงจำเป็นจะต้องมีกระบวนการ กฎเกณฑ์การสื่อสารของสมาชิกในครอบครัว

5.ขาดแนวคิดที่จะสามารถแยกความแตกต่างระหว่างประเด็น “ทางธุรกิจ” หรือ “ทางครอบครัว” หมายความว่า ไม่แยกบทบาทให้ชัดเจนระหว่างกำลังทำหน้าที่เป็นกรรมการบริษัท หรือกำลังทำหน้าที่ในฐานะแฟมิลี่

6.ขาดการวางแผนผู้สืบทอดตำแหน่ง (succession plan) ส่วนใหญ่แล้วรุ่นที่ 1 หรือผู้อาวุโสสุดไม่ค่อยปล่อยวาง จึงจะต้องมีกลไกกำหนดวิธีการ ขั้นตอน การเลือกผู้สืบทอดธุรกิจครอบครัวที่ชัดเจนและโปร่งใส เช่น กรณีกลุ่มบริษัทเซ็นทรัล จะเขียนไว้ในธรรมนูญครอบครัวชัดเจนเลยว่า อายุเท่าไรต้องถอยออกมาเป็น “ที่ปรึกษา” เป็นต้น

7.ขาดนโยบายการจ้างงานโดยเฉพาะ ขณะที่สมาชิกในครอบครัวที่เข้ามาทำงานใน “บริษัทครอบครัว” อาจไม่มีความสามารถที่แท้จริง ทำให้ธุรกิจเติบโตไม่ได้

8.ขาดมืออาชีพหรือกรรมการอิสระที่มีความรู้และมีประสบการณ์มาช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่ง

9.ขาดมาตรการบริหารความเสี่ยงของครอบครัวมีไว้เพื่อควบคุมเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ซึ่งมีด้วยกัน 5 D คือ เกิดจากการหย่าร้าง (divorce) เกิดจากการถึงแก่ความตาย (death) เกิดจากความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน (distrust) หรืออาจจะเกิดจากความที่สมาชิกในครอบครัวไม่สนใจที่จะทำธุรกิจ (disinterest) หรือความเสี่ยงจากความตกตํ่าของธุรกิจ (deterioration)

และ 10.ขาดการวางแผนกลยุทธ์ทั้งด้านธุรกิจและการเงิน

ถึงเวลาหาพันธมิตรร่วมสืบทอดธุรกิจ

ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์กล่าวต่อว่า ถ้าดูปัญหาที่เกิดขึ้น และวิเคราะห์วิจัยของต่างประเทศก็พบว่า ธุรกิจครอบครัวมักจะสืบทอดด้วยเจ้าของคนเดียว เริ่มธุรกิจ ทำแล้วสำเร็จ ก็จะมีลูกหลานมารับช่วงต่อ มาระยะหลัง ๆ ไม่เกิน 20 ปีนี่เอง ที่เริ่มมีการตั้งกงสีขึ้นมาดูแลธุรกิจครอบครัว ปัจจุบันก็ใช้เป็นลักษณะการตั้ง “โฮลดิ้งคอมปะนี” ให้สมาชิกในครอบครัวมาถือหุ้น

และแนวทางใหม่ที่พยายามผลักดันอยู่ คือ แนวคิดการสืบทอดธุรกิจครอบครัวไม่จำเป็นต้องสืบทอดธุรกิจด้วยครอบครัวเดียว อาจจะมีพันธมิตร เช่น เพื่อน คู่ค้า ที่มาทำธุรกิจร่วมกันได้ ซึ่งยังไม่ค่อยเห็นรูปแบบนี้ในปัจจุบันมากนัก

“ถ้าเราเปลี่ยนไมนด์เซตว่า วิธีการหรือธุรกิจครอบครัว ไม่จำเป็นต้องถือหุ้นใหญ่คนเดียว มีคนอื่นมาช่วยเรา หา synergy partner มาช่วย นี่ก็ยังเป็นธุรกิจครอบครัว แต่เป็นครอบครัวหลายครอบครัวเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย แต่เป็นเรื่องที่ไม่ยาก ถ้าเราเปลี่ยนวิธีคิด เพราะแต่ละคนมันมีความเข้มแข็งไม่เหมือนกัน เพียงแต่ทัศนคติคนไทยบางส่วนยังคิดว่าต้องเป็นเจ้าของคนเดียวอยู่ แต่ผมเชื่อว่าถ้าเราเปิดโอกาส เรื่องพวกนี้เกิดขึ้นได้เสมอ”

นี่คือแนวทางการปรับเปลี่ยนธุรกิจครอบครัวระดับเอสเอ็มอี เพื่อให้สามารถเติบโตและแข็งแรง สามารถต่อสู้หรือแข่งขันกับธุรกิจขนาดใหญ่ได้

สุดท้ายแล้ว ถ้าไม่ผลักดันเรื่องนี้ ธุรกิจครอบครัวระดับ SMEs ในอนาคตมีโอกาสจะเจ๊งได้ สำหรับธุรกิจใหญ่ ๆ ไม่ต้องห่วง เพราะถ้าเกิดวิกฤต เขาก็ตัดขายธุรกิจบางส่วนไปได้ แต่ธุรกิจเล็ก ๆ ที่มีธุรกิจเดียวจะทำยังไง


ตลาดหลักทรัพย์ฯจึงจัดสัมมนาภายใต้ธีม “Family Business in the Changing World” นำนักธุรกิจไทยและต่างชาติมานั่งเรียนด้วยกัน บริษัทใหญ่ถ่ายทอดให้บริษัทเล็ก เพื่อสร้างความเข้มแข็ง อาจจะได้ network ในการทำธุรกิจร่วมกันก็ได้