เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาทองวันนี้ (15 ต.ค. 69) ขยับลง 200 บาท รูปพรรณขายออก 66,550 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (15 ต.ค. 69) ขยับลง 200 บาท รูปพรรณขายออก 66,550 บาท
เปิดเหตุผล ‘เงินเยียวยาน้ำท่วม กทม.’ ได้ไม่เท่ากัน-เงินเข้าช้า ล่าสุดอนุมัติแล้วกว่า 2 แสนราย
News เปิดเหตุผล ‘เงินเยียวยาน้ำท่วม กทม.’ ได้ไม่เท่ากัน-เงินเข้าช้า ล่าสุดอนุมัติแล้วกว่า 2 แสนราย
ฟินโนมีนา ชี้วิกฤตเทขาย AI ลามทั่วโลก ลุ้นประธาน ‘เฟด’ ส่งสัญญาณดอกเบี้ยคืนนี้
Finance ฟินโนมีนา ชี้วิกฤตเทขาย AI ลามทั่วโลก ลุ้นประธาน ‘เฟด’ ส่งสัญญาณดอกเบี้ยคืนนี้
ไทยผนึก WEF ดัน “ข้าวคาร์บอนต่ำ” เชื่อมตลาดโลก ชูดีลซื้อระยะยาว-เงินทุน เพิ่มรายได้ชาวนา
Economic ไทยผนึก WEF ดัน “ข้าวคาร์บอนต่ำ” เชื่อมตลาดโลก ชูดีลซื้อระยะยาว-เงินทุน เพิ่มรายได้ชาวนา
ลูกค้า YAMAHA กิน McDonald’s ฟรี วันนี้ถึง 14 พ.ย. 2569  
Automotive ลูกค้า YAMAHA กิน McDonald’s ฟรี วันนี้ถึง 14 พ.ย. 2569  
SC ทุ่ม 1.1 หมื่นล้านปลุกบางโพ ผุดคอนโดริมน้ำ ดึง “วิน-ตู” พรีเซ็นเตอร์ พรีเซล 17-18 ต.ค.นี้
Real Estate SC ทุ่ม 1.1 หมื่นล้านปลุกบางโพ ผุดคอนโดริมน้ำ ดึง “วิน-ตู” พรีเซ็นเตอร์ พรีเซล 17-18 ต.ค.นี้
กรมชลฯ ระดมเครื่องสูบน้ำ-ผลักดันน้ำ 24 ชม. เร่งระบายน้ำบางปะกง-คลองรังสิต
Economic กรมชลฯ ระดมเครื่องสูบน้ำ-ผลักดันน้ำ 24 ชม. เร่งระบายน้ำบางปะกง-คลองรังสิต
ไทยพีบีเอส แจงดราม่า “นักข่าวพลเมืองไม่ได้ค่าตอบแทน” ยันยึดหลักสร้างพื้นที่สาธารณะ
News ไทยพีบีเอส แจงดราม่า “นักข่าวพลเมืองไม่ได้ค่าตอบแทน” ยันยึดหลักสร้างพื้นที่สาธารณะ
สทนช.เร่งระบายน้ำเจ้าพระยา-บางปะกง ท่วมขังลดแล้ว 922 ล้าน ลบ.ม. คาดคลี่คลายภายใน ต.ค.
Economic สทนช.เร่งระบายน้ำเจ้าพระยา-บางปะกง ท่วมขังลดแล้ว 922 ล้าน ลบ.ม. คาดคลี่คลายภายใน ต.ค.
‘ไทย-สวิส’ ชื่นมื่นดัน 4 ความร่วมมือ มุ่งขยายตลาด EFTA
Politics ‘ไทย-สวิส’ ชื่นมื่นดัน 4 ความร่วมมือ มุ่งขยายตลาด EFTA
ดูทั้งหมด

หุ้นโลกขาขึ้น-ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการ Rebalance พอร์ต

13 ก.ย. 2568 | 11:01น.
ภาพประกอบหุ้นโลก
ผู้เขียน : ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ CEO Jitta Wealth

ตลาดหุ้นโลกยังคงพุ่งทะยานไม่ติดเบรกโดยเฉพาะสหรัฐ ท่ามกลางโลกที่หมุนรอบสภาวะเศรษฐกิจที่คลุมเครือ ขณะที่ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐ จริง ๆ หรือเป็นเพียงภาพลวงตาที่มีวิกฤตจ่อรออยู่ในระยะข้างหน้า ความเสี่ยงภาวะฟองสบู่ในตลาดหุ้นสหรัฐมีโอกาสเกิดมากน้อยแค่ไหน ทำไมตลาดหุ้นยังทำ All Time High ไม่พัก

ผมย้ำเสมอว่า ในโลกการลงทุน ปัจจัยภายนอกเป็นเรื่องที่ไม่มีใครควบคุมได้ แต่ปัจจัยภายใน คือ การจัดพอร์ตเป็นสิ่งที่เราควบคุมได้ครับ เพราะฉะนั้น คำตอบของผมจึงเน้นไปที่เรื่องของการยึดหลักการจัดพอร์ตให้ปลอดภัยรอดทุกสภาวะการณ์

ก่อนจะไปหาคำตอบจัดพอร์ตลงทุน ผมขอมาอัพเดตกระแสหลักของโลกในเวลานี้ก่อนครับ

ตลาดฟันธงเฟดเริ่มเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาลง

โลกกำลังจับตาปัจจัยสำคัญในช่วงนี้ คือ ผลการประชุมดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ในวันที่ 16-17 ก.ย.นี้ พร้อมกับคำถามว่าจะเห็นการลดดอกเบี้ย 0.25% หรือ 0.50% กันแน่ เพราะช่วงที่ผ่านมา “เจอโรม พาวเวลล์” ประธานเฟด ก็ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่ามีความเป็นไปได้ที่จะพิจารณาปรับลดดอกเบี้ยในการประชุมรอบนี้อย่างน้อย ๆ 0.25%

ประเด็นสำคัญที่เป็นปัจจัยสนับสนุนการลดดอกเบี้ยในรอบการประชุมนี้ คือ ตลาดแรงงานที่อ่อนแอ โดยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรในเดือนสิงหาคมมีเพียง 22,000 ตำแหน่ง และตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรตลอด 12 เดือน (สิ้นสุด มี.ค. 2568) ปรับลดลง 9.11 แสนตำแหน่ง หรือเฉลี่ย 7.6 หมื่นตำแหน่ง เพิ่มแรงกดดันให้เฟดลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

สำหรับปัจจัยที่เฟดย้ำให้น้ำหนักมากสุด คือ เงินเฟ้อที่สูงแต่ก็เริ่มมีทิศทางผ่อนคลาย แม้ตัวเลข CPI และเงินเฟ้อหลัก (core inflation) ยังอยู่เหนือเป้าหมาย 2% แต่ไม่มีความร้อนแรงมาก ก็เชื่อว่าเฟดยังต้องจับตาอย่างระมัดระวังอยู่

ปัจจัยด้านเศรษฐกิจสหรัฐ ในปัจจุบันอยู่ในภาวะที่อ่อนแอลง ครึ่งปีหลังการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่มีการชะลอตัว นักเศรษฐศาสตร์หลายคนคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจสหรัฐ อาจเข้าสู่ภาวะถดถอยในช่วงปลายปีนี้ หรือปีหน้า หากปัญหาต่าง ๆ เช่น การชะลอตัวของการจ้างงาน การขาดแคลนแรงงาน และความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าที่รุนแรงขึ้น

อีกปัจจัยเสี่ยงใหญ่ของสหรัฐที่โลกวิตกกังวล คือ กำแพงหนี้สหรัฐที่สูงถึง 36.2 ล้านล้านดอลลาร์ คิดเป็น 122% ของ GDP ถือเป็นประเทศที่มีมูลค่าหนี้สาธารณะมากที่สุดในโลก โดยหนี้ก้อนนี้เกือบ 1 ใน 3 หรือราว 9.2 ล้านล้านดอลลาร์ จะครบกำหนดในปีนี้!

ขณะเดียวกัน ช่วงปี 2566 จนถึงกลางปีนี้ รัฐบาลสหรัฐยังก่อหนี้เพิ่ม 1 ล้านล้านดอลลาร์ในทุกไตรมาส และล่าสุด รัฐบาลสหรัฐมีกฎหมาย One Big Beautiful Bill ที่ครอบคลุมนโยบายภาษีและนโยบายการใช้จ่าย โดยมีเป้าหมายกระตุ้นการลงทุนในประเทศและการเพิ่มงบประมาณ ทำให้สหรัฐอยู่ในจุดที่รอวันระเบิดในระยะข้างหน้า ขณะที่การประมูลพันธบัตรออกใหม่ที่มีผู้ซื้อลดลงจนต้องปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเพื่อจูงใจให้ลงทุน

เสียงความกังวลจาก Ray Dalio ผู้ก่อตั้ง Bridgewater Associates และผู้ที่เคยทำนายวิกฤตการเงินปี 2008 ล่วงหน้า ออกมาเตือนว่าเศรษฐกิจสหรัฐกำลังเผชิญ “หัวใจวายจากหนี้” (Debt-Fueled Heart Attack) ภายในไม่กี่ปีข้างหน้า ค่าเงินดอลลาร์อาจจะเสื่อมค่า ทำให้สินทรัพย์สกุลดอลลาร์ที่จัดชั้นปลอดภัยถูกปรับลดระดับลง เวลานี้จึงเห็นสินทรัพย์ทางเลือกอย่างทองคำและบิทคอยน์พุ่งแรง และเขายังแนะนำให้ปรับพอร์ตหันไปลงทุน 15% ในทองคำ-บิตคอยน์ ป้องกันความเสี่ยงวิกฤตการเงินที่รอวันปะทุ

ท่ามกลางความไม่แน่นอน CME FedWatch Tool บ่งชี้ความเป็นไปได้สูงว่าเฟดจะลดดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนกันยายนนี้ ซึ่งนักลงทุนมั่นใจ 100% ว่าจะลดดอกเบี้ย 0.25% และยังมีโอกาสประมาณ 10% ที่จะลดถึง 0.50% หากข้อมูลเศรษฐกิจอ่อนแอ ซึ่ง “Standard Chartered” ปรับคาดการณ์ว่าเฟดอาจลดดอกเบี้ยถึง 0.50% ในการประชุมนี้

แนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐในระยะข้างหน้าเป็นสิ่งที่โลกจับจ้องอย่างใกล้ชิด เนื่องจากจะส่งผลต่อเนื่องไปยังเม็ดเงินลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ ทั่วโลก เพราะฉะนั้นหากสหรัฐเริ่มเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาลงจริง และฝั่งการเมือง “ทรัมป์” ที่เล่นเกมกดดันข่มขู่ “ปลดประธานเฟด” มาตลอดปีนี้ และเดินเกมรุกประเดิมปลด Lisa Cook กรรมการเฟดเมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

แม้ขณะนี้ศาลสหรัฐสั่งคุ้มครอง Lisa Cook ชั่วคราว แต่หากมีการปลด Lisa Cook ได้จริง ผมมองว่าในปีหน้า น่าจะมีกรรมการเฟดที่ได้รับการแต่งตั้งจากฝั่งทรัมป์ 3 คน ทำให้มีโอกาสที่จะเกิดการลดดอกเบี้ยได้จริง และอาจจะเห็นการลดดอกเบี้ยได้มากกว่า 1 ครั้งในปีนี้หรือปีหน้าครับ

แน่นอนว่า หากสหรัฐเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาลง เราจะเห็นเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) จำนวนมากที่กำลังพักอยู่ในตลาดพันธบัตรสหรัฐ มูลค่า 7 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงที่ผ่านมา จะกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นอีกครั้ง ซึ่งไม่ใช่เข้าแค่ตลาดหุ้นสหรัฐเท่านั้น แต่อาจไหลมาที่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ด้วยครับ

วัดดวง “หุ้นสหรัฐ” ฟองสบู่ หรือกระแส AI หนุนไปต่อ

เมื่อสัญญาณดอกเบี้ยเปลี่ยนทิศ ระบบภูมิทัศน์โลกยังปั่นป่วน ถึงเวลาที่คุณต้องตรวจสุขภาพพอร์ตลงทุนว่าสินทรัพย์ต่าง ๆ ของคุณ ยังอยู่ในสัดส่วนที่ปลอดภัยในทุกสภาวะหรือไม่ครับ

ผมมักแนะนำการจัดพอร์ตแบบ Core & Satellite ด้วยสัดส่วน 80:20 โดยให้ยึดหลักการกระจายลงทุนทั่วโลก (Asset Allocation) โดยพอร์ตหลัก หรือ Core เน้นลงทุนทั่วโลก ประกอบด้วยหุ้นสหรัฐ 50% กลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว 20% และกำลังพัฒนา 10% และพันธบัตร 20% ส่วนพอร์ตรอง หรือ Satellite เน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่กำลังขาขึ้น เช่น หุ้นรายประเทศ หุ้นรายกลุ่มอุตสาหกรรม เมกะเทรนด์ หรือหุ้นรายตัว ทองคำ บิตคอยน์ เป็นต้น

ตลาดหุ้นหลาย ๆ แห่งต่างทำ New High แข่งกันอย่างไม่ลืมหูลืมตา เป็นช่วงเวลาที่ต้องทำการบ้าน Rebalance พอร์ตแล้วครับ โดยเฉพาะคนที่มีหุ้นสหรัฐอยู่ใน Core Port เพราะหนึ่งในตลาดที่ต้องเฝ้าระวังมากขึ้นเวลานี้ก็คือสหรัฐ

ในปีนี้เป็นอีกปีทองที่หุ้นสหรัฐทำ All Time High ไม่หยุด โดยเฉพาะดัชนี S&P 500 ได้ทำ All Time High มาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง โดยดัชนี S&P 500 ทำ New High ปิดที่ 6,304 จุด ส่วนดัชนี Dow Jones ปิดที่ 45,711.56 จุด เมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา และดัชนี Nasdaq ทำ New High ปิดที่ 21,879.49 จุด

ย้อนดูในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา หุ้นสหรัฐขึ้นมา 50% แล้วและปีนี้ปรับขึ้นมาอีกกว่า 10% รวม ๆ 3 ปีขึ้นมาเกือบ 60% ก็อยูในช่วงมีความเสี่ยงเหมือนกัน

แม้แต่นักลงทุนระดับโลก “โฮเวิร์ด มาร์กส์ (Howard Marks)” ผู้ร่วมก่อตั้ง Oaktree Capital Management ก็ออกมาเตือนว่าตลาดหุ้นสหรัฐอาจอยู่ในช่วงเริ่มต้นของฟองสบู่ เพราะทุกวันนี้ผู้คนยังตื่นกระแส AI และพบว่า AI ได้เข้ามาช่วยเพิ่มผลประกอบการให้กับบริษัทจดทะเบียนกับบริษัทที่เกี่ยวข้อง ทั้งการเพิ่มรายได้และลดต้นทุนกับบริษัทต่าง ๆ สะท้อนจากบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ในดัชนี S&P 500 เมื่อไตรมาส 2 ที่ผ่านมากว่า 80% รายงานผลประกอบการที่ดีกว่าคาด

เพราะฉะนั้น โลก AI ยังจะเป็นโมเมนตัมเชิงบวกให้กับหุ้นสหรัฐได้ และโดยภาพรวมการปรับตัวขึ้นของหุ้นสหรัฐก็ยังคงมาจากกลุ่มเทคโนโลยีและบริษัทที่ได้ประโยชน์จากการใช้ AI เป็นสำคัญ ซึ่งหากผลประกอบการที่จะออกมาในปีนี้ยังเติบโตดี ก็จะเป็นแรงส่งให้ตลาดหุ้นสหรัฐไปต่อได้ครับ แต่หากผลออกมาตรงกันข้าม พร้อม ๆ กับสัญญาณเศรษฐกิจที่ไม่สดใส ก็จะเป็นแรงฉุดขาลงได้เช่นกันครับ

ผมจึงแนะนำว่าใครที่ลงทุนหุ้นสหรัฐอยู่ ตอนนี้ไม่ควรจะเสี่ยงเกินตัวแล้ว หมายความว่า ตลาดหุ้นขึ้นมาสูงมาก ถ้าคุณลงทุนอยู่ อาจจะต้องเลือกเฟ้นให้ถูกตัวและไม่ใช้มารจิ้นในการลงทุนและควรพยายามลดความเสี่ยงลงมา

ส่องตลาดหุ้นทั่วโลกแพงหรือถูก เตรียมพร้อม Rebalance

ในตอนนี้ตลาดหุ้นมีสัญญาณฟองสบู่แตกหรือไม่ “มาร์กส์” ระบุว่า “เราไม่มีทางรู้ล่วงหน้าได้แน่ชัด แต่เราต้องเตรียมตัวแล้ว”

ในการประเมินตลาดถูกหรือแพงอยู่โซนไหนบ้าง ผมใช้เครื่องมือ AI ในการช่วยวิเคราะห์ตลาดที่เรียกว่า Market Prediction ช่วยได้ ซึ่งล่าสุด (5 ก.ย.) Market Prediction ของตลาดหุ้นสหรัฐ ชี้ว่าในหุ้น 50 ตัวที่ดีที่สุดของอเมริกาที่ผ่านการวิเคราะห์อัตราการเติบโตของรายได้และกำไรรวมถึงวัฏจักรธุรกิจ มีหุ้นที่ราคาแพงไปแล้วจำนวน 29 ตัว

และหุ้นที่ราคาถูกเพียง 21 ตัว คิดเป็นอัตราส่วนหุ้นถูกต่อหุ้นแพง​ 0.72 เท่า เทียบสิ้นปี 2565 ที่อยู่ที่ 36:14 หรือ 2.57 เท่า หมายความว่า ถ้าใครจะลงทุนในหุ้นสหรัฐ ช่วงนี้คุณจะไม่ได้ประโยชน์จากราคาถูกแล้ว ฉะนั้น คุณต้องเลือกหุ้นที่เติบโตสูงกว่าที่คาดการณ์อย่างเดียวเท่านั้น

ฝั่งตลาดหุ้นเอเชียในช่วงที่ผ่านมาก็ทำสถิติจุดสูงสุดใหม่เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้นจีนที่ปรับขึ้นมาสูงสุดในรอบ 10 ปี นำโดยดัชนี CSI และดัชนีฮั่งเส็งของฮ่องกง ส่วนตลาดหุ้นเวียดนามพุ่งขึ้นร้อนแรงทำ New High ในรอบ 3 ปี เช่นกัน ส่วนหุ้นญี่ปุ่นก็ปรับตัวขึ้นแรงเช่นกัน เราดูข้อมูลผ่าน Market Prediction ของตลาดเอเชียได้ว่า ตลาดไหนมีหุ้นแพงหรือถูกมากกว่ากันครับ ล่าสุด 5 ก.ย. 2568 อัตราส่วนหุ้นถูกต่อหุ้นแพงในประเทศต่าง ๆ ดังนี้

  • ตลาดหุ้นญี่ปุ่น มีหุ้นถูก 22 ตัว และหุ้นแพงจำนวน 28 ตัว คิดเป็น 1.27 เท่า
  • ตลาดหุ้นจีน มีหุ้นถูก 43 ตัว และหุ้นแพงจำนวน 7 ตัว คิดเป็น 6.14 เท่า
  • ตลาดหุ้นฮ่องกง มีหุ้นถูก 39 ตัว และหุ้นแพงจำนวน 11 ตัว คิดเป็น
  • ตลาดหุ้นเวียดนาม มีหุ้นถูก 20 ตัว และหุ้นแพงจำนวน 30 ตัว คิดเป็น 0.67 เท่า

จัดพอร์ตทำกำไรหุ้นสหรัฐ คว้าโอกาสลงทุนหุ้นจีน-เวียดนาม

คนที่ Core Port ถือหุ้นอเมริกาอยู่และมีสัดส่วนสูงเกิน 50% แนะนำให้ทำกำไรเพื่อค่อย ๆ ลดพอร์ตหุ้นอเมริกาในยามที่ตลาดหุ้นขาขึ้น และนำเงินไปลงทุนในพันธบัตรสหรัฐแทน โดยรวมพยายามรักษาสัดส่วน Core Port ไว้ที่ 80% ส่วนคนที่ยังไม่มีหุ้นสหรัฐ แนะนำให้รอจังหวะตลาดหุ้นอเมริกาปรับตัวลงจึงเข้าลงทุน เนื่องจากสหรัฐเป็นเบอร์หนึ่งของโลกที่ยังทรงอิทธิพลในเศรษฐกิจโลก ดังนั้น ควรมีติดพอร์ตไว้เพื่อเติบโตไปกับเศรษฐกิจสหรัฐครับ

สำหรับพอร์ตรอง (Satellite) ผมยังคงคำแนะนำ “หุ้นจีน” อยู่เหมือนเดิม ด้วย Market Prediction ที่ยังมีหุ้นถูกต่อหุ้นแพงสูงถึง 6.14 เท่า และหากดูดัชนี CSI 300 ของจีนที่ปรับตัวขึ้นในปีที่แล้ว 14.7% และปีนี้ก็ยังทำ New High ต่อ ส่วนดัชนีฮั่งเส็งปรับตัวขึ้น 17.7% และปีนี้ (YtD) ปรับขึ้นอีก 20% แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจีนยังไม่ฟื้นตัวดีและรัฐบาลน่าจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกครั้ง แต่ตลาดหุ้นวิ่งนำหน้าไปแล้ว สะท้อนตลาดหุ้นจีนได้ผ่านจุดต่ำสุดและพร้อมพุ่งไปข้างหน้าแล้ว

ผมประเมินว่า จีนกำลังรอดูทิศทางการลดดอกเบี้ยของเฟดในเดือนนี้ และรัฐบาลจีนน่าจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศเพื่อรองรับผลกระทบจากภาษีทรัมป์ รวมถึงการปรับลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นสภาพคล่องอีกครั้ง ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันให้ตลาดหุ้นจีนและฮ่องกงโตต่อไปได้ ประกอบกับเป็นช่วงใกล้วันชาติของจีน (1 ต.ค.) ซึ่งเป็นเทศกาล Golden Week หากจำกันได้ ในวันชาติจีนปีที่แล้ว รัฐบาลจีนมีเซอร์ไพร์สตลาดด้วยแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่ สำหรับในปีนี้คงต้องเฝ้าติดตามกันอย่างใกล้ชิดต่อไป

ด้านตลาดหุ้นฮ่องกงได้ปรับตัวพุ่งแรง 2-3 เท่าของดัชนี CSI 300 เนื่องจาก Fund Flow ที่ไหลเข้าตลาดหุ้นฮ่องกงได้เร็วและง่ายกว่า และยังมีหุ้นถูกมากกว่าหุ้นแพงถึง 3.55 เท่า ซึ่งการที่หุ้นจีน A-Share ยังปรับตัวขึ้นมาได้ช้ากว่าตลาดหุ้นฮ่องกง ผมมองว่านี่คือโอกาสในการลงทุนหุ้นจีน A-Share สำหรับการถือยาวๆ ได้ครับ

เพราะปัจจุบันจีนเน้นหนักเรื่องสร้างเศรษฐกิจพึ่งพาตัวเองเน้นการเติบโตเชิงคุณภาพ โดยตั้งเป้าหมายหลัก GDP เติบโตปีละ 5% โดยเฉพาะเน้นการอุปโภคบริโภคในประเทศ ซึ่งล่าสุดจีนพยายามสนับสนุนให้บริษัทจีนพัฒนาชิปและเซมิคอนดักเตอร์ขึ้นมาเอง หลังจากที่ถูกอเมริกากีดกันเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นในระยะยาวผมก็ยังมองว่าจีนก็ยังมีศักยภาพที่จะเจริญเติบโตได้ต่อไป

ในส่วนของตลาดหุ้นเวียดนามเป็นอีกตลาดที่น่าสนใจ เนื่องจากตลาดหุ้นกำลังจะถูกยกระดับจากตลาดชายขอบ (Frontier Market) ขึ้นมาเป็นตลาดเกิดใหม่ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อนักลงทุนต่างชาติที่จะเพิ่มน้ำหนักลงทุนในระยะข้างหน้า

แต่อย่างไรก็ตาม ช่วงที่ผ่านมาเริ่มมี Fund Flow ไหลเข้าไปลงทุนเก็งกำไรล่วงหน้าแล้ว ประกอบกับรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนให้คนเวียดนามลงทุนในตลาดหุ้น ทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นมาแรงจากสภาวะการเก็งกำไร ภาพในระยะสั้นมีความเสี่ยงเรื่องของการใช้บัญชีมาร์จิ้นที่อยู่ระดับสูง

แต่หากมองในระยะยาว ตลาดหุ้นเวียดนามยังอยู่ในระดับสมเหตุสมผลที่จะลงทุน เนื่องจากเศรษฐกิจยังเติบโตสูงในกลุ่มอาเซียน โดยปีนี้ตั้งเป้าหมาย GDP เติบโตราว 8% โดยมีแรงขับเคลื่อนจากภาคส่งออกเป็นหลักแม้จะได้รับผลกระทบจากภาษีทรัมป์ก็ตาม และยังมีภาคการอุปโภคบริโภคในประเทศที่ยังขยายตัว ตลาดหุ้นเวียดนามยังน่าจะพอไปต่อได้

สำหรับตลาดหุ้นไทยซึ่งปีนี้ได้ปรับขึ้นมาราว 20% จากจุดต่ำสุด ปัจจัยหลักมาจาก Valuation ที่ถูกมากหลังจากที่ซึมเซามาหลายปี โดยพบว่า P/BV ลดลงมาต่ำกว่า 1 เท่าแล้ว สะท้อนว่าหุ้นปรับตัวขึ้นจาก Valuation ที่ถูกมากจริง ๆ ส่วนตลาดหุ้นไทยจะไปต่อได้หรือไม่ ปัจจัยที่จะส่งให้ไปต่อได้เป็นเรื่องของการเติบโตทางเศรษฐกิจและการเติบโตของผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน รวมถึงทิศทางการเมืองไทย

ซึ่งล่าสุดรัฐบาลใหม่ที่เพิ่งจัดตั้งมีอายุ 4 เดือนจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากหรือน้อย จะเป็นปัจจัยเชิงบวกต่อตลาดหุ้น แต่ในทิศทางตรงกันข้าม หากมีเหตุการณ์ที่พลิกจนทำให้ประเทศไทยต้องกลับมา Reset ใหม่ ก็จะกดดันตลาดหุ้นไทยได้เช่นกันครับ

ผมมองว่า หากจะลงทุนตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้ ควรจะเป็นหุ้น defensive แนะนำหุ้นรายตัวที่ธุรกิจเป็นผู้นำเบอร์ 1 หรือเบอร์ 2 ของอุตสาหกรรมและมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลราว 4-5% ซึ่งสามารถหาหุ้นรายตัวดี ๆ ใน Jitta.com ได้ครับ

แต่ถ้าใครอยากลงทุนหุ้น Growth Stock แนะนำออกไปลงทุนในต่างประเทศจะเหมาะสมกว่า

การจัดสัดส่วนลงทุนในพอร์ตรอง ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นลงทุนในตลาดหุ้นที่กำลังขาขึ้นหรือมีโอกาสทำกำไรสูงนำโดยตลาดหุ้นจีน ที่มีขนาดเศรษฐกิจเป็นเบอร์ 2 รองจากสหรัฐ แนะนำให้มีติดพอร์ตไว้ราว 5-10% เพราะไม่ว่าจีนจะแซงหน้าสหรัฐได้หรือไม่ ทั้งสองประเทศนี้ก็ยังติดอันดับพี่ใหญ่ของโลกที่ทรงอิทธิพลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลก

แต่บางคนบอกยังไม่อยากลงทุนจีนและยังอยากลงทุนหุ้นอเมริกาอยู่ ซึ่งในพอร์ตหลักมีน้ำหนักหุ้นอเมริกาเต็มแล้ว ผมแนะนำให้ลงทุนในพอร์ตรองแทน โดยเลือกเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมใส่ในพอร์ตรองนี้ โดยเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์จาก AI ขั้นปลายน้ำ เนื่องจากกลุ่มเซมิคอนดัคเตอร์ หรือบริการคลาวด์ ได้ปรับตัวขึ้นมาสูงแล้ว

เพราะฉะนั้นถ้าลงทุนในธุรกิจที่เป็นปลายน้ำ ธุรกิจให้บริการ Software หรือบริการแพลตฟอร์ตต่าง ๆ แก่บริษัทอื่นมาใช้ AI ของตัวเอง เพื่อช่วยลดต้นทุนให้แก่ธุรกิจบริษัท ปัจจุบันหุ้นในกลุ่มบริษัทที่อยู่ปลายน้ำ พบว่าราคาหุ้นกลุ่มนี้ยังปรับตัวขึ้นไม่สูง และผลประกอบการออกมาเติบโตค่อนข้างดี ผมมองว่าคุณยังเลือกลงทุนหุ้นรายกลุ่มได้ครับ

ผมหวังว่า คุณจะทำการสำรวจพอร์ตลงทุนของตัวเองในแบบที่ตัวเองยังนอนหลับได้สบายใจ แต่ถ้ามาดูพอร์ตแล้วไม่สบายใจหรือเมื่อเจอข่าวลบจากคุณทรัมป์จนทำให้พอร์ตร่วง 20% แสดงว่าสินทรัพย์ที่ลงทุนในพอร์ตไม่เหมาะกับความเสี่ยงที่คุณรับได้ในตอนนี้แล้ว ดังนั้น ควรหันมาพยายามจัดพอร์ตให้ดี ด้วยการกระจายการลงทุนและหากกลัวมากจริง ๆ แนะนำให้ลดหุ้นและเพิ่มน้ำหนักมาถือพันธบัตรสหรัฐไว้ก่อนเพราะอย่างน้อยยังให้ผลตอบแทนราว 4% หรือพันธบัตรไทยที่ให้ผลตอบแทนราว 2-3%

ผมขอย้ำว่า คุณไม่จำเป็นต้องรีบเข้าลงทุนหุ้นในช่วงขาขึ้นเลยครับ เพราะจริง ๆ ตลาดหุ้นมันมีโอกาสเข้ามาเรื่อย ๆ ถ้าคุณจะลงทุนระยะยาว 10-20 ปี โอกาสมีเข้ามาอยู่แล้ว ถ้าตลาดโดยรวมมีความเสี่ยงสูง ขอให้ลดสถานะของสินทรัพย์นั้นลงมา และเมื่อมีโอกาสย้อนกลับมาเรากลับเข้าไปลงทุนได้เสมอ

หลักการบริหารพอร์ตให้รอดปลอดภัย คุณต้องพยายามดูแลพอร์ตและจัดการความเสี่ยงให้ดี เมื่อไหร่ที่รู้สึกว่ามันเสี่ยงมากเกินไป แสดงว่ายังกระจายความเสี่ยงหรือควบคุมความเสี่ยงได้ไม่ดีพอ ก็ควรรีบไปจัดการให้เหมาะสมครับ

“Peter Lynch” กล่าวไว้ว่า “เวลาที่ดีที่สุดในการซื้อหุ้น คือ เวลาเราหาเหตุผลที่ดีที่สุดได้ และเวลาที่ขายหุ้น คือ เวลาที่เหตุผลนั้นได้หมดไปแล้ว” พูดง่าย ๆ ก็คือ เมื่อซื้อเป็นก็ต้องขายเป็น เมื่อลงทุนในระยะยาวแล้วไม่เกิดผลตามเป้าหมาย คุณก็ต้องกล้าตัดสินใจตัดขาดทุนครับ

แต่สิ่งสำคัญสุด คุณต้องศึกษาหาความรู้และข้อมูลเชิงลึกในแต่ละสินทรัพย์ที่จะลงทุนรวมถึงการดูสถิติย้อนหลังของวัฏจักรขาขึ้นขาลงด้วยครับ

เมื่อต้องอยู่ในโลกแห่งความผันผวนสูง ซึ่งไม่มีใครควบคุมได้แต่สิ่งที่ควบคุมได้ คือ ‘หลักการลงทุนที่ถูกต้อง’ ชนะชัยไปกว่าครึ่ง พอร์ตเติบโตถึงเป้าหมายแแน่นอน ขอให้ประสบความสำเร็จครับ