กรุงไทยคาดเงินเฟ้อปี 2567 อยู่ที่ 1.00% ชี้ไทยยังไม่เข้าภาวะเงินฝืด

ค่าครองชีพ

ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย ประเมินเงินเฟ้อทั่วไปเดือนธันวาคม 2566 อยู่ที่ -0.83% หลังติดลบต่อเนื่อง ยันไม่ได้เข้าสู่ภาวะเงินฝืด เหตุนโยบายลดภาระค่าครองชีพด้านพลังงานภาครัฐ-ราคาสินค้าบางรายการชะลอลง คาดเงินเฟ้อปี 2567 อยู่ที่ 1.0% ลดลงจากปีก่อนที่อยู่ 1.23%

วันที่ 8 มกราคม 2567 ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือน ธ.ค. ติดลบ -0.83% YOY หดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และต่ำกว่านักวิเคราะห์คาดไว้ที่ -0.3% จากหมวดพลังงานที่หดตัว -5.12% YOY ติดลบมากขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนที่ -4.52% YOY ตามนโยบายการลดภาระค่าครองชีพด้านพลังงานของภาครัฐ ทั้งค่ากระแสไฟฟ้าและราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ประกอบกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลง

ขณะที่เงินเฟ้อหมวดอาหารสดหดตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 5 ที่ -2.3% YOY เปรียบเทียบเดือนก่อนที่ -0.76% YOY ตามราคาเนื้อสุกรที่ลดลงเนื่องจากปริมาณเนื้อสุกรในระบบเพิ่มขึ้น และราคาผักสดลดลงจากผลผลิตที่เพิ่มขึ้น

สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.58% YOY ชะลอตัวต่อเนื่องจากสินค้าที่หดตัว ได้แก่ เครื่องประกอบอาหาร ขณะที่ราคาสินค้าที่ขยายตัวชะลอลง ได้แก่ เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ อาหารบริโภคในบ้าน เครื่องนุ่มห่มและรองเท้า เป็นต้น ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2566 อยู่ที่ 1.23% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 1.27%

แม้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบต่อเนื่อง แต่ประเมินว่าเศรษฐกิจยังไม่ได้เข้าสู่ภาวะเงินฝืด เนื่องจาก

1.ภาครัฐมีมาตรการลดภาระค่าครองชีพด้านพลังงานอย่างต่อเนื่อง เป็นปัจจัยหลักทำให้อัตราเงินเฟ้อติดลบ ได้แก่ ลดค่าไฟฟ้าตั้งแต่เดือน ก.ย. ลดราคาน้ำมันดีเซลในเดือน ต.ค. และลดราคาน้ำมันเบนซินในเดือน พ.ย. ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อหมวดพลังงานในไตรมาสที่ 4/2566 หดตัว -3.7% YOY

2.ราคาสินค้าบางรายการขยายตัวชะลอลง เนื่องจากผู้ประกอบการเร่งระบายสต๊อกสินค้า และ/หรืออุปทานในตลาดเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับข้อมูลรายงานของสภาพัฒน์ที่สินค้าคงคลังปรับลดลงต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนถึงผู้ผลิตนำสินค้าในสต๊อกมาขายและอาจปรับลดราคาลงเพื่อเร่งระบายสินค้า

นอกจากนี้อุปทานของสินค้าบางชนิดมีปริมาณเพิ่มขึ้นในตลาด ทำให้ราคาปรับลดลง เช่น ปริมาณเนื้อสุกรในระบบที่มีมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ราคาเนื้อสุกรปรับลดลงต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี คาดว่าราคาสินค้าในกลุ่มนี้จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหลังอุปทานทยอยกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

Krungthai COMPASS ประเมินอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2567 เฉลี่ยอยู่ที่ 1.0% ชะลอลงจากปี 2566 ที่ 1.23% จากราคาหมวดพลังงานที่มีแนวโน้มอยู่ต่ำกว่าปี 2566 โดยปรับลดลงตามราคาน้ำมันขายปลีกทั้งดีเซลและเบนซิน ภายใต้สมมุติฐานที่ภาครัฐตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร ซึ่งลดลงจากราคาในปี 2566 เฉลี่ย 32.1 บาทต่อลิตร

และราคาน้ำมันเบนซินมีแนวโน้มปรับลดลง ส่วนหนึ่งจากการลดภาษีสรรพสามิตที่คาดว่าภาครัฐจะขยายระยะเวลาออกไป (ที่จะสิ้นสุด 31 ม.ค. 67) ประกอบกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเฉลี่ยทั้งปีมีแนวโน้มทรงตัว

สำหรับค่าไฟฟ้ามีแนวโน้มปรับลดลงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาความเสี่ยงด้านความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในทะเลแดงที่ส่งผลให้ต้นทุนค่าระวางเรือขยับขึ้น รวมทั้งแรงกดดันที่มีต่อราคาน้ำมันดิบให้ปรับสูงขึ้นกว่าที่คาดได้