Skip to content

ดึงเงินกองทุนหมื่นล้านอุ้มเกษตรกร สู้ภัยแล้ง-ตั้งรัฐบาลยืดเยื้อ

29 ก.ค. 2566 | 07:14น.
ดึงเงินกองทุนหมื่นล้านอุ้มเกษตรกร สู้ภัยแล้ง-ตั้งรัฐบาลยืดเยื้อ

คลังกระทุ้ง 5 กองทุนหมุนเวียนเกษตรฯ ควักเงิน “หมื่นล้าน” ดูแลเกษตรกรเผชิญภัยแล้งผลกระทบจากภาวะเอลนีโญ ช่วง จัดตั้งรัฐบาลยังไม่ได้-งบฯกลางเหลือจำกัด เบิกจ่ายงบฯปี’67 ล่าช้า

นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลังกล่าวว่า ที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการหารือกันว่า ปัญหาภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นในปีนี้จะเป็นผลกระทบมาจากภาวะเอลนีโญ โดยน้ำจะน้อย ส่งผลกระทบให้การทำการเกษตรมีข้อจำกัด ซึ่งขณะนี้ก็มีตัวอย่างประเทศอินเดียที่ไม่ส่งออกข้าวแล้ว ดังนั้น จึงต้องมีการดูแลเกษตรกรที่จะเผชิญปัญหาภัยแล้ง

อย่างไรก็ดี ด้วยเงินงบประมาณ โดยเฉพาะงบฯ กลางที่มีอยู่จำกัด ทำให้อาจจะต้องใช้กลไกกองทุนหมุนเวียนที่มีอยู่แล้วดำเนินการช่วยเหลือเติมสภาพคล่องให้แก่เกษตรกร รวมถึงช่วยดูแลสินค้าเกษตรต่าง ๆ ในช่วงที่ยังไม่มีรัฐบาลใหม่ และงบประมาณปี 2567 ยังไม่ออกมา

“กองทุนที่ต้องออกแรง จะเป็นกองทุนที่มีกลไกดูแลเกษตรกรอยู่ ประมาณ 4-5 กองทุน ทั้งกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร กองทุนหมุนเวียนเพื่อการกู้ยืมแก่เกษตรกรและผู้ยากจน กองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร กองทุนสิ่งแวดล้อม และเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการชลประทาน ต้องเอาแผนงานที่มีอยู่ ซึ่งเป็นแผนงานดูแลเกษตรกร คิดเป็นเม็ดเงินรวม ๆ กันแล้วน่าจะเป็นหลักหมื่นล้านบาท”

แก้งบฯปี’67 ช้า

นายพรชัยยังระบุด้วยว่า สำหรับแนวทางดังกล่าวขณะนี้ยังเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย ซึ่งจะต้องหารือกรมบัญชีกลาง ในฐานะที่กำกับดูแลทุนหมุนเวียน และหารือกับเจ้าของกองทุนต่าง ๆ ดังกล่าวอีกครั้ง

ทั้งนี้ จากการจัดตั้งรัฐบาลที่ยังไม่เรียบร้อยนั้น จากการประเมินร่วมกับสำนักงบประมาณ ยังคงคาดการณ์ว่างบประมาณปี 2567 น่าจะล่าช้าราว 6 เดือน ซึ่งจะมีการออกหลักเกณฑ์การใช้งบฯ ปี 2566 ไปพลางก่อนในช่วง 6 เดือนที่ว่า แต่หลังจากนั้นหากสถานการณ์ยังไม่ชัดเจน หรือใช้งบฯ ปี 2567 ได้ไม่ทัน 6 เดือน สำนักงบฯ ก็จะต้องปรับหลักเกณฑ์ใหม่อีกที

ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังระบุว่า ในปีงบประมาณ 2566 มีการตั้งงบฯกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นไว้จำนวน 92,400 ล้านบาท โดย ณ วันที่ 16 ก.ค. 2566 คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติวงเงินดังกล่าวไปแล้วประมาณ 52,000 ล้านบาท อาทิ โครงการเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2565 มาตรการให้ส่วนลดอัตราค่าไฟฟ้าให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย ในช่วงเดือน ต.ค. 2565 ถึง เม.ย. 2566 เป็นต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุดจากการตรวจสอบข้อมูลกองทุนต่าง ๆ ดังกล่าว พบว่ากองทุนหมุนเวียนเพื่อการกู้ยืมแก่เกษตรกรและผู้ยากจน ปีงบประมาณ 2566 ระหว่างวันที่ 1 ต.ค. 2565 จนถึง 30 มิ.ย. 2566 กองทุนได้อนุมัติวงเงินให้กู้ยืมไปแล้ว 223.08 ล้านบาท คิดเป็นจำนวนผู้ได้รับอนุมัติจำนวน 300 ราย โดยกองทุนมียอดเงินคงเหลือทั้งสิ้นกว่า 216 ล้านบาท (ณ 30 มิ.ย. 2566)

ขณะที่กองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร มีผลการอนุมัติเงินเพื่อช่วยเหลือสินค้าเกษตร ปีงบประมาณ 2566 มียอดรวมทั้งสิ้น 1,154.38 ล้านบาท (ณ 29 มิ.ย. 2566) แบ่งเป็นผลไม้ 902.35 ล้านบาท พืชหัว 70.66 ล้านบาท ประมง 168.81 ล้านบาท (รวมภาระผูกพันปี 2564 วงเงิน 14.31 ล้านบาท) และ ข้าว 12.56 ล้านบาท (ภาระผูกพันปี 2561) และกองทุนสงเคราหะห์เกษตรกรงบฯล่าสุดปี 2565 เหลือเงิน 2,111,140,645 บาท

ภาคเกษตรเสียหายเฉียดแสนล้าน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ว่า ผลกระทบของเอลนีโญในปี 2566 ที่มีต่อภาคเกษตรไทย คาดว่าอาจสร้างความเสียหายต่อพืชเกษตรสำคัญของไทย ที่จะมีผลผลิตทยอยออกสู่ตลาดจำนวนมากในช่วงนี้ ประกอบด้วย ข้าวนาปี มันสำปะหลัง ยางพารา ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน และผลไม้ รวมคิดเป็นมูลค่าความเสียหายในปี 2566 ราว 48,000 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นความเสียหายในข้าวเป็นหลักที่ 37,631 ล้านบาท หรือเกือบ 80% ของความเสียหายภาคเกษตรทั้งหมด

ขณะที่มองไปในปี 2567 ตามที่ NOAA คาดว่าเอลนีโญจะทวีความรุนแรงมากขึ้นกว่าปี 2566 และอาจลากยาวไปถึงเดือน มี.ค. 2567

โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ผลกระทบของเอลนีโญที่มีต่อภาคเกษตรไทยในปี 2567 คงมีความรุนแรงขึ้น สร้างความเสี่ยงต่อผลผลิตสินค้าเกษตรให้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะพืชฤดูแล้ง ทั้งด้านปริมาณและจำนวนชนิดพืชที่เสียหาย ดันราคาให้อยู่ในระดับสูง โดยอาจมีตัวเลขความเสียหายมากขึ้นกว่าปี 2566 คือมากกว่า 48,000 ล้านบาท

ซึ่งเป็นความเสียหายที่มีต่อข้าวนาปรังเป็นหลัก รวมไปถึงพืชฤดูแล้งอื่นอย่างมันสำปะหลังและอ้อย ที่อาจได้รับความเสียหายชัดเจน

นอกจากนี้ ด้วยสภาพอากาศโดยรวมที่ร้อนแล้งในปี 2567 อาจส่งผลต่อเนื่องไปถึงการปลูกข้าวนาปีในไตรมาสที่ 2 ด้วย ทำให้ภาพรวมในปี 2567 ความเสียหายของข้าวคงมีสูง เพราะมาจากทั้งข้าวนาปรังและนาปี ซึ่งอาจมีตัวเลขความเสียหายใกล้เคียง หรือมากกว่าปี 2558