เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชี้นักลงทุนคาดหวังรัฐบาลใหม่มีเสถียรภาพ-นโยบายเศรษฐกิจชัดเจน

04 ก.ย. 2568 | 16:46น.
SET ตลาดหลักทรัทย์

SET ตลาดหลักทรัทย์

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เผยนักลงทุนต่างชาติคุ้นชินกับความผันผวนการเมืองไทย หวังรัฐบาลใหม่เดินหน้านโยบายเศรษฐกิจชัดเจน สร้างเสถียรภาพ หนุน IPO และฟันด์โฟลว์ระยะยาว

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ความไม่แน่นอนทางการเมืองยังคงสร้างความกังวลต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเบิกจ่ายงบประมาณซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจครึ่งปีหลังและต้นปีหน้า

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนส่วนใหญ่คุ้นเคยกับความผันผวนทางการเมืองไทย จึงไม่ได้มองเป็นปัจจัยลบรุนแรง สิ่งที่สำคัญกว่าคือความชัดเจนว่านโยบายเศรษฐกิจที่นำเสนอจะสามารถเกิดขึ้นจริงได้หรือไม่ นักลงทุนจึงคาดหวังว่าจะได้เห็นนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลใหม่ที่มีเสถียรภาพ พร้อมทิศทางเศรษฐกิจชัดเจน เพื่อช่วยเสริมความเชื่อมั่นและดึงดูดเม็ดเงินลงทุน

นายอัสสเดช ระบุว่า หากการโหวตนายกรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ (5 กันยายน) ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ อาจสร้างความผันผวนต่อตลาดทุนในระยะสั้น แต่โครงสร้างเศรษฐกิจจริงและธุรกิจภาคเอกชนยังเดินหน้าต่อไปได้ ขณะที่ ตลท. ยืนยันว่ามีเครื่องมือรองรับความผันผวนและจะเดินหน้าปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานตลาดทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเพิ่มการเข้าถึง และเสริมความน่าสนใจต่อนักลงทุน

นายอัสสเดช กล่าวเพิ่มเติมว่า ครึ่งปีหลังเศรษฐกิจไทยยังต้องการแรงขับเคลื่อนจากการเบิกจ่ายงบประมาณที่มีประสิทธิภาพ พร้อมคาดหวังว่าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่จะเข้าใจบทบาทของตลาดทุนในการเป็นเครื่องมือระดมทุน และสามารถใช้ตลาดทุนสนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐได้อย่างเต็มที่

“สิ่งที่เราต้องการเห็นคือรัฐบาลใหม่ที่มีเสถียรภาพและเข้าใจตลาดทุน เพราะตลาดทุนไม่เพียงแต่เป็นพื้นที่ซื้อขาย แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการออม การลงทุน และการระดมทุนเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวม” นายอัสสเดชกล่าว

ทั้งนี้ ตลท. พร้อมเดินหน้าผลักดันโครงการที่ริเริ่มไว้ก่อนหน้านี้ต่อไป โดยเฉพาะโครงการ Jump+ ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทจดทะเบียนเข้าร่วมแล้วกว่า 35 แห่ง เพื่อสร้างการเติบโตยั่งยืนให้กับบริษัทจดทะเบียนและเศรษฐกิจโดยรวม พร้อมวางแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ในอนาคต เพื่อรองรับธุรกิจเกิดใหม่และดึงดูดเงินลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศ ขณะเดียวกัน โครงการ G-Token และ Bond Connect ยังขึ้นอยู่กับการพิจารณาของรัฐบาลใหม่ ต้องประสานกับกระทรวงการคลังว่าจะมีการเดินหน้าต่อหรือไม่

ด้านการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ ขณะนี้มีบริษัทที่ยื่นไฟลิ่งเพื่อเสนอขายหุ้นใหม่ต่อประชาชน (IPO) แล้ว 18 บริษัท ยังไม่มีรายใดถอนตัว และได้รับการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แล้ว 10 บริษัท ในจำนวนนี้เป็นบริษัทขนาดใหญ่ 2 แห่ง คาดว่าจะทยอยเข้าจดทะเบียนภายในปีนี้หรือต้นปีหน้า หากการเมืองและนโยบายเศรษฐกิจมีความชัดเจนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ต้นปี (YTD) ยังคงติดลบ โดยสาเหตุหลักมาจากเศรษฐกิจไทยที่เติบโตต่ำเพียง 2% เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ขณะเดียวกันตลาดทุนไทยยังพึ่งพาอุตสาหกรรมดั้งเดิมและยังไม่มี “New S-Curve” เด่นชัดเพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ ทำให้นักลงทุนมองว่าผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนยังไม่หลากหลายพอ

นายอัสสเดชย้ำว่า การสร้าง New S-Curve เป็นโจทย์สำคัญในอนาคต แม้ไม่สามารถทำได้ในทันที แต่ตลาดทุนพร้อมมีบทบาทผลักดันธุรกิจใหม่และนวัตกรรม เพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ปัจจัยการเมืองไทยเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น แม้ยังต้องติดตามท่าทีของรัฐบาลใหม่ในการแถลงนโยบาย แต่สถานการณ์คลายความกังวลลง เนื่องจากร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายปี 2569 ได้ผ่านสภาฯ แล้ว ทำให้รัฐบาลใหม่จะมีเครื่องมือทางการคลังสำหรับกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงครึ่งปีหลังยังอยู่ที่ภาคการส่งออก แต่ก็มีข้อดีจากเม็ดเงินงบประมาณที่จะช่วยพยุงเศรษฐกิจ

ด้านกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ยังไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยในเดือนสิงหาคม โดยนักลงทุนต่างชาติยังมองเห็นโอกาสจากขนาดเศรษฐกิจไทยที่ใหญ่ในอาเซียน มูลค่าหุ้น (Valuation) ที่ยังไม่แพงเมื่อเทียบภูมิภาค และศักยภาพการเติบโตของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในหลายอุตสาหกรรม สะท้อนถึงมุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยระยะกลาง-ยาว

อย่างไรก็ตาม ทิศทางตลาดหุ้นไทยเดือนสิงหาคมยังได้รับแรงกดดันจากเงินทุนต่างชาติที่ไหลออกทั้งจากพันธบัตรและหุ้น ท่ามกลางส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยไทย-สหรัฐที่กว้างขึ้น หลังคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 1.50% ต่อปี ส่งผลให้ SET Index ปิดสิ้นเดือนที่ 1,236.61 จุด ลดลงเล็กน้อย 0.5% จากสิ้นเดือนก่อน และตั้งแต่ต้นปี (YTD) ถึงสิ้นสิงหาคม ตลาดยังติดลบ 11.7%

ทั้งนี้ หากพิจารณารายกลุ่มอุตสาหกรรม จะพบว่ามีกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดโดยรวม ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี การเงิน สินค้าอุตสาหกรรม และทรัพยากร ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสนใจของนักลงทุนที่ยังคงมองหาโอกาสลงทุนในกลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพเติบโต

นายศรพล ระบุว่า มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของตลาด SET และ mai รวมกันในเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 50,672 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาภาพรวมตลอด 8 เดือนแรกของปีนี้ มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 43,011 ล้านบาท ลดลง 3.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

ด้านการลงทุนจากต่างประเทศ นักลงทุนต่างชาติกลับมามีสถานะขายสุทธิ 21,816 ล้านบาท หลังจากที่เดือนก่อนหน้าเป็นฝ่ายซื้อสุทธิ ซึ่งปัจจัยนี้ยังคงเป็นแรงกดดันต่อทิศทางตลาดทุนไทย

นอกจากนี้ ในเดือนสิงหาคมยังมีบริษัทใหม่เข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาด mai เพิ่มอีก 1 แห่ง ได้แก่ บริษัท มุกดาหารอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ HANN ซึ่งช่วยเพิ่มความหลากหลายและโอกาสใหม่ให้กับนักลงทุนในตลาดทุนไทย