นายกฯนัดถกด่วนผู้ว่าแบงก์ชาติ ปมร้อน “ดอกเบี้ยสูง” ทุบธุรกิจ SME

นายก

ธุรกิจออกโรงเรียกร้องแบงก์ชาติกำกับดูแลส่วนต่างดอกเบี้ยธนาคารพาณิชย์ เผย ธปท.ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 8 ครั้งสู่ระดับ 2.5% สูงสุดในรอบ 10 ปี สะเทือน “เอสเอ็มอี” แบกดอกเบี้ยอ่วม นายกรัฐมนตรีย้ำไม่เห็นด้วย “ขึ้นดอกเบี้ย” นัดถกผู้ว่าการแบงก์ชาติ 10 มกราคมนี้ 3 สมาคมเอกชน นัดหารือวาระ “ลดดอกเบี้ย” เพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ “ออมสิน” นำร่องประกาศลดดอกเบี้ยกู้รายย่อยเหลือ 6.845% ต่ำสุดในระบบธนาคาร แบงก์พาณิชย์แจงกำไรสูงดูแค่ NIM ไม่ได้ ต้องแบกต้นทุนความเสี่ยงหนี้เสีย-ต้นทุนดำเนินการ

หลังจากที่ “ประชาชาติธุรกิจ” นำเสนอข่าว “แบงก์กำไรสูงสุด 2.2 แสนล้าน อานิสงส์ดอกเบี้ยขาขึ้น-BBL แชมป์” คอลัมนิสต์ดัง “หนุ่มเมืองจันท์” โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า เห็นพาดหัวข่าวของ “ประชาชาติธุรกิจ” วันนี้แล้วอึ้งเลยครับ พร้อมตั้งคำถามถึง “แบงก์ชาติ” รู้สึกอย่างไร เมื่อแบงก์พาณิชย์กำไรทะลุ 2.2 แสนล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์

พร้อมระบุว่า เมื่อสถานการณ์เศรษฐกิจในวันนี้แย่มาก แบงก์ชาติเพิ่งปรับลด GDP ปี 2566 จาก 3.6% เหลือ 2.4% พ่อค้าแม่ค้าบ่นว่าขายของไม่ดี ธุรกิจเอสเอ็มอี 11 เดือนที่ผ่านมาของปี 2566 เลิกกิจการ 17,858 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2565 ถึง 11% รถยนต์ถูกยึดเดือนละ 27,000 คัน เพราะคนผ่อนไม่ไหว รวมทั้งคนที่ยื่นเรื่องขอกู้ซื้อบ้านถูกแบงก์ปฏิเสธประมาณ 50% เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ทำให้ค่าผ่อนบ้านต่อเดือนสูงขึ้น

ขณะที่เงินเดือนเท่าเดิม แบงก์จึงไม่ปล่อยกู้เพราะกลัวหนี้เสีย ในขณะที่แบงก์ไทยทำกำไรได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ มาจาก “การเพิ่มขึ้นของส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ” หรือ NIM ในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น พร้อมตั้งคำถามว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยในฐานะหน่วยงานกำกับธนาคารพาณิชย์ เห็นความผิดปกติแบบนี้ไม่คิดทำอะไรบ้างหรือ หรือมองว่าเป็นเรื่องปกติเพราะเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว

นายกฯย้ำไม่เห็นด้วย “ขึ้น ดบ.”

ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นประเด็นร้อนที่ได้รับความสนใจจากทุกวงการ เพราะในมุมมองของประชาชนและภาคธุรกิจต่าง ๆ รู้สึกถึงความเดือดร้อนจากส่วนต่างดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากที่สูง โดยช่วงค่ำวันที่ 7 มกราคม นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ทวีตข้อความว่า “จากการที่แบงก์ชาติขึ้นดอกเบี้ยทั้ง ๆ ที่เงินเฟ้อติดลบติดต่อกันหลาย ๆ เดือนนั้น ไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจเลย และยังมีผลกระทบต่อประชาชนที่มีรายได้น้อย และ SMEs อีกด้วย

ผมจึงอยากให้กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงที่เกี่ยวข้องเข้าไปดูราคาสินค้าเกษตรบางชนิดให้เหมาะสม เพราะอาจจะต่ำไปก็ได้ และหวังว่าแบงก์ชาติจะช่วยดูแลประชาชน ไม่ขึ้นดอกเบี้ยสวนทางกับเงินเฟ้อนะครับ”

และวันที่ 8 มกราคม 2567 นายกฯเศรษฐาก็ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ออกมาติงเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจว่า “ความจริงแล้วเราพูดคุยกันตลอดอยู่แล้วในเรื่องนี้ ซึ่งเรื่องการขึ้นดอกเบี้ย ตนมีจุดยืนชัดเจนว่า ‘ผมไม่เห็นด้วย’ แต่ท่าน (แบงก์ชาติ) ก็มีอำนาจในการขึ้น”

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีระบุว่า ปัจจุบันเงินเฟ้อต่ำมาก ดังนั้นอาจจะต้องฝากให้พิจารณาเรื่องการลดดอกเบี้ย และระบุว่าหลังจากนี้จะมีการพูดคุยกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

10 ม.ค.นัดถกผู้ว่าการ ธปท.

ขณะที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 9 มกราคม 2567 ถึงกรณีที่เอกชนเริ่มเลื่อนจ่ายหุ้นกู้ที่ครบกำหนด ส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจอย่างไรหรือไม่ว่า วันที่ 10 มกราคม 2567 จะมีการพูดคุยกับ รมช.คลัง และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ในเวลา 13.30 น.โดยจะมีการพูดคุยกันหลายเรื่อง ๆ เป็นเรื่องที่สำคัญที่เราต้องให้ความสำคัญและนำข้อมูลมาหยิบยกกัน

ทั้งนี้หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้ว 8 ครั้ง จากอัตราดอกเบี้ย 0.50% จนล่าสุดอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 2.50% โดยปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกเมื่อ 10 สิงหาคม 2565 จาก 0.50% เป็น 0.75% และต่อเนื่องจนถึง 27 กันยายน 2566 มาอยู่ที่ 2.50% ซึ่งถือเป็นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสูงสุดในรอบ 10 ปี

ขึ้น ดบ.เร็ว-แรงกระทบ ศก.

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง กล่าวว่า ตนให้นโยบายธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ให้ตรึงอัตราดอกเบี้ยกู้ไว้ให้นานที่สุด โดยช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี 2566 ที่ผ่านมา แบงก์รัฐทุกแห่งก็ตรึงดอกเบี้ยเงินกู้ โดยต้นปี 2567 ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มีการปรับขึ้นดอกเบี้ย MLR แต่ก็ปรับขึ้นแค่ 0.25% ก็จะพยายามตรึงกันอย่างเต็มที่ เพื่อไม่ให้ลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้น้อยได้รับผลกระทบ

ส่วนกรณีธนาคารพาณิชย์นั้น เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีการปรับขึ้นมาจากในภาพรวม และตลาดเป็นการแข่งขันสมบูรณ์ ทำให้มีความจำเป็นที่ธนาคารต่าง ๆ จะต้องอยู่ภายใต้การแข่งขันเดียวกัน ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ ต่างจากธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ที่เป็นธนาคารเพื่อประชาชน ซึ่งพยายามตรึงให้ได้มากที่สุดและยาวนานที่สุด

“การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ผ่านมาเร็วและแรง ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน ตัวอย่างง่าย ๆ อย่างตอนนี้อัตราเงินเฟ้อติดลบมา 2-3 เดือน ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เป็นสถานการณ์ที่กระทรวงการคลังจับตาดูใกล้ชิด แน่นอนว่าภาวะทางเศรษฐกิจที่เงินเฟ้อติดลบส่อไปในทางที่เศรษฐกิจจะชะลอตัวได้” นายจุลพันธ์กล่าว

ออมสินลดดอกกู้รายย่อย

ขณะที่รายงานข่าวจากธนาคารออมสิน เมื่อวันที่ 9 มกราคมระบุว่า ตามที่รัฐบาลมอบหมายสั่งการสถาบันการเงินของรัฐ ดำเนินการสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการลดภาระทางการเงินของประชาชน ธนาคารออมสินประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อย (MRR) หลังจากตรึงอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานไว้ในระดับต่ำจนถึงสิ้นปีที่ผ่านมา โดยดอกเบี้ย MRR จากเดิม 6.995% ลดลงเหลือ 6.845% มีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพื่อช่วยเหลือบรรเทาภาระทางการเงินของประชาชนในช่วงระยะนี้ไปจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง นับเป็นอัตราดอกเบี้ย MRR ที่ต่ำสุดในระบบธนาคาร ณ เวลานี้

อนึ่ง อัตราดอกเบี้ย MRR หรือ Minimum Retail Rate เป็นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อ้างอิงที่ใช้สำหรับลูกค้าสินเชื่อรายย่อย ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของธนาคาร การประกาศลดอัตราดอกเบี้ย MRR ในครั้งนี้ ธนาคารตั้งเป้าช่วยเหลือประชาชนในภาวะที่ต้องแบกรับต้นทุนทางการเงินมากขึ้นในการดำรงชีพ ถือเป็นการสนับสนุนนโยบายของรัฐ และสอดคล้องตามภารกิจธนาคารเพื่อสังคม

กกร.หารือ “ลดดอกเบี้ย”

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในมุมหอการค้ายังเห็นว่าหากธนาคารสามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยกู้ลงจะช่วยลดภาระประชาชน ลดต้นทุนผู้ประกอบการและช่วยให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้สะดวก อีกทั้งยังช่วยเร่งให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ในวันพุธ (10 ม.ค.) ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) คงจะมีการหารือในประเด็นดังกล่าวร่วมกันต่อไป

โดยในมุมมองด้านวิชาการมองว่า การขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมา ถือเป็นความพยายามของ ธปท.ในการสกัดเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง ตลอดจนรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทที่อ่อนค่ามากในช่วงปีที่แล้ว ขณะเดียวกันยังเป็นการลดช่องว่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐกับไทย เพื่อไม่ให้ห่างกันมากจนเกินไป ซึ่งต้องยอมรับว่าส่งผลกระทบโดยตรงกับต้นทุนกู้ยืมของผู้ประกอบการและประชาชนในระดับหนึ่ง

ทั้งนี้ หลายฝ่ายยังคงติดตามสัญญาณของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงใด ซึ่งหอการค้ามองว่าอัตราดอกเบี้ยไทยในปัจจุบันอยู่ในระดับที่เหมาะสมและพอรับได้ ซึ่งหวังว่า ธปท.จะยังไม่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก และหาก Fed มีการปรับลดดอกเบี้ยก็เชื่อว่า ธปท.คงจะมีการปรับลดดอกเบี้ยให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของเศรษฐกิจไทยต่อไป

สำหรับประเด็นตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไปที่ติดลบต่อเนื่อง 3 เดือน ยังเชื่อว่าส่วนนี้น่าจะมาจากการปรับลดเชิงเทคนิค ตามนโยบายการลดภาระค่าครองชีพด้านพลังงานของภาครัฐทั้งค่ากระแสไฟฟ้าและราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ประกอบกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลง ซึ่งในส่วนของอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังมีการปรับขึ้นเล็กน้อย แสดงให้เห็นว่าไทยยังคงพอมีกำลังซื้ออยู่บ้าง โดยเงินเฟ้อทั่วไปปี 2566 อยู่ที่ 1.23%

ขณะที่นโยบายการคลังที่รัฐบาลกำลังดำเนินการทั้ง การยกเว้นวีซ่าเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว, Easy E-Receipt, รวมถึงการผลักดันโครงการ Digital Wallet จะมีส่วนช่วยกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และคาดว่าปี 2567 อัตราเงินเฟ้อน่าจะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 2.0-2.5% ซึ่งอยู่ในกรอบที่กระทรวงการคลัง และ ธปท.ดูแลไว้ที่ 1-3%

เอสเอ็มอีอ่วม ดอกเบี้ยท่วม

ด้านนายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์ SME ไทย เปิดเผยว่า วันที่ 24 มกราคมนี้ ทางสมาพันธ์จะมีการประชุมร่วมกับสมาชิกผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศ โดยจะมีการนำประเด็นเรื่องดอกเบี้ยขึ้นมาหารือด้วย โดยจากข้อมูลพบว่า ธนาคารพาณิชย์มีสัดส่วนมูลค่าสินเชื่อที่เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอยู่ราว 20% ของมูลค่าสินเชื่อทั้งหมด ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายทยอยปรับขึ้นมาตลอดตั้งแต่ปี 2565 จาก 0.5% จนถึงปัจจุบันที่ 2.5% เมื่อเดือนกันยายน 2566 ส่งผลต่อภาระดอกเบี้ยที่แบกรับเพิ่มขึ้นของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศ

อย่างไรก็ดี จะพบว่าในไตรมาส 3/2566 อัตราการเติบโตของสินเชื่อรวมอยู่ที่ 0.8% และการเติบโตสินเชื่อของเอสเอ็มอี -5.2% สะท้อนถึงปัญหาและความสามารถในการเข้าถึงเงินทุนของกลุ่มเอสเอ็มอีที่ยากลำบากมากขึ้น

“ความแข็งแกร่ง ความมีเสถียรภาพของสถาบันการเงิน ธนาคารในประเทศไทยเป็นสิ่งสำคัญต่อการสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ แต่หากมองปัจจัยผลกระทบเอสเอ็มอีต่อการเข้าถึงแหล่งทุนในระบบจะพบว่า ปัญหาการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ การจัดหาแหล่งทุนต้นทุนต่ำ รวมทั้งแก้ปัญหาหนี้ เป็นปัญหาอันดับ 1 ใน 4 ที่เอสเอ็มอีต้องการให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือด่วน รองจากการกระตุ้นการใช้จ่าย และการเพิ่มศักยภาพและส่งเสริมธุรกิจเอสเอ็มอี และการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายจากปัจจัยการผลิตด้านพลังงาน”

ทางสมาพันธ์เสนอว่า ปัจจัยดอกเบี้ยที่ส่งผลต่อเอสเอ็มอี จึงต้องการให้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กระทรวงการคลังพิจารณากำกับดูแล คือ การคำนวณดอกเบี้ยที่เป็นธรรม มีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ที่มีความเหมาะสมมาตรฐาน ไม่ก่อให้เกิดการเอาเปรียบผู้ขอสินเชื่อทั้งส่วน Bank และ Nonbank รวมถึงการติดตามความคืบหน้าการให้บริการสินเชื่อเพิ่มสภาพคล่องระยะสั้นให้เอสเอ็มอีในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้เอสเอ็มอีมีสภาพคล่องไม่ต้องใช้สินเชื่อเงินก้อนที่เป็นภาระดอกเบี้ยจำนวนมากในระยะยาว

ส.อ.ท.เรียกร้องดูแลส่วนต่าง ดบ.

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 2.5% ของ ธปท. ช่วงที่ผ่านมา แม้จะเป็นการทยอยปรับ แต่ในมุมของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ต้องแบกรับภาระต้นทุนของดอกเบี้ยเงินกู้จากธนาคารพาณิชย์อย่างมาก และด้วยมาตรการการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวด โดยเฉพาะสินเชื่อรถยนต์และสินเชื่อบ้านที่อยู่อาศัยต่ำ 3 ล้านบาท ยิ่งตอกย้ำให้ SMEs รวมถึงประชาชนเหล่านี้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก จำเป็นต้องอาศัยแหล่งเงินกู้นอกระบบ

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯเป็นอีกส่วนที่น่ากังวลและต้องจับตาเช่นกัน เพราะแม้จะได้รับผลกระทบจากดอกเบี้ยขาขึ้น ยังมีสภาพคล่องเพียงพอ แต่เมื่อเศรษฐกิจโดยรวมและการเบิกจ่ายของภาครัฐที่ต้องล่าช้าออกไปถึง 8 เดือน รายที่มีสัมปทานกับภาครัฐ และที่ออกหุ้นกู้และกำลังจะครบกำหนดชำระ มีความเป็นไปได้สูงว่าบริษัทเหล่านี้อาจผิดนัดชำระ และกระทบกันเป็นห่วงโซ่ตามไปด้วย ดังนั้นกระทรวงการคลังต้องเตรียมความพร้อมรับมือเรื่องนี้

“เอกชนที่อยู่รอดได้ก็จะเป็นรายใหญ่เพราะมีสภาพคล่องยังพอไปได้ ส่วนรายเล็ก SMEs ลำบากและเหนื่อยที่สุด ไม่รอดก็มี ยิ่งเจอแบงก์ขึ้นดอกเบี้ยก็ตายกันหมด เรื่องแบงก์มีกำไรสูงถึง 2.2 แสนล้านบาทนั้น เพราะช่องว่างดอกเบี้ยเงินฝากที่ต่ำและดอกเบี้ยเงินกู้มันสูง เรื่องนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องรีบเข้ามาดูว่าจะทำอย่างไรให้เอกชน ผู้ประกอบการ ประชาชนได้รับผลกระทบจากตรงนี้น้อยที่สุด”

อย่างไรก็ดี คาดว่าในปี 2567 ธปท.มีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงตาม ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แต่จะรอดูจังหวะที่เหมาะสม ขณะเดียวกันรัฐต้องเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะผลพวงจากการขึ้นดอกเบี้ยยังกระทบผู้ประกอบการอยู่ ยังไม่คลี่คลาย มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจคือเรื่องจำเป็นที่สุดและต้องเร็วที่สุด ก่อนจะกระทบและตายกันไปมากกว่านี้

แนะส่วนต่างดอกเบี้ยเท่าตลาดโลก

นายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวว่า ปัญหาดอกเบี้ยแพง คือมีช่องว่างดอกเบี้ยเงินกู้กับดอกเบี้ยเงินฝากสูง โดยประเทศไทยเป็นอันดับ 1 ของโลกที่ขึ้นแต่ดอกเบี้ยเงินกู้ ไม่ได้ขึ้นดอกเบี้ยฝาก เป็นการขึ้นข้างเดียวมาตลอด กลไกต้องให้แบงก์รัฐ อาทิ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารออมสิน เป็นกลไกขึ้นดอกเบี้ยฝาก เพื่อกดดันให้แบงก์พาณิชย์มีการแข่งขันขึ้นตามไปด้วย

ปรากฏการณ์ล่าสุดที่ธุรกิจแบงก์มีกำไรรวมกัน 2.2 แสนล้านบาท หากเป็นภาวะเศรษฐกิจบูมถือเป็นเรื่องปกติที่ยอมรับได้ แต่ตอนนี้คนกำลังจะอดตาย จีดีพีต่ำ แบงก์เข้มงวดสินเชื่อ แต่รายได้กลับมีกำไรสวนทางเศรษฐกิจชะลอตัว ที่สำคัญมีส่วนต่างของดอกเบี้ยกู้กับฝากที่ห่างมาก ขณะที่ผู้คุ้มกฎสถาบันการเงินคือธนาคารแห่งประเทศไทย ไม่ได้ลงมาดูในจุดนี้ แม้กระทั่งตลาดโลกที่เฟด หรือธนาคารกลางสหรัฐ ลดดอกเบี้ย เมืองไทยก็ลดดอกเบี้ยแต่ขาเงินฝาก เป็นการลดขาเดียว ที่ผ่านมาเคยลดเงินกู้อย่างมากเพียง 1 สลึง หรือ 0.25% เท่านั้น

สิ่งที่รัฐบาล ตลอดจนแบงก์ชาติควรพิจารณา ก็คือควรออกมาตรการให้ส่วนต่างดอกเบี้ยของไทย ซึ่งห่างกันสูงมากถึง 5-7% ควรจะปรับลดลงมาให้เหลือเท่ากับส่วนต่างของดอกเบี้ยในตลาดโลก ที่ห่างกันเพียง 2-3% เท่านั้น เพื่อเป็นตัวช่วยให้ต้นทุนสินเชื่อผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้ รวมทั้งเป็นตัวช่วยให้สินเชื่อผู้บริโภคมีภาระหนี้ที่ลดลง จากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง ซึ่งเท่ากับเป็นการเพิ่มกำลังซื้อและลดภาระจ่ายเงินกู้ให้กับประชาชน

แจงกำไรสูงดูแค่ NIM ไม่ได้

แหล่งข่าวจากแวดวงสถาบันการเงินเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การที่กำไรแบงก์สูง ในช่วงที่ดอกเบี้ยขาขึ้น ก็เป็นไปตามทฤษฎีที่สอดคล้องกันทั่วโลก เพราะถ้าดอกเบี้ยขาลง กำไรแบงก์ก็จะลดลงเช่นเดียวกัน

ขณะเดียวกันการพิจารณาการทำกำไรของแบงก์ คงจะมองเฉพาะส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) อย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องพิจารณาจากต้นทุนความเสี่ยง (Credit Cost) ซึ่งประกอบด้วย ต้นทุนจากหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) การตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญ และต้นทุนจากการดำเนินงาน

“พอหักต้นทุนพวกนี้แล้ว กำไรจะเหลือไม่เยอะ รวมถึงจะต้องดูจากทรัพยากรที่ธนาคารลงทุนไปด้วย การจะดูแค่ NIM หรือดูกำไรท้ายสุดคงไม่ได้ จะต้องพิจารณาถึง ROE (Return on Equity) และ ROA (Return on Asset) ผสมด้วย เพราะจะสะท้อนถึงความมั่นคงของธนาคาร”

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า หากดูตัวเลข ROE และ ROA ของแบงก์ไทย ถือว่าค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับธุรกิจอื่น ๆ เช่น ROE ของกลุ่มไอทีและสื่อสารโทรคมนาคมที่เฉลี่ย 33.91% กลุ่มสุขภาพ 24.67% กลุ่มค้าปลีก 17.75% และกลุ่มพลังงาน 12.51% เป็นต้น

นอกจากนี้ ROE ของธนาคารพาณิชย์ไทยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2566 ก็ถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น โดยเฉลี่ยของไทยอยู่ที่ 9.27% และเทียบธนาคารในสิงคโปร์ เช่น UOB เฉลี่ย 13% OCBC เฉลี่ย 13.5% และ DBS สูงถึง 17.5% และแบงก์ในมาเลเซีย เช่น CIMB 10.1% Maybank 10.4% และ RHB 10.5% เป็นต้น


ประเด็นที่ว่าแบงก์ไทยมีส่วนต่าง NIM มากเกินไปหรือไม่ แหล่งข่าวกล่าวว่า จะเห็นว่า NIM แบงก์ไทยขึ้นลงเฉลี่ยกว่า 3% แต่หากดูไส้ในดอกเบี้ยเงินฝากทั้งหมด จะเห็นดอกเบี้ยสูงจะอยู่ในเงินฝากประจำ แต่มีสัดส่วนน้อยกว่าเมื่อเทียบกับเงินฝากออมทรัพย์