ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวผันผวนในกรอบ ก่อนจับตาการประชุมเฟดสัปดาห์หน้า
ค่าเงินบาท
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการณ์เคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 22-26 มกราคม 2567
วันที่ 26 มกราคม 2567 ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันจันทร์ (22/1) ที่ระดับ 35.54/56 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (19/1) ที่ระดับ 35.51/53 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ดีในสัปดาห์นี้ภาพรวมดอลลาร์สหรัฐ ยังคงเคลื่อนไหวผันผวนในแนวแข็งค่าขึ้น เนื่องจากความเห็นของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ทำให้นักลงทุนปรับลดคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงของสหรัฐอย่างรวดเร็ว
โดยนายออสเตน กูลส์บี ประธานเฟดสาขาชิคาโก กล่าวในวันศุกร์ (19/1) ว่า เฟดจำเป็นต้องพิจารณาข้อมูลเงินเฟ้อมากขึ้นก่อนพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ย ขณะที่นางแมรี ดาลีย์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาซานฟรานซิสโก เน้นย้ำถึงแนวทางที่ธนาคารกลางระมัดระวังในการดำเนินนโยบายการเงิน โดยระบุว่ายังเร็วเกินไปที่จะพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ย และยังจำเป็นต้องมีหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อแสดงให้เห็นอัตราเงินเฟ้อที่ลดลงอย่างต่อเนื่องตามเป้าหมาย 2% ของเฟด ก่อนที่จะมีการหารือเกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ย
อย่างไรก็ดี เฟดได้เริ่มเข้าสู่ช่วง Blackout Period ในการแสดงความคิดเห็นในวันที่ 20 ม.ค. ก่อนที่เฟดจะจัดการประชุมกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ในวันที่ 30-31 ม.ค.นี้ ทั้งนี้ นักลงทุนยังคงคาดการณ์ว่า เฟดอาจจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างน้อย 0.25% ในเดือน พ.ค. โดยล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนักต่ำกว่า 50% ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมวันที่ 19-20 มี.ค. ซึ่งลดลงจากที่เคยให้น้ำหนักสูงกว่า 80%
นอกจากนี้ เอสแอนด์พี โกลบอล เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ PMI ภาคการผลิตเบื้องต้น เดือน ม.ค. ของสหรัฐ ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 50.3 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 15 เดือน จากระดับ 47.9 ในเดือน ธ.ค. และดัชนี PMI ภาคบริการเบื้องต้นเดือน ม.ค. ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 52.9 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 7 เดือน จากระดับ 51.4 ในเดือน ธ.ค.
อีกทั้งกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 ของ GDP ประจำไตรมาส 4/2566 โดยระบุว่า GDP ขยายตัว 3.3% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 2.0% โดยได้แรงหนุนจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่แข็งแกร่ง และช่วยให้นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยหลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเชิงรุกในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่เงินเฟ้อชะลอตัวลง
อย่างไรก็ดี การปรับตัวขึ้นของดอลลาร์สหรัฐยังถูกจำกัดอยู่บ้าง หลังตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกรายสัปดาห์ที่สูงกว่าคาด โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกเพิ่มขึ้น 25,000 ราย สู่ระดับ 214,000 ราย ในสัปดาห์ที่แล้ว และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 200,000 ราย
ทั้งนี้ นักลงทุนรอดูการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ประจำเดือน ธ.ค. ของสหรัฐในวันศุกร์นี้ (26/1) เวลาประมาณ 20.30 น. ตามเวลาไทย โดยดัชนี PCE เป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ เนื่องจากสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค และครอบคลุมราคาสินค้าและบริการในวงกว้างมากกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)
ขณะที่ตลาดคาดว่า ดัชนี PCE ทั่วไป (Headline PCE) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงานจะปรับตัวขึ้น 2.6% ในเดือน ธ.ค. เมื่อเทียบรายปี จากระดับ 2.6% ในเดือน พ.ย. ส่วนดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน คาดว่าจะปรับตัวขึ้น 3.0% ในเดือน ธ.ค. เมื่อเทียบรายปี จากระดับ 3.2% ในเดือน พ.ย. ทั้งนี้ ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 35.43-35.88 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (26/1) ที่ระดับ 35.65/66 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับปัจจัยในประเทศ นายเศรษฐพุฒิกล่าวให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมนัดแรกของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 7 ก.พ. 2567 โดยระบุว่าตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจของไทยในปี 2567 ที่ต่ำกว่าคาดการณ์ไม่ได้บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญภาวะวิกฤตและปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทยเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งไม่สามารถแก้ไขด้วยการใช้มาตรการกระตุ้นระยะสั้นของรัฐบาล อีกทั้งยังไม่มีความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อติดลบ และคาดการณ์ว่าภาวะเงินเฟ้อติดลบจะเกิดขึ้นในเดือน ม.ค., ก.พ. หรืออาจถึงเดือน มี.ค. รวมถึงมีความเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยในขณะนี้อยู่ในภาวะเป็นกลาง
สำหรับปัจจัยในภูมิภาค ธนาคารลางจีน (PBOC) ประกาศมาตรการต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นสภาพคล่องให้กับกลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศ ซึ่งคาดว่าจะช่วยบรรเทาวิกฤตขาดแคลนเงินสดให้กับกลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์จีน หลังต้องเผชิญปัญหาขาดแคลนเงินสดจากการที่รัฐบาลจีนออกมาตรการคุมเข้มภาคอสังหาริมทรัพย์เพื่อแก้ปัญหาระดับหนี้สินที่เพิ่มสูงขึ้นในภาคดังกล่าว
นอกจากนี้ นายพาน กงเซิ่ง ผู้ว่าการธนาคารกลางจีน (PBOC) ระบุว่า จีนจะปรับลดสัดส่วนการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ (RRR) ในช่วงต้นเดือน ก.พ. เพื่อนำเงินบางส่วนที่ถูกกันไว้ก่อนหน้านี้เข้าสู่ระบบเพื่อส่งเสริมการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจจีน ทั้งนี้ คาดว่าการปรับลด RRR ลง 0.5% จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องระยะยาวให้กับตลาดได้ 1 ล้านล้านหยวน (1.39 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดย PBOC ได้ดำเนินการปรับลด RRR จำนวน 2 ครั้งในปี 2566 ซึ่งการปรับลดครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในเดือน ก.ย.ปีที่ผ่านมา
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (22/1) ที่ระดับ 1.0903/05 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (19/1) ที่ระดับ 1.0885/87 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ตามการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ ผลสำรวจพบว่าภาวะตกต่ำในกิจกรรมภาคธุรกิจในยูโรโซนดีขึ้นในเดือนนี้ แต่การปรับตัวดีขึ้นของแนวโน้มในภาคการผลิตถูกหักล้างไปบ้างจากภาคบริการที่แย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์
ทั้งนี้ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) คอมโพสิตชั้นต้นของยูโรโซน ซึ่งรวบรวมข้อมูลโดยเอสแอนด์พี โกลบอล เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 47.9 ในเดือน ม.ค. จาก 47.6 ในเดือน ธ.ค. ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 48.0 แต่ก็ยังคงต่ำกว่าระดับ 50 ที่แบ่งแยกระหว่างการขยายตัวและการหดตัวเป็นเดือนที่ 8 ติดต่อกัน อย่างไรก็ดี ยูโรอ่อนค่าลงหลังจากธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเมื่อวันพฤหัสบดี (25/1) ตามการคาดการณ์ของตลาด โดยเป็นการตรึงอัตราดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งที่ 3
ทั้งนี้ การคงอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากยังคงอยู่ที่ระดับ 4.00% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ที่ระดับ 4.75% ส่วนอัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์อยู่ที่ระดับ 4.50% โดยก่อนหน้านี้ ECB ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 10 ครั้งติดต่อกันรวม 4.5% หลังจากที่ได้เริ่มวงจรปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน ก.ค. 2565 เพื่อสกัดเงินเฟ้อ ขณะที่นักลงทุนให้น้ำหนัก 62% ต่อคาดการณ์ที่ว่า ECB จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือน เม.ย.
อย่างไรก็ดี นายโรเบิร์ต โฮลช์แมนน์ สมาชิกคณะกรรมการควบคุมนโยบายของ ECB ส่งสัญญาณว่า ECB อาจไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ ทั้งนี้ ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0811-1.0932 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (26/1) ที่ระดับ 1.0838/42 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน เปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (22/1) ที่ระดับ 148.11/13 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (19/1) ที่ระดับ 147.98/99 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติคงนโยบายการเงินในการประชุมเมื่อวันที่ 23 ม.ค. ซึ่งรวมถึงการตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำเป็นพิเศษ ที่ระดับ -0.1% และยังคงกำหนดให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นประเภทอายุ 10 ปี เคลื่อนไหวที่ระดับราว 0%
นอกจากนี้ BOJ ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงนโยบายควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (YCC) โดยกำหนดเพดานกรอบบนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีที่ระดับ 1.0% และให้ระดับดังกล่าวเป็นระดับอ้างอิง หรือ “reference point” เพื่อให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวสามารถปรับตัวขึ้นได้อีก และเพื่อสะท้อนถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจได้ดียิ่งขึ้นในการประชุมครั้งนี้ คณะกรรมการ BOJ ได้ปรับลดคาดการณ์แนวโน้มดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่นับรวมราคาในหมวดอาหารสด สำหรับปีงบประมาณ 2567 ลงสู่ระดับ 2.4% จากเดิมที่ระดับ 2.8% แต่ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์แนวโน้มดัชนี Core CPI สำหรับปีงบประมาณ 2568 ขึ้นสู่ระดับ 1.8% จากเดิมที่ระดับ 1.7%
อย่างไรก็ดี ค่าเงินปรับตัวแข็งค่าขึ้นในช่วงกลางสัปดาห์ โดยได้รับแรงหนุนจากอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ญี่ปุ่นประเภทอายุ 10 ปี ที่ปรับตัวขึ้นแตะ 0.74% ในวันพุธ (24/1) ซึ่งถือเป็นจุดสูงสุดรอบ 6 สัปดาห์ โดยนายคาสุโอะ อุเอดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) กล่าวว่า มีโอกาสเพิ่มมากขึ้นทีละน้อยในการที่ BOJ จะบรรลุเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อ และถ้อยแถลงของเขาก็กระตุ้นการคาดการณ์ที่ว่า BOJ อาจจะยุตินโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากเป็นพิเศษในเร็ว ๆ นี้
นอกจากนี้ ค่าเงินเยนยังได้รับแรงหนุนจากตัวเลขยอดส่งออกที่แข็งแกร่งของญี่ปุ่นที่ออกมาในวันพุธ (24/1) ด้วย ทั้งนี้ ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 146.64-148.70 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (26/1) ที่ระดับ 148.07/09 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ