หุ้นโลกขาขึ้น-ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการ Rebalance พอร์ต
ภาพประกอบหุ้นโลก
ผู้เขียน : ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ CEO Jitta Wealth
ตลาดหุ้นโลกยังคงพุ่งทะยานไม่ติดเบรกโดยเฉพาะสหรัฐ ท่ามกลางโลกที่หมุนรอบสภาวะเศรษฐกิจที่คลุมเครือ ขณะที่ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐ จริง ๆ หรือเป็นเพียงภาพลวงตาที่มีวิกฤตจ่อรออยู่ในระยะข้างหน้า ความเสี่ยงภาวะฟองสบู่ในตลาดหุ้นสหรัฐมีโอกาสเกิดมากน้อยแค่ไหน ทำไมตลาดหุ้นยังทำ All Time High ไม่พัก
ผมย้ำเสมอว่า ในโลกการลงทุน ปัจจัยภายนอกเป็นเรื่องที่ไม่มีใครควบคุมได้ แต่ปัจจัยภายใน คือ การจัดพอร์ตเป็นสิ่งที่เราควบคุมได้ครับ เพราะฉะนั้น คำตอบของผมจึงเน้นไปที่เรื่องของการยึดหลักการจัดพอร์ตให้ปลอดภัยรอดทุกสภาวะการณ์
ก่อนจะไปหาคำตอบจัดพอร์ตลงทุน ผมขอมาอัพเดตกระแสหลักของโลกในเวลานี้ก่อนครับ
ตลาดฟันธงเฟดเริ่มเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาลง
โลกกำลังจับตาปัจจัยสำคัญในช่วงนี้ คือ ผลการประชุมดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ในวันที่ 16-17 ก.ย.นี้ พร้อมกับคำถามว่าจะเห็นการลดดอกเบี้ย 0.25% หรือ 0.50% กันแน่ เพราะช่วงที่ผ่านมา “เจอโรม พาวเวลล์” ประธานเฟด ก็ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่ามีความเป็นไปได้ที่จะพิจารณาปรับลดดอกเบี้ยในการประชุมรอบนี้อย่างน้อย ๆ 0.25%
ประเด็นสำคัญที่เป็นปัจจัยสนับสนุนการลดดอกเบี้ยในรอบการประชุมนี้ คือ ตลาดแรงงานที่อ่อนแอ โดยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรในเดือนสิงหาคมมีเพียง 22,000 ตำแหน่ง และตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรตลอด 12 เดือน (สิ้นสุด มี.ค. 2568) ปรับลดลง 9.11 แสนตำแหน่ง หรือเฉลี่ย 7.6 หมื่นตำแหน่ง เพิ่มแรงกดดันให้เฟดลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
สำหรับปัจจัยที่เฟดย้ำให้น้ำหนักมากสุด คือ เงินเฟ้อที่สูงแต่ก็เริ่มมีทิศทางผ่อนคลาย แม้ตัวเลข CPI และเงินเฟ้อหลัก (core inflation) ยังอยู่เหนือเป้าหมาย 2% แต่ไม่มีความร้อนแรงมาก ก็เชื่อว่าเฟดยังต้องจับตาอย่างระมัดระวังอยู่
ปัจจัยด้านเศรษฐกิจสหรัฐ ในปัจจุบันอยู่ในภาวะที่อ่อนแอลง ครึ่งปีหลังการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่มีการชะลอตัว นักเศรษฐศาสตร์หลายคนคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจสหรัฐ อาจเข้าสู่ภาวะถดถอยในช่วงปลายปีนี้ หรือปีหน้า หากปัญหาต่าง ๆ เช่น การชะลอตัวของการจ้างงาน การขาดแคลนแรงงาน และความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าที่รุนแรงขึ้น
อีกปัจจัยเสี่ยงใหญ่ของสหรัฐที่โลกวิตกกังวล คือ กำแพงหนี้สหรัฐที่สูงถึง 36.2 ล้านล้านดอลลาร์ คิดเป็น 122% ของ GDP ถือเป็นประเทศที่มีมูลค่าหนี้สาธารณะมากที่สุดในโลก โดยหนี้ก้อนนี้เกือบ 1 ใน 3 หรือราว 9.2 ล้านล้านดอลลาร์ จะครบกำหนดในปีนี้!
ขณะเดียวกัน ช่วงปี 2566 จนถึงกลางปีนี้ รัฐบาลสหรัฐยังก่อหนี้เพิ่ม 1 ล้านล้านดอลลาร์ในทุกไตรมาส และล่าสุด รัฐบาลสหรัฐมีกฎหมาย One Big Beautiful Bill ที่ครอบคลุมนโยบายภาษีและนโยบายการใช้จ่าย โดยมีเป้าหมายกระตุ้นการลงทุนในประเทศและการเพิ่มงบประมาณ ทำให้สหรัฐอยู่ในจุดที่รอวันระเบิดในระยะข้างหน้า ขณะที่การประมูลพันธบัตรออกใหม่ที่มีผู้ซื้อลดลงจนต้องปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเพื่อจูงใจให้ลงทุน
เสียงความกังวลจาก Ray Dalio ผู้ก่อตั้ง Bridgewater Associates และผู้ที่เคยทำนายวิกฤตการเงินปี 2008 ล่วงหน้า ออกมาเตือนว่าเศรษฐกิจสหรัฐกำลังเผชิญ “หัวใจวายจากหนี้” (Debt-Fueled Heart Attack) ภายในไม่กี่ปีข้างหน้า ค่าเงินดอลลาร์อาจจะเสื่อมค่า ทำให้สินทรัพย์สกุลดอลลาร์ที่จัดชั้นปลอดภัยถูกปรับลดระดับลง เวลานี้จึงเห็นสินทรัพย์ทางเลือกอย่างทองคำและบิทคอยน์พุ่งแรง และเขายังแนะนำให้ปรับพอร์ตหันไปลงทุน 15% ในทองคำ-บิตคอยน์ ป้องกันความเสี่ยงวิกฤตการเงินที่รอวันปะทุ
ท่ามกลางความไม่แน่นอน CME FedWatch Tool บ่งชี้ความเป็นไปได้สูงว่าเฟดจะลดดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนกันยายนนี้ ซึ่งนักลงทุนมั่นใจ 100% ว่าจะลดดอกเบี้ย 0.25% และยังมีโอกาสประมาณ 10% ที่จะลดถึง 0.50% หากข้อมูลเศรษฐกิจอ่อนแอ ซึ่ง “Standard Chartered” ปรับคาดการณ์ว่าเฟดอาจลดดอกเบี้ยถึง 0.50% ในการประชุมนี้
แนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐในระยะข้างหน้าเป็นสิ่งที่โลกจับจ้องอย่างใกล้ชิด เนื่องจากจะส่งผลต่อเนื่องไปยังเม็ดเงินลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ ทั่วโลก เพราะฉะนั้นหากสหรัฐเริ่มเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาลงจริง และฝั่งการเมือง “ทรัมป์” ที่เล่นเกมกดดันข่มขู่ “ปลดประธานเฟด” มาตลอดปีนี้ และเดินเกมรุกประเดิมปลด Lisa Cook กรรมการเฟดเมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
แม้ขณะนี้ศาลสหรัฐสั่งคุ้มครอง Lisa Cook ชั่วคราว แต่หากมีการปลด Lisa Cook ได้จริง ผมมองว่าในปีหน้า น่าจะมีกรรมการเฟดที่ได้รับการแต่งตั้งจากฝั่งทรัมป์ 3 คน ทำให้มีโอกาสที่จะเกิดการลดดอกเบี้ยได้จริง และอาจจะเห็นการลดดอกเบี้ยได้มากกว่า 1 ครั้งในปีนี้หรือปีหน้าครับ
แน่นอนว่า หากสหรัฐเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาลง เราจะเห็นเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) จำนวนมากที่กำลังพักอยู่ในตลาดพันธบัตรสหรัฐ มูลค่า 7 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงที่ผ่านมา จะกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นอีกครั้ง ซึ่งไม่ใช่เข้าแค่ตลาดหุ้นสหรัฐเท่านั้น แต่อาจไหลมาที่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ด้วยครับ
วัดดวง “หุ้นสหรัฐ” ฟองสบู่ หรือกระแส AI หนุนไปต่อ
เมื่อสัญญาณดอกเบี้ยเปลี่ยนทิศ ระบบภูมิทัศน์โลกยังปั่นป่วน ถึงเวลาที่คุณต้องตรวจสุขภาพพอร์ตลงทุนว่าสินทรัพย์ต่าง ๆ ของคุณ ยังอยู่ในสัดส่วนที่ปลอดภัยในทุกสภาวะหรือไม่ครับ
ผมมักแนะนำการจัดพอร์ตแบบ Core & Satellite ด้วยสัดส่วน 80:20 โดยให้ยึดหลักการกระจายลงทุนทั่วโลก (Asset Allocation) โดยพอร์ตหลัก หรือ Core เน้นลงทุนทั่วโลก ประกอบด้วยหุ้นสหรัฐ 50% กลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว 20% และกำลังพัฒนา 10% และพันธบัตร 20% ส่วนพอร์ตรอง หรือ Satellite เน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่กำลังขาขึ้น เช่น หุ้นรายประเทศ หุ้นรายกลุ่มอุตสาหกรรม เมกะเทรนด์ หรือหุ้นรายตัว ทองคำ บิตคอยน์ เป็นต้น
ตลาดหุ้นหลาย ๆ แห่งต่างทำ New High แข่งกันอย่างไม่ลืมหูลืมตา เป็นช่วงเวลาที่ต้องทำการบ้าน Rebalance พอร์ตแล้วครับ โดยเฉพาะคนที่มีหุ้นสหรัฐอยู่ใน Core Port เพราะหนึ่งในตลาดที่ต้องเฝ้าระวังมากขึ้นเวลานี้ก็คือสหรัฐ
ในปีนี้เป็นอีกปีทองที่หุ้นสหรัฐทำ All Time High ไม่หยุด โดยเฉพาะดัชนี S&P 500 ได้ทำ All Time High มาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง โดยดัชนี S&P 500 ทำ New High ปิดที่ 6,304 จุด ส่วนดัชนี Dow Jones ปิดที่ 45,711.56 จุด เมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา และดัชนี Nasdaq ทำ New High ปิดที่ 21,879.49 จุด
ย้อนดูในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา หุ้นสหรัฐขึ้นมา 50% แล้วและปีนี้ปรับขึ้นมาอีกกว่า 10% รวม ๆ 3 ปีขึ้นมาเกือบ 60% ก็อยูในช่วงมีความเสี่ยงเหมือนกัน
แม้แต่นักลงทุนระดับโลก “โฮเวิร์ด มาร์กส์ (Howard Marks)” ผู้ร่วมก่อตั้ง Oaktree Capital Management ก็ออกมาเตือนว่าตลาดหุ้นสหรัฐอาจอยู่ในช่วงเริ่มต้นของฟองสบู่ เพราะทุกวันนี้ผู้คนยังตื่นกระแส AI และพบว่า AI ได้เข้ามาช่วยเพิ่มผลประกอบการให้กับบริษัทจดทะเบียนกับบริษัทที่เกี่ยวข้อง ทั้งการเพิ่มรายได้และลดต้นทุนกับบริษัทต่าง ๆ สะท้อนจากบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ในดัชนี S&P 500 เมื่อไตรมาส 2 ที่ผ่านมากว่า 80% รายงานผลประกอบการที่ดีกว่าคาด
เพราะฉะนั้น โลก AI ยังจะเป็นโมเมนตัมเชิงบวกให้กับหุ้นสหรัฐได้ และโดยภาพรวมการปรับตัวขึ้นของหุ้นสหรัฐก็ยังคงมาจากกลุ่มเทคโนโลยีและบริษัทที่ได้ประโยชน์จากการใช้ AI เป็นสำคัญ ซึ่งหากผลประกอบการที่จะออกมาในปีนี้ยังเติบโตดี ก็จะเป็นแรงส่งให้ตลาดหุ้นสหรัฐไปต่อได้ครับ แต่หากผลออกมาตรงกันข้าม พร้อม ๆ กับสัญญาณเศรษฐกิจที่ไม่สดใส ก็จะเป็นแรงฉุดขาลงได้เช่นกันครับ
ผมจึงแนะนำว่าใครที่ลงทุนหุ้นสหรัฐอยู่ ตอนนี้ไม่ควรจะเสี่ยงเกินตัวแล้ว หมายความว่า ตลาดหุ้นขึ้นมาสูงมาก ถ้าคุณลงทุนอยู่ อาจจะต้องเลือกเฟ้นให้ถูกตัวและไม่ใช้มารจิ้นในการลงทุนและควรพยายามลดความเสี่ยงลงมา
ส่องตลาดหุ้นทั่วโลกแพงหรือถูก เตรียมพร้อม Rebalance
ในตอนนี้ตลาดหุ้นมีสัญญาณฟองสบู่แตกหรือไม่ “มาร์กส์” ระบุว่า “เราไม่มีทางรู้ล่วงหน้าได้แน่ชัด แต่เราต้องเตรียมตัวแล้ว”
ในการประเมินตลาดถูกหรือแพงอยู่โซนไหนบ้าง ผมใช้เครื่องมือ AI ในการช่วยวิเคราะห์ตลาดที่เรียกว่า Market Prediction ช่วยได้ ซึ่งล่าสุด (5 ก.ย.) Market Prediction ของตลาดหุ้นสหรัฐ ชี้ว่าในหุ้น 50 ตัวที่ดีที่สุดของอเมริกาที่ผ่านการวิเคราะห์อัตราการเติบโตของรายได้และกำไรรวมถึงวัฏจักรธุรกิจ มีหุ้นที่ราคาแพงไปแล้วจำนวน 29 ตัว
และหุ้นที่ราคาถูกเพียง 21 ตัว คิดเป็นอัตราส่วนหุ้นถูกต่อหุ้นแพง 0.72 เท่า เทียบสิ้นปี 2565 ที่อยู่ที่ 36:14 หรือ 2.57 เท่า หมายความว่า ถ้าใครจะลงทุนในหุ้นสหรัฐ ช่วงนี้คุณจะไม่ได้ประโยชน์จากราคาถูกแล้ว ฉะนั้น คุณต้องเลือกหุ้นที่เติบโตสูงกว่าที่คาดการณ์อย่างเดียวเท่านั้น
ฝั่งตลาดหุ้นเอเชียในช่วงที่ผ่านมาก็ทำสถิติจุดสูงสุดใหม่เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้นจีนที่ปรับขึ้นมาสูงสุดในรอบ 10 ปี นำโดยดัชนี CSI และดัชนีฮั่งเส็งของฮ่องกง ส่วนตลาดหุ้นเวียดนามพุ่งขึ้นร้อนแรงทำ New High ในรอบ 3 ปี เช่นกัน ส่วนหุ้นญี่ปุ่นก็ปรับตัวขึ้นแรงเช่นกัน เราดูข้อมูลผ่าน Market Prediction ของตลาดเอเชียได้ว่า ตลาดไหนมีหุ้นแพงหรือถูกมากกว่ากันครับ ล่าสุด 5 ก.ย. 2568 อัตราส่วนหุ้นถูกต่อหุ้นแพงในประเทศต่าง ๆ ดังนี้
- ตลาดหุ้นญี่ปุ่น มีหุ้นถูก 22 ตัว และหุ้นแพงจำนวน 28 ตัว คิดเป็น 1.27 เท่า
- ตลาดหุ้นจีน มีหุ้นถูก 43 ตัว และหุ้นแพงจำนวน 7 ตัว คิดเป็น 6.14 เท่า
- ตลาดหุ้นฮ่องกง มีหุ้นถูก 39 ตัว และหุ้นแพงจำนวน 11 ตัว คิดเป็น
- ตลาดหุ้นเวียดนาม มีหุ้นถูก 20 ตัว และหุ้นแพงจำนวน 30 ตัว คิดเป็น 0.67 เท่า
จัดพอร์ตทำกำไรหุ้นสหรัฐ คว้าโอกาสลงทุนหุ้นจีน-เวียดนาม
คนที่ Core Port ถือหุ้นอเมริกาอยู่และมีสัดส่วนสูงเกิน 50% แนะนำให้ทำกำไรเพื่อค่อย ๆ ลดพอร์ตหุ้นอเมริกาในยามที่ตลาดหุ้นขาขึ้น และนำเงินไปลงทุนในพันธบัตรสหรัฐแทน โดยรวมพยายามรักษาสัดส่วน Core Port ไว้ที่ 80% ส่วนคนที่ยังไม่มีหุ้นสหรัฐ แนะนำให้รอจังหวะตลาดหุ้นอเมริกาปรับตัวลงจึงเข้าลงทุน เนื่องจากสหรัฐเป็นเบอร์หนึ่งของโลกที่ยังทรงอิทธิพลในเศรษฐกิจโลก ดังนั้น ควรมีติดพอร์ตไว้เพื่อเติบโตไปกับเศรษฐกิจสหรัฐครับ
สำหรับพอร์ตรอง (Satellite) ผมยังคงคำแนะนำ “หุ้นจีน” อยู่เหมือนเดิม ด้วย Market Prediction ที่ยังมีหุ้นถูกต่อหุ้นแพงสูงถึง 6.14 เท่า และหากดูดัชนี CSI 300 ของจีนที่ปรับตัวขึ้นในปีที่แล้ว 14.7% และปีนี้ก็ยังทำ New High ต่อ ส่วนดัชนีฮั่งเส็งปรับตัวขึ้น 17.7% และปีนี้ (YtD) ปรับขึ้นอีก 20% แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจีนยังไม่ฟื้นตัวดีและรัฐบาลน่าจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกครั้ง แต่ตลาดหุ้นวิ่งนำหน้าไปแล้ว สะท้อนตลาดหุ้นจีนได้ผ่านจุดต่ำสุดและพร้อมพุ่งไปข้างหน้าแล้ว
ผมประเมินว่า จีนกำลังรอดูทิศทางการลดดอกเบี้ยของเฟดในเดือนนี้ และรัฐบาลจีนน่าจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศเพื่อรองรับผลกระทบจากภาษีทรัมป์ รวมถึงการปรับลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นสภาพคล่องอีกครั้ง ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันให้ตลาดหุ้นจีนและฮ่องกงโตต่อไปได้ ประกอบกับเป็นช่วงใกล้วันชาติของจีน (1 ต.ค.) ซึ่งเป็นเทศกาล Golden Week หากจำกันได้ ในวันชาติจีนปีที่แล้ว รัฐบาลจีนมีเซอร์ไพร์สตลาดด้วยแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่ สำหรับในปีนี้คงต้องเฝ้าติดตามกันอย่างใกล้ชิดต่อไป
ด้านตลาดหุ้นฮ่องกงได้ปรับตัวพุ่งแรง 2-3 เท่าของดัชนี CSI 300 เนื่องจาก Fund Flow ที่ไหลเข้าตลาดหุ้นฮ่องกงได้เร็วและง่ายกว่า และยังมีหุ้นถูกมากกว่าหุ้นแพงถึง 3.55 เท่า ซึ่งการที่หุ้นจีน A-Share ยังปรับตัวขึ้นมาได้ช้ากว่าตลาดหุ้นฮ่องกง ผมมองว่านี่คือโอกาสในการลงทุนหุ้นจีน A-Share สำหรับการถือยาวๆ ได้ครับ
เพราะปัจจุบันจีนเน้นหนักเรื่องสร้างเศรษฐกิจพึ่งพาตัวเองเน้นการเติบโตเชิงคุณภาพ โดยตั้งเป้าหมายหลัก GDP เติบโตปีละ 5% โดยเฉพาะเน้นการอุปโภคบริโภคในประเทศ ซึ่งล่าสุดจีนพยายามสนับสนุนให้บริษัทจีนพัฒนาชิปและเซมิคอนดักเตอร์ขึ้นมาเอง หลังจากที่ถูกอเมริกากีดกันเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นในระยะยาวผมก็ยังมองว่าจีนก็ยังมีศักยภาพที่จะเจริญเติบโตได้ต่อไป
ในส่วนของตลาดหุ้นเวียดนามเป็นอีกตลาดที่น่าสนใจ เนื่องจากตลาดหุ้นกำลังจะถูกยกระดับจากตลาดชายขอบ (Frontier Market) ขึ้นมาเป็นตลาดเกิดใหม่ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อนักลงทุนต่างชาติที่จะเพิ่มน้ำหนักลงทุนในระยะข้างหน้า
แต่อย่างไรก็ตาม ช่วงที่ผ่านมาเริ่มมี Fund Flow ไหลเข้าไปลงทุนเก็งกำไรล่วงหน้าแล้ว ประกอบกับรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนให้คนเวียดนามลงทุนในตลาดหุ้น ทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นมาแรงจากสภาวะการเก็งกำไร ภาพในระยะสั้นมีความเสี่ยงเรื่องของการใช้บัญชีมาร์จิ้นที่อยู่ระดับสูง
แต่หากมองในระยะยาว ตลาดหุ้นเวียดนามยังอยู่ในระดับสมเหตุสมผลที่จะลงทุน เนื่องจากเศรษฐกิจยังเติบโตสูงในกลุ่มอาเซียน โดยปีนี้ตั้งเป้าหมาย GDP เติบโตราว 8% โดยมีแรงขับเคลื่อนจากภาคส่งออกเป็นหลักแม้จะได้รับผลกระทบจากภาษีทรัมป์ก็ตาม และยังมีภาคการอุปโภคบริโภคในประเทศที่ยังขยายตัว ตลาดหุ้นเวียดนามยังน่าจะพอไปต่อได้
สำหรับตลาดหุ้นไทยซึ่งปีนี้ได้ปรับขึ้นมาราว 20% จากจุดต่ำสุด ปัจจัยหลักมาจาก Valuation ที่ถูกมากหลังจากที่ซึมเซามาหลายปี โดยพบว่า P/BV ลดลงมาต่ำกว่า 1 เท่าแล้ว สะท้อนว่าหุ้นปรับตัวขึ้นจาก Valuation ที่ถูกมากจริง ๆ ส่วนตลาดหุ้นไทยจะไปต่อได้หรือไม่ ปัจจัยที่จะส่งให้ไปต่อได้เป็นเรื่องของการเติบโตทางเศรษฐกิจและการเติบโตของผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน รวมถึงทิศทางการเมืองไทย
ซึ่งล่าสุดรัฐบาลใหม่ที่เพิ่งจัดตั้งมีอายุ 4 เดือนจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากหรือน้อย จะเป็นปัจจัยเชิงบวกต่อตลาดหุ้น แต่ในทิศทางตรงกันข้าม หากมีเหตุการณ์ที่พลิกจนทำให้ประเทศไทยต้องกลับมา Reset ใหม่ ก็จะกดดันตลาดหุ้นไทยได้เช่นกันครับ
ผมมองว่า หากจะลงทุนตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้ ควรจะเป็นหุ้น defensive แนะนำหุ้นรายตัวที่ธุรกิจเป็นผู้นำเบอร์ 1 หรือเบอร์ 2 ของอุตสาหกรรมและมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลราว 4-5% ซึ่งสามารถหาหุ้นรายตัวดี ๆ ใน Jitta.com ได้ครับ
แต่ถ้าใครอยากลงทุนหุ้น Growth Stock แนะนำออกไปลงทุนในต่างประเทศจะเหมาะสมกว่า
การจัดสัดส่วนลงทุนในพอร์ตรอง ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นลงทุนในตลาดหุ้นที่กำลังขาขึ้นหรือมีโอกาสทำกำไรสูงนำโดยตลาดหุ้นจีน ที่มีขนาดเศรษฐกิจเป็นเบอร์ 2 รองจากสหรัฐ แนะนำให้มีติดพอร์ตไว้ราว 5-10% เพราะไม่ว่าจีนจะแซงหน้าสหรัฐได้หรือไม่ ทั้งสองประเทศนี้ก็ยังติดอันดับพี่ใหญ่ของโลกที่ทรงอิทธิพลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลก
แต่บางคนบอกยังไม่อยากลงทุนจีนและยังอยากลงทุนหุ้นอเมริกาอยู่ ซึ่งในพอร์ตหลักมีน้ำหนักหุ้นอเมริกาเต็มแล้ว ผมแนะนำให้ลงทุนในพอร์ตรองแทน โดยเลือกเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมใส่ในพอร์ตรองนี้ โดยเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์จาก AI ขั้นปลายน้ำ เนื่องจากกลุ่มเซมิคอนดัคเตอร์ หรือบริการคลาวด์ ได้ปรับตัวขึ้นมาสูงแล้ว
เพราะฉะนั้นถ้าลงทุนในธุรกิจที่เป็นปลายน้ำ ธุรกิจให้บริการ Software หรือบริการแพลตฟอร์ตต่าง ๆ แก่บริษัทอื่นมาใช้ AI ของตัวเอง เพื่อช่วยลดต้นทุนให้แก่ธุรกิจบริษัท ปัจจุบันหุ้นในกลุ่มบริษัทที่อยู่ปลายน้ำ พบว่าราคาหุ้นกลุ่มนี้ยังปรับตัวขึ้นไม่สูง และผลประกอบการออกมาเติบโตค่อนข้างดี ผมมองว่าคุณยังเลือกลงทุนหุ้นรายกลุ่มได้ครับ
ผมหวังว่า คุณจะทำการสำรวจพอร์ตลงทุนของตัวเองในแบบที่ตัวเองยังนอนหลับได้สบายใจ แต่ถ้ามาดูพอร์ตแล้วไม่สบายใจหรือเมื่อเจอข่าวลบจากคุณทรัมป์จนทำให้พอร์ตร่วง 20% แสดงว่าสินทรัพย์ที่ลงทุนในพอร์ตไม่เหมาะกับความเสี่ยงที่คุณรับได้ในตอนนี้แล้ว ดังนั้น ควรหันมาพยายามจัดพอร์ตให้ดี ด้วยการกระจายการลงทุนและหากกลัวมากจริง ๆ แนะนำให้ลดหุ้นและเพิ่มน้ำหนักมาถือพันธบัตรสหรัฐไว้ก่อนเพราะอย่างน้อยยังให้ผลตอบแทนราว 4% หรือพันธบัตรไทยที่ให้ผลตอบแทนราว 2-3%
ผมขอย้ำว่า คุณไม่จำเป็นต้องรีบเข้าลงทุนหุ้นในช่วงขาขึ้นเลยครับ เพราะจริง ๆ ตลาดหุ้นมันมีโอกาสเข้ามาเรื่อย ๆ ถ้าคุณจะลงทุนระยะยาว 10-20 ปี โอกาสมีเข้ามาอยู่แล้ว ถ้าตลาดโดยรวมมีความเสี่ยงสูง ขอให้ลดสถานะของสินทรัพย์นั้นลงมา และเมื่อมีโอกาสย้อนกลับมาเรากลับเข้าไปลงทุนได้เสมอ
หลักการบริหารพอร์ตให้รอดปลอดภัย คุณต้องพยายามดูแลพอร์ตและจัดการความเสี่ยงให้ดี เมื่อไหร่ที่รู้สึกว่ามันเสี่ยงมากเกินไป แสดงว่ายังกระจายความเสี่ยงหรือควบคุมความเสี่ยงได้ไม่ดีพอ ก็ควรรีบไปจัดการให้เหมาะสมครับ
“Peter Lynch” กล่าวไว้ว่า “เวลาที่ดีที่สุดในการซื้อหุ้น คือ เวลาเราหาเหตุผลที่ดีที่สุดได้ และเวลาที่ขายหุ้น คือ เวลาที่เหตุผลนั้นได้หมดไปแล้ว” พูดง่าย ๆ ก็คือ เมื่อซื้อเป็นก็ต้องขายเป็น เมื่อลงทุนในระยะยาวแล้วไม่เกิดผลตามเป้าหมาย คุณก็ต้องกล้าตัดสินใจตัดขาดทุนครับ
แต่สิ่งสำคัญสุด คุณต้องศึกษาหาความรู้และข้อมูลเชิงลึกในแต่ละสินทรัพย์ที่จะลงทุนรวมถึงการดูสถิติย้อนหลังของวัฏจักรขาขึ้นขาลงด้วยครับ
เมื่อต้องอยู่ในโลกแห่งความผันผวนสูง ซึ่งไม่มีใครควบคุมได้แต่สิ่งที่ควบคุมได้ คือ ‘หลักการลงทุนที่ถูกต้อง’ ชนะชัยไปกว่าครึ่ง พอร์ตเติบโตถึงเป้าหมายแแน่นอน ขอให้ประสบความสำเร็จครับ