เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
พรุ่งนี้น้ำมันลด! (5 ส.ค.)  เบนซิน-แก๊สโซอล์ ปรับราคาลง ลิตรละ 70 สตางค์
News พรุ่งนี้น้ำมันลด! (5 ส.ค.) เบนซิน-แก๊สโซอล์ ปรับราคาลง ลิตรละ 70 สตางค์
มูลนิธิสืบฯ ชี้ ครม. ไฟเขียวอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด 7.2 พันล้าน แต่ยังไม่พูดถึงบ้านสัตว์ป่าที่ต้องแลกไป
Politics มูลนิธิสืบฯ ชี้ ครม. ไฟเขียวอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด 7.2 พันล้าน แต่ยังไม่พูดถึงบ้านสัตว์ป่าที่ต้องแลกไป
ttb เปิดตัว “สินเชื่อรถแลกเงิน” คิดดอกเบี้ยจากคะแนนเครดิต เริ่มต้น 11.11% ต่อปี
Finance ttb เปิดตัว “สินเชื่อรถแลกเงิน” คิดดอกเบี้ยจากคะแนนเครดิต เริ่มต้น 11.11% ต่อปี
ผู้จัดการใหญ่ทีทีบี ชี้คะแนนเครดิต ช่วยป้องกัน “การบิดหนี้”
Finance ผู้จัดการใหญ่ทีทีบี ชี้คะแนนเครดิต ช่วยป้องกัน “การบิดหนี้”
เจาะสถิติ 5 ปี หนี้เสียคนไทย จากยุคโควิดสู่ข้อเท็จจริงระบบการเงิน รับกระแส “บิดหนี้”
Finance เจาะสถิติ 5 ปี หนี้เสียคนไทย จากยุคโควิดสู่ข้อเท็จจริงระบบการเงิน รับกระแส “บิดหนี้”
เปิดอำนาจ 19 อรหันต์ บอร์ด Data Center คุมน้ำ-ไฟ-รักษาอธิปไตยข้อมูลของประเทศ
Politics เปิดอำนาจ 19 อรหันต์ บอร์ด Data Center คุมน้ำ-ไฟ-รักษาอธิปไตยข้อมูลของประเทศ
ราคาทองวันนี้ (5 ส.ค. 69) พุ่งขึ้น 1,150 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 66,050 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (5 ส.ค. 69) พุ่งขึ้น 1,150 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 66,050 บาท
ผลประกอบการ SpaceX หลังเข้า IPO ขาดทุน 1.7 หมื่นล้านบาท
Business ผลประกอบการ SpaceX หลังเข้า IPO ขาดทุน 1.7 หมื่นล้านบาท
ก.ล.ต. หอบหลักฐานเพิ่ม ส่ง ปอศ. คดี Bitkub รายงานเท็จปกปิดเหตุแฮ็ก 1.7 พันล้าน
Finance ก.ล.ต. หอบหลักฐานเพิ่ม ส่ง ปอศ. คดี Bitkub รายงานเท็จปกปิดเหตุแฮ็ก 1.7 พันล้าน
หุ้นกู้ดิจิทัลแสนสิริ ขายผ่านแอปฯเป๋าตัง ดอกเบี้ย 3.70-3.80% ต่อปี ดีเดย์ 27 ส.ค.นี้
Finance หุ้นกู้ดิจิทัลแสนสิริ ขายผ่านแอปฯเป๋าตัง ดอกเบี้ย 3.70-3.80% ต่อปี ดีเดย์ 27 ส.ค.นี้
ดูทั้งหมด

สิ้นสุดทางเลื่อน เมื่อเฟดไม่ขึ้นดอกเบี้ย สินทรัพย์ใดน่าลงทุน

25 พ.ย. 2566 | 09:45น.
บทความโดย "ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์" 
CEO Jitta Wealth

 

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2566 อีกแค่ 1 เดือน ก็จะหมดปี 2566 แล้ว ผมเชื่อว่า จนถึงตอนนี้ ยังมีคนที่อยากลงทุน แต่หวาดหวั่นมากมายจนไม่กล้าลงทุนกันสักที เพราะเห็นแต่ข่าวร้ายมาตลอดทั้งปี เอาจริง ๆ แล้ว ถ้าคุณวางแผนจัดพอร์ตลงทุนดี ๆ กระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์ให้สมดุล ผมเชื่อว่า จนถึงวันนี้คุณอาจจะเห็นเงินลงทุนของคุณมีกำไรขยับขึ้นมาแน่นอน

สำหรับใครที่บอกว่า ไม่รู้จะเริ่มต้นลงทุนยังไงดี ไปไม่ถูกจริง ๆ ไม่รู้ประเทศไหนที่ยังพอน่าจะลงทุนได้ ยิ่งตอนนี้มาเห็นตลาดหุ้นไทยทรงอย่างแบดไหลรูดตลอดช่วงครึ่งปีหลัง ยิ่งทำเอานักลงทุนขวัญกระเจิงกันไปทีเดียว

แต่เอาจริง ๆ นะครับ ถ้าคุณมีเงินลงทุนอยู่ก้อนหนึ่งและต้องนำไปสร้างผลตอบแทนจริง ๆ ผมแนะนำให้ ‘จัดพอร์ตลงทุนกระจายความเสี่ยง’ สูตรนี้เอาอยู่จริง ๆ ครับ แม้คุณบอกมีเงินน้อยก็ไม่เป็นไรครับ ค่อย ๆ เริ่มต้นลงทุนไปเรื่อย ๆ ใช้เวลาอย่างต่ำ 3-5 ปี คุณจะเริ่มเห็นการเติบโตของพอร์ตครับ

และหนึ่งในตลาดที่ผมอยากแนะนำให้ลงทุนคือสินทรัพย์ในตลาดสหรัฐอเมริกาครับ

ทำไมผมถึงเสนอในช่วงโค้งท้ายปีตอนนี้หรือครับ นั่นเพราะในปีหน้า 2567 สหรัฐอเมริกากำลังจะมีจุดเปลี่ยนที่ทั่วโลกจับตาอยู่ หลังจากที่เผชิญกับมรสุมเงินเฟ้อสูงและดอกเบี้ยขาขึ้นที่กดดันเศรษฐกิจแปรปรวนมาตลอด 2 ปี

ไอดอลนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จของโลก ‘Warren Buffett’ ที่มีปรัญชาการลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investing) เรียกสั้นๆ ว่า VI โดยปู่ Buffett เคยพูดไว้ว่า “Never bet against America” หรือแปลเป็นไทยว่า ‘อย่าแทงสวนอเมริกา’

ปู่ต้องการจะสื่อว่า ตลาดหุ้นอเมริกา หรือสภาพเศรษฐกิจอเมริกาในระยะยาวก็จะยังคงไปได้ดีอยู่ เพราะจากที่อเมริกาเคยผ่านวิกฤตมาหลายครั้งมาก และในหลายวิกฤตก็รุนแรงกว่านี้มาก แต่อเมริกาก็ยังผ่านมาได้จนถึงทุกวันนี้ และสุดท้ายแล้ว ดัชนีฯ ก็จะกลับมาขึ้นอยู่ดี

เพราะฉะนั้น แม้ในบางเวลาที่บรรยากาศการลงทุนดูขมุกขมัว แต่ผมก็พยายามมองหาโอกาสการลงทุนอยู่เสมอ เพราะเชื่อว่าในระยะยาวไม่ว่าเศรษฐกิจหรือตลาดหุ้น เมื่อถึงเวลาจะต้องพลิกฟื้นกลับมาได้ตามวัฏจักร แต่ก็ไม่ได้บอกว่าความเสี่ยงจะหมดไปนะครับ เพราะเมื่อใดที่โลกยังหมุนเปลี่ยนอยู่ ก็ย่อมมีความไม่แน่นอนเกิดขึ้นได้เสมอ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงที่คุณต้องติดตามและระมัดระวังเสมอ

ถามว่า เศรษฐกิจอเมริกาที่เป็นเบอร์หนึ่งของโลก มีอาการแย่มากมายหรือ ? ก็ไม่ใช่ แม้ว่าตลอดช่วง 2 ปีที่อเมริกาตกอยู่ในวงจรดอกเบี้ยขาขึ้น และมีการคาดการณ์กันว่าจะเห็นภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นในปี 2566 นี้ บางสำนักวิจัยคาดการณ์ไปถึงขนาดว่าจะเกิดภาวะถดถอยรุนแรง หรือ Hard Landing ด้วยซ้ำ

เศรษฐกิจสหรัฐแกร่งเกินคาด ดอกเบี้ยสูงข้ามปี

แต่ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐในปีนี้ กลับออกมาดีกว่าคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ แถมตลาดแรงงานยังแข็งแกร่ง แม้ระหว่างทางจะเกิดปัญหาวิกฤตสถาบันการเงิน หรือภาคธุรกิจที่บาดเจ็บล้มหายตายจากไปบ้างเพราะทนพิษต้นทุนดอกเบี้ยสูงไม่ไหว แต่ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงตามสภาพ แต่ก็มีอีกจำนวนมากที่ปรับตัวอยู่รอดและยังทำผลประกอบการออกมาได้ดี ภายใต้อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่สูงระดับ 5.25-5.50%

ทั้งนี้สหรัฐฯ รายงานผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 3/2566 ขยายตัว 4.9% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 4.7% หลังจากมีการขยายตัว 2.0% และ 2.1% ในไตรมาส 1 และ 2 ตามลำดับ

โดยการขยายตัวที่แข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในไตรมาส 3 ได้รับแรงหนุนจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคพุ่งขึ้น 4% การเพิ่มขึ้นของสินค้าคงคลัง การส่งออก การลงทุนของภาคเอกชนที่พุ่งขึ้น 8.4% และการใช้จ่ายของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้น 4.6% สะท้อนถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ของสหรัฐที่เร่งตัวขึ้น

ตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งมีส่วนช่วยในการผลักดันเศรษฐกิจยังเติบโตต่อเนื่อง ล่าสุด จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนลดลงสู่ 2.17 แสนราย ต่ำกว่าคาดที่ 2.18 แสนราย

แนวโน้มในไตรมาส 4 ปีนี้ก็ยังมีความไม่แน่นอน เพราะตัวเลขเศรษฐกิจรายเดือนที่ทยอยออกมาบ้างก็ดี บ้างก็แย่ อย่างดัชนี CPI เดือน ต.ค. ปรับตัวขึ้น 3.2%YoY และดัชนี CPI พื้นฐาน เพิ่มขึ้น 4.0%YoY ต่ำกว่าตลาดคาด

ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ตลาดคาดหวังการยุติวงจรปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟด และอาจเริ่มผ่อนคลายนโยบายการเงิน ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐฯ เดือนพ.ย. ปรับตัวลงต่ำสุดในรอบ 4 เดือน และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ ส่วนจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกเมื่อต้นเดือน พ.ย. ลดลงสู่ 2.17 แสนราย ต่ำกว่าคาดที่ 2.18 แสนราย

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ยังประมาณการณ์ว่า GDP สหรัฐฯ จะเติบโต 1.8% ในปีนี้และเติบโต 1% ในปีหน้า ขณะที่การประชุมของเฟดเมื่อวันที่ 20 ก.ย. ที่ผ่านมา ได้มีการปรับเพิ่มการเติบโตของ GDP เป็น 2.1% จากคาดการณ์เมื่อเดือนมิ.ย. โต 1%

และคาดอัตราว่างงานจะอยู่ที่ 3.8% ปรับลดลงจาก 4.1% พร้อมปรับเพิ่มคาดการณ์จีดีพี ปี 2567 จากคาด 1.1% เป็น 1.5% ขณะเดียวกัน นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด กล่าวย้ำในการประชุมรอบนี้ว่า เป้าหมายของเฟด คือ การนำเศรษฐกิจสหรัฐฯ ลงจอดอย่างนุ่มนวล (Soft Landing) ซึ่งมีทั้งความเป็นไปได้และความไม่แน่นอน สอดรับการคาดการณ์ GDP สหรัฐปี 2567 จะเติบโตลดลงมาอยู่ระดับ 1%

สำหรับทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย ประธานเฟดส่งสัญญาณล่าสุด ในงานเสวนา 24th Jacques Polak Annual Research Conference ซึ่งจัดขึ้นโดย IMF เมื่อวันที่ 9 พ.ย. ที่ผ่านมา ระบุว่า เจ้าหน้าที่เฟดก็ยังไม่มั่นใจว่าอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงมากพอที่จะควบคุมเงินเฟ้อได้หรือไม่ รวมถึงออกตัวแล้วว่า​

ไม่มั่นใจว่าการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดเพื่อมุ่งดึงเงินเฟ้อลงมาสู่กรอบเป้าหมาย 2% ในช่วงที่ผ่านมาจะบรรลุเป้าหมายได้หรือไม่ ดังนั้น หากเห็นว่าเป็นการเหมาะสมที่จะต้องดำเนินนโยบายการเงินให้เข้มงวดมากขึ้นต่อไป เฟดก็จะไม่ลังเลเลย

“เฟดไม่ต้องการให้นโยบายการเงินมีความเข้มงวดมากเกินไป แต่เราตระหนักว่าความผิดพลาดที่ใหญ่หลวงที่สุดคือความล้มเหลวในการควบคุมเงินเฟ้อ โดยขณะนี้เฟดกำลังประเมินว่า เราควรจะดำเนินการมากขึ้นอีกหรือไม่ และจากนั้นเราจะประเมินว่าควรตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับสูงเป็นเวลานานเท่าใด”

อย่างไรก็ดี การดำเนินนโยบายการเงินในขั้นต่อไปนั้น เฟดจะดำเนินการอย่างระมัดระวัง เพื่อให้มีเวลาในการแก้ไขปัญหาความเสี่ยงที่เป็นผลมาจากประเมินที่ผิดพลาดเกี่ยวกับข้อมูลเศรษฐกิจบางด้าน และความเสี่ยงของการใช้นโยบายที่เข้มงวดมากเกินไป โดยจะตัดสินใจในการประชุมแต่ละครั้ง

ปีเตอร์ คาร์ดิลโล หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากบริษัทสปาร์ตัน แคปิตอล ซิเคียวริตีส์ มองว่า การสัญญาณนายพาวเวลว่าเฟดจะเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนั้น เป็นการสื่อว่า ภารกิจการต่อสู้กับเงินเฟ้อยังไม่จบ และหากมีข้อมูลบ่งชี้ถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจ เฟดก็ไม่ลังเลที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก

ข้อมูลล่าสุดจาก CME เฟดWatch Tool บ่งชี้ว่า นักลงทุนยังคงคาดการณ์ว่า เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 5.25-5.50% ในปีนี้ แม้ได้รับรู้ถ้อยแถลงของนายพาวเวล แต่นักลงทุนมองว่า การเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีหน้าอาจจะถูกเลื่อนออกไป แน่นอนว่า ถ้อยแถลงของเขา ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ ให้ปรับตัวลงอีกระลอกรับข่าวดังกล่าว

หากถามว่าหุ้นลงมารอบที่เท่าไหร่ ผมไม่นับแล้วครับ เพราะความผันผวนขึ้นๆ ลงๆเป็นเรื่องปกติเมื่อมีข่าวร้ายพัดผ่านมา พอตลาดซึมซับแล้ว ตลาดก็ฟื้นตัวกลับมาสู่ภาวะปกติ

หุ้นสหรัฐซึมซับความเสี่ยงจากความไม่แน่นอน

ในรอบปี 2566 นี้ เป็นอีกปีที่ตลาดหุ้นสหรัฐ เคลื่อนไหวผันผวนสูงนับตั้งแต่ต้นปี โดยในเดือนเม.ย. ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นแข็งแกร่ง ดัชนี Dow Jones (DJIA) +1.75% สูงสุดตั้งแต่เดือน ม.ค. หากดูดัชนี S&P 500 +1.96% ทำจุดสูงสุดตั้งแต่เดือนเม.ย. 2566

ดัชนี NASDAQ ให้ผลตอบแทน +2.43% สูงสุดตั้งแต่เดือนมี.ค. ที่ผ่านมา แต่ครั้นมาถึงวันที่ 10 ต.ค. ดัชนี S&P 500 ได้ปรับตัวลดลงมาแล้ว 5.03% ส่วนดัชนี NASDAQ ได้ปรับตัวลดลงมาแล้ว 5.53%

เมื่อมาถึงเดือนพ.ย. ความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นสหรัฐฯ รายสัปดาห์ (ณ 12 พ.ย. ) ดัชนี S&P 500 +1.31% ดัชนี DJIA +0.65% และดัชนี NASDAQ +2.37% ซึ่งปรับบวกเป็นสัปดาห์ที่ 2 ติดต่อกันแล้ว หลังนักลงทุนคลายกังวลเรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ย ทาง Raphael Bostic ประธานธนาคารกลางแอดแลนตา (เฟดeral Reserve Bank of Atlanta) กล่าวว่า เฟด จะสามารถบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 2% ได้โดยที่ไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติมเนื่องจากผลกระทบทั้งหมดจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต้องใช้เวลา

ย้อนดูสถิติช่วงแย่ที่สุดของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่เคยเกิดขึ้นก็เมื่อครั้งวิกฤต COVID-19 ปี 2563 ดัชนี S&P 500 ร่วงต่ำสุดที่ 2,237.40 จุด ในช่วงปิดตลาดวันที่ 23 มี.ค. 2563 ขณะที่เศรษฐกิจเกิดภาวะถดถอย -3.5% จากผลกระทบการปิดประเทศ แต่หลังจากนั้น ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็รีบาวด์ขึ้นมาได้จนถึงทุกวันนี้ โดยเฉพาะตลาดหุ้น NASDAQ ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วจากกลุ่มเทคโนโลยีที่มีน้ำหนักมากสุดในตลาดนี้ ท่ามกลางผลประกอบการที่พลิกฟื้นขึ้นมาได้อีกครั้ง

หากมองไปปีหน้า คุณอาจมีคำถามว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังมีความเสี่ยงหนักๆ อยู่ยังลงทุนในสหรัฐฯ ได้จริงหรือ มุมมองส่วนตัวของผมคือ

อย่างแรก สหรัฐฯ ยังคงเผชิญกับความอ่อนแอจากการค้างดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับสูงครับ ถ้าดูผลสำรวจของ Reuters ชี้ว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 5.25% – 5.50% จนถึงกลางปีหน้า แต่เฟดก็ยังไม่ได้ปิดประตูที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง แม้ว่าความเป็นไปได้จะต่ำก็ตาม

ตลาดก็คาดว่า ครึ่งปีหลังของปี 2567 อาจเห็นเฟดลดดอกเบี้ย ถ้าเศรษฐกิจชะลอตัวหรืออ่อนแอเกินคาด แต่ก็คงไม่ได้จะเกิดขึ้นในเวลาอันสั้นนี้ โดยตลาดคาดการณ์ GDP สหรัฐฯ จะชะลอตัวลงเหลือ 1.1% ต่อปีในไตรมาส 4 ปีนี้ และเฉลี่ยเพียง 1.1% ในปี 2567

และนักวิเคราะห์ก็คาดการณ์ว่าในสถานการณ์ปัจจุบันเฟดไม่จำเป็นต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก เพียงแต่ต้องรอให้เศรษฐกิจอ่อนตัวลง จากนโยบายและอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นมา

ตอนนี้นักลงทุนต่างเฝ้าติดตามสถานการณ์ แม้จะคาดการณ์ว่าเฟด จะคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงไปอีกสักระยะ แต่หากมีการปรับลดที่เร็วขึ้น จะส่งผลต่อการกลับตัวของตลาดหุ้นในปีหน้า ซึ่งก็ต้องติดตามกันต่อไป อาจจะได้เห็นข่าวดีของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในปี 2567 ก็เป็นได้

ทั้งนี้ วัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ในช่วงเวลากว่า 1 ปีที่ผ่านมา การประชุมของ FOMC จำนวน 13 ครั้ง ได้มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาแล้ว 11 ครั้งติดต่อกันนับตั้งแต่เดือนมี.ค. 2565 จนถึงครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2566 ทำให้ดอกเบี้ยขึ้นมาอยู่ที่ 5.25-5.50% หลังจากนั้นเฟดมีมติคงดอกเบี้ยระดับนี้ 2 ครั้งติดต่อกันจนถึงปัจจุบันนี้

อีกความเสี่ยงใหญ่ รัฐบาลขาดดุลการคลังที่อยู่ระดับสูง ล่าสุด เมื่อต้นเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา Moody’s ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือรัฐบาลสหรัฐฯ สู่เชิงลบ จากมีเสถียรภาพ โดยคาดการขาดดุลการคลังจะอยู่ในระดับสูง และจะทำให้ความสามารถชำระหนี้ลดลงอย่างมาก แต่ยังคงอันดับความน่าเชื่อถือตราสารหนี้ระยะยาว ตราสารหนี้ไม่ด้อยสิทธิ์และไม่มีประกันของรัฐบาลไว้ที่ระดับ Aaa

ทั้งนี้ ปีนี้สหรัฐฯ รอดพ้นวิกฤต Government Shutdown หรือการปิดทำการหน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ เมื่อสภาคองเกรสตัดสินใจผ่านร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวเมื่อต้นเดือนต.ค. ที่ผ่านมา ด้วยเหตุผลว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังเสี่ยงเกิดภาวะถดถอยในปีหน้า จึงยอมเปิดเพดานขาดดุลการคลังตามที่รัฐบาลขอ เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไป

ด้านความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ทั่วโลก ยังคงเป็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่เรียกกันว่า สงครามการค้า หรือ Trade War ที่ยืดเยื้อมานานหลายปี และไม่น่าจะหายไปง่ายๆ ตามมาด้วย Chip War อีก แม้ล่าสุดประธานาธิบดี โจ ไบเดน ได้พบปะกับประธานาธิบดี สีจิ้นผิงเป็นครั้งแรก เพื่อหารือบรรเทาความขัดแย้งทางทหาร การค้า ยาเสพติดและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งอาจทำให้โลกผ่อนคลายบ้างและต้องเฝ้าติดตามอยู่ตลอด หลังจากที่นักลงทุนโลกชินชาและสะท้อนในตลาดลงทุนเป็นระยะ ๆ

นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากสงครามตะวันออกกลาง ระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสที่ยังระอุในดินแดนปาเลสไตน์ และอาจเชื่อมไปถึงสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ซึ่งไม่มีใครคาดเดาล่วงหน้าได้ แต่แน่นอนว่า ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันผันผวน กดดันต้นทุนต่อเศรษฐกิจที่ค่อนข้างสูง ซึ่ง Bloomberg เคยคาดการณ์ในกรณีที่ร้ายแรงที่สุดว่า ราคาน้ำมันอาจสูงถึง 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และการเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลกลดลงเหลือ 1.7% ซึ่งเป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่อาจทำให้ผลผลิตโลกลดลงประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายในระยะข้างหน้า ผมยังเชื่อว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ น่าจะชะลอตัวแบบ Soft Landing อาจจะเรียกได้ว่าเป็นก้นกระทะของวัฏจักรเศรษฐกิจขาลงและวงจรดอกเบี้ยขาขึ้นที่ใกล้ยุติแล้ว

ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในปีนี้ได้ปรับตัวลดลงมากกว่าปรับตัวขึ้น ปัจจัยพื้นฐานด้านผลประกอบการของบริษัทในตลาดก็ยังออกมาดูดีในหลาย ๆ กลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีหลายๆ บริษัทที่โชว์ฟอร์มสวย แม้แต่หุ้นกลุ่มอื่นๆ ก็ยังโชว์ผลงานเติบโตดี สวนทางกับราคาหุ้นปรับตัวลดลงมาไม่น้อย แต่ก็ยังมีบริษัทในตลาดอีกมากที่ผลประกอบการยังไม่ดีเพราะได้รับผลกระทบด้านต้นทุนทางการเงินและเศรษฐกิจที่เปราะบางเกิดขึ้นตามวัฏจักรการฟื้นตัวที่ไม่เท่ากัน

ตั้งหลักลงทุนในสหรัฐฯ ยิ่งลงทุนเวลานาน ความเสี่ยงยิ่งลดลง 

ช่วงเวลานี้เป็นฤกษ์ดีที่จะหาโอกาสลงทุน ถ้าคุณต้องการการเลือกหุ้นรายตัว เหมาะสำหรับในภาวะที่ตลาดยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยความไม่แน่นอนต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น สิ่งที่คุณจะต้องมองคือการลงทุนระยะยาว มุ่งหาหุ้นคุณภาพที่มีคุณลักษณะของธุรกิจที่มีการเติบโตดี มีความสามารถทำกำไรได้ดีในระยะยาว จะต้องมีจุดแข็งที่คู่แข่งก็ตามไม่ทัน ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรม ข้อได้เปรียบจากขนาด (Economy of Scale) หรือเป็นแบรนด์ที่มีอิทธิพลต่อโลก

ยกตัวอย่างหุ้นที่ปู่ถืออันดับต้นๆ Apple, Bank of America, American Express, Coca-Cala, Chevron เป็นต้น หรือหากใครที่มองหาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีระดับโลก เช่น Google และ Microsoft ที่ปีนี้ทำผลดำเนินงานออกมาเติบโตสูง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีหุ้นวัฏจักร (Cyclical Stock) หุ้นคุณค่า (Value Stock) และหุ้นที่ราคาปรับขึ้นช้า (Laggard Stock) มีโอกาสที่จะกลับเป็นขาขึ้นตามสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก

ถ้าคุณสนใจหุ้นสหรัฐฯ จริงๆ ผมมีแหล่งข้อมูลดีๆ ที่ทีมงานผมรวบรวมไว้ให้คุณเข้าไปศึกษาข้อมูลการลงทุนใน Jitta.com ที่จะมีการจัด Ranking หุ้นดีราคาถูกของแต่ละประเทศเอาไว้ หรือหากเป็นแผนการลงทุนก็สามารถศึกษากองทุนส่วนบุคคลนโยบายลงทุน Jitta Ranking หุ้นสหรัฐฯ ได้ครับ

แต่หากคุณอยากลงทุนแบบพอร์ตที่กระจายความเสี่ยงให้แล้ว ผมมีสูตรที่จัดพอร์ตตอบโจทย์ทุกสภาวะการลงทุนที่ไม่แน่นอนในเวลานี้ นั่นก็คือ Global ETF ที่มีการจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) และการกระจายความเสี่ยง (Diversification) ตามหลักการ Modern Portfolio Theory (MPT) ซึ่งทั้ง 2 เป็นเพียงไม่กี่สิ่งในโลกการลงทุนที่คุณสามารถควบคุมได้ครับ ไม่เหมือนสภาวะตลาด เศรษฐกิจ หรือราคาหลักทรัพย์ ที่คุณไม่สามารถควบคุมหรือคาดการณ์ได้

โดย Global ETF มีการลงทุนในพันธบัตรกับหุ้นกู้ (เสี่ยงต่ำ) และหุ้นบริษัทจดทะเบียน (เสี่ยงสูง) จัดสัดส่วนที่แตกต่างกัน ตามระดับความเสี่ยงที่รับได้(พอเพียง สมดุล และเติบโต) พร้อมทั้งจะทำการปรับพอร์ตลงทุนอัตโนมัติเพื่อรักษาวินัยการลงทุน ซึ่งการทำ Back Test ผลตอบแทนเฉลี่ย 10 ปี (ตั้งแต่ปี 2556-2565) ของ Global ETF ทั้ง 3 แผน​ แผนเติบโตอยู่ที่ 7.57% ต่อปี แผนสมดุลอยู่ที่ ต่อปี 5.23% ต่อปี ซึ่งทั้งสองแผนนี้จะเห็นว่า สูงกว่าดอกเบี้ยเฟดในปัจจุบันและสูงกว่าดอกเบี้ยไทยมากด้วย ส่วนแผนพอเพียงอยู่ที่ 2.30% ซึ่งก็ยังสูงกว่าดอกเบี้ยธนาคารพาณิชย์ไทยนะครับ

ทั้ง 3 แผนการลงทุนของ Global ETF ซึ่งเป็นการลงทุนระยะยาวแนวทางนี้จะช่วยประคองพอร์ตลงทุนไม่ให้ขาดทุนหนัก และลดความผันผวนของผลตอบแทนได้ นักลงทุนสามารถลงทุนได้อย่างสบายใจ ไม่ว่าจะเผชิญความเสี่ยงใดๆ ก็ตาม และพอร์ตลงทุนสร้างผลตอบแทนในระยะยาว นี้คือตัวช่วยที่ให้ลงทุนระยะยาวได้แบบสบายใจมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความซับซ้อนและสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนสูง หลาย ๆ เรื่องอาจเกิดขึ้นยืดยาวกว่าที่คิด ตัวตลาดเองก็ยังคงมีความอ่อนไหวอยู่พอสมควร ฉะนั้นเราจึงมีแนวทางปฏิบัติมาแนะนำ 3 แนวทางด้วยกัน

  1. สำหรับนักลงทุนที่ยังคงกังวล ก็สามารถติดตามสถานการณ์ต่างๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจ
  2. หากใครที่กลัวจะพลาดโอกาสในการลงทุน เนื่องจากเศรษฐกิจยังคงเดินหน้าต่อไปท่ามกลางความผันผวนของตลาด เราแนะนำให้ DCA คือทยอยลงทุนหรือเพิ่มทุนแบบถัวเฉลี่ย
  3. จัดสรรพอร์ตลงทุน แบ่งสัดส่วนไปลงในกลุ่มตราสารหนี้ เพราะในสถานการณ์ปัจจุบันที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มสูงขึ้นและตลาดหุ้นผันผวน แต่ฝั่งตราสารหนี้กลับได้รับประโยชน์ หากแบ่งสัดส่วนลงทุนในสินทรัพย์ทั้ง 2 แบบก็จะทำให้พอร์ตมีเสถียรภาพมากขึ้นด้วย

สุดท้าย ผมอยากบอกคุณว่า ‘เวลา’ คือ กลยุทธ์การลงทุนที่เรียบง่ายแต่สู้ตลาดได้ครับ นับเป็นสิ่งที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง คือ ระยะเวลาสามารถช่วยลดความผันผวนให้กับพอร์ตการลงทุนหรือแม้กระทั่งลดความเสี่ยงได้

‘เวลา’ จะเป็นตัวกำหนดเส้นทางการลงทุนของคุณ ว่าการลงทุนครั้งนี้คุณมองเอาไว้ยาวแค่ไหนและสินทรัพย์ใด กลยุทธ์ หรือวิธีแบบไหนที่เหมาะกับเป้าหมายของคุณ

ยิ่งลงทุนในระยะเวลานานขึ้น โอกาสขาดทุนก็จะยิ่งต่ำลง ตลาดหุ้นมีขึ้นมีลง แต่แนวโน้มในระยะยาวก็ยังคงเป็นการขยับเพิ่มขึ้นอยู่ดี อย่างที่ปู่ Buffet บอกไว้

ถ้าคุณมั่นใจว่าลงทุนอย่างถูกหลักการแล้วพอร์ตของคุณก็จะเติบโตได้แน่นอนครับ