ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ปรับประมาณการจีดีพีเป็น 1.8% จากเดิม 1.5% หลังส่งออกหดตัวน้อยกว่าคาด-ความคาดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาลใหม่ เกาะติดผลเบิกจ่ายงบประมาณ-ภาษีสหรัฐ ทางตรงและอ้อม คาด กนง.ลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง
นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 มาอยู่ที่ 1.8% จาก 1.5% จากแรงหนุนการเร่งส่งออกไปยังสหรัฐ ก่อนมาตรการภาษีตามมาตรา 232 และภาษีสินค้าอ้อมผ่านประเทศที่สาม (Transshipment) มีผลบังคับใช้ ทั้งนี้ ยังคงมุมมองเศรษฐกิจโลกชะลอตัวจากการค้าโลกชะลอตัวต่อเนื่องในปี 2569

ทั้งนี้ การส่งออกที่ชะลอตัวลงน้อยกว่าที่คาดในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 จากเดิมคาดว่าจะหดตัว -7.4% เหลือขยายตัว 5.7% สะท้อนจากการส่งออกไปยังสหรัฐ ในช่วงครึ่งแรกของปีที่ขยายตัว 30% เทียบปีก่อนที่อยู่ 14-15% ขณะที่การนำเข้าหดตัวน้อยกว่าคาดเช่นกันอยู่ที่ 5% ส่งผลให้ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิคนั้น ลดต่ำลง และมีผลให้เศรษฐกิจเติบโตเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า ยังมีความท้าทายจากผลกระทบทางตรงและทางอ้อมจากภาษีสหรัฐ การท่องเที่ยวที่ชะลอตัว และปัจจัยทางการเมืองที่ยังต้องติดตามเรื่องของการเบิกจ่ายงบประมาณในไตรมาส 4/2568 ซึ่งจะเป็นไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 โดยปกติจะมีการเบิกจ่ายน้อยไม่ถึง 10% โดยที่ผ่านมาการเบิกจ่ายในเดือนมิถุนายน-สิงหาคม 2568 ที่มีการเบิกจ่ายค่อนข้างต่ำ จากปกติเดือนสิงหาคมควรเบิกจ่ายได้ในอัตรา 50-60%
ขณะที่ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระยะที่เหลือของปี 2568 นั้น มองว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1 ครั้งในปีนี้ จากระดับ 1.50% ต่อปี ลงมาอยู่ที่ 1.25% ต่อปี โดยจะมาควบคู่กับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะหน้าของรัฐบาลใหม่
”การปรับประมาณการเศรษฐกิจปี’68 จาก 1.5% เป็น 1.8% มาจากผลของดุลการค้าที่กว้างขึ้นจากการส่งออกที่ดีขึ้น แต่มองไปข้างหน้าปี’69 ตัวหลักคือ ท่องเที่ยว ซึ่งยังต้องหาตัวบูสต์ความเชื่อมั่นนัดท่องเที่ยวจีน และการส่งออกจะกลับเข้าสู่ผลกระทบจริงจากนโยบายภาษี ส่วนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต้องรอดู แต่มองว่าเศรษฐกิจไม่น่าจะโตไปมากกว่าปีนี้“
นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า กลุ่มที่ใช้วัตถุดิบในประเทศน้อยกว่า 50% อาจเสี่ยงโดนภาษี Transshipment ของสหรัฐ ได้แก่ เครื่องจักร เครื่องใช้ไฟฟ้า สิ่งทอ เคมีภัณฑ์ ซึ่งมีสัดส่วนราว 27% ของสินค้าส่งออกไทยไปสหรัฐ
ขณะที่ประเมินว่าอัตราภาษีเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Effective Rate) ของไทยน่าจะอยู่ที่ราว 26% ต่ำกว่ามาเลเซีย แต่สูงกว่าเวียดนามและอินโดนีเซีย โดยไทยมีสัดส่วนสินค้าที่โดนภาษีสูงกว่า 19% เกือบครึ่งหนึ่งของมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐ ทำให้ยังเป็นโจทย์ที่ต้องเร่งดูแลภาคการผลิต เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบลูกโซ่ที่จะมีต่อธุรกิจและแรงงาน
ดร.รุจิพันธ์ อัสสะรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ขยายความผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐ ภายใต้ Section 232 ว่าจะมีผลกระทบต่อไทยชัดเจนมากขึ้น จากปัจจุบันที่มีสินค้าไทยเผชิญประเด็นภาษีดังกล่าวในสัดส่วนเพียง 12.3% ของมูลค่าสินค้าที่สหรัฐ นำเข้าจากไทยทั้งหมด มาที่สัดส่วน 19.5% หลังการประกาศเริ่มเก็บภาษีนำเข้า Semiconductor ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงราวไตรมาส 4 ของปีนี้
ทั้งนี้ Semiconductor เป็นกลุ่มสินค้าที่จะถูกเก็บภาษีสูงถึง 100-300% แม้ว่าในรอบแรก ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มี Semiconductor เป็นส่วนประกอบ เช่น ฮาร์ดดิสก์ และคอมพิวเตอร์ จะยังไม่ถูกเก็บภาษีดังกล่าวก็ตาม ผลกระทบจากการเก็บภาษีข้างต้น คาดว่าจะส่งผลให้มูลค่าการส่งออก Semiconductor ของไทยพลิกจากเติบโตด้วยเลขสองหลักในปีนี้ เป็นการหดตัวลงราว 4.8% ในปี 2569 เนื่องจากตลาดสหรัฐ ครองสัดส่วนส่งออก Semiconductor ไทยสูงถึง 16.2%
นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปี 2568 จากเดิม 1.5% เป็น 1.8% เป็นผลมาจากภาคการส่งออกที่มีการเร่งการส่งออกที่ดีกว่าคาดการณ์ รวมถึงความเชื่อมั่นภายหลังจากมีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของรัฐบาลใหม่ ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่น และคาดหวังจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปีนี้