เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมพบนักลงทุนฮ่องกง ดัน Thailand Story–Jump+

07 ต.ค. 2568 | 17:55น.
SET ตลาดหลักทรัทย์

SET ตลาดหลักทรัทย์

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมเดินหน้าพบนักลงทุนสถาบันต่างประเทศที่ฮ่องกง สร้างความเข้าใจโครงสร้างตลาด-กฎเกณฑ์ พร้อมผลักดันโครงการ “Jump+” และชูอุตสาหกรรมเมกะเทรนด์อย่าง Healthcare-Food Tech เป็นจุดขายใหม่ของตลาดทุนไทย ส่วน Fund Flow ยังรอ “Thailand Story” จากภาครัฐ หนุนโอกาสเงินไหลกลับปลายปี

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การเคลื่อนไหวของ SET Index ที่ปรับขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมาจากการขยับตัวของหุ้นขนาดใหญ่ในบางอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับอานิสงส์จากกระแสโลก ทำให้แม้ดัชนีเพิ่มขึ้นแต่มูลค่าการซื้อขายกลับลดลง สะท้อนแรงเก็งกำไรที่ยัง “กระจุกตัว” ในหุ้นขนาดใหญ่

ทั้งนี้ ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ระบุว่าเดือนกันยายน 2568 ดัชนี SET ปิดที่ 1,274.17 จุด เพิ่มขึ้น 3% จากเดือนก่อนหน้า แต่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของ SET และ mai อยู่ที่ 43,155 ล้านบาท ลดลงถึง 31% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ต่างชาติขายสุทธิต่อเนื่อง 11,859 ล้านบาท รวมตั้งแต่ต้นปีขายสุทธิแล้วกว่า 9.6 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต่างชาติยังคงเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดถึง 47.06% ของตลาดทั้งหมด ขณะที่นักลงทุนรายย่อยในประเทศกลับเพิ่มบทบาทขึ้นมาเป็น 37.6% จากเดือนก่อนหน้า

นายอัสสเดชกล่าวเพิ่มเติมว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมเดินทางไปฮ่องกง เพื่อเข้าร่วมงานที่จัดโดยกลุ่ม ASEAN Exchanges ซึ่งเป็นเวทีพบปะนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนเชิงปริมาณ (Quantitative Investors) โดยเป้าหมายหลักคือการแลกเปลี่ยนมุมมองและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างตลาด (Market Structure) และกฎเกณฑ์การลงทุนของไทย

“เรายังไม่ได้ถึงขั้นเล่า Thailand Story เพราะนักลงทุนที่เราจะพบสนใจด้านโครงสร้างตลาดมากกว่าเรื่องปัจจัยพื้นฐาน แต่ในอนาคตเรามีแนวคิดอยากจัด Roadshow ของประเทศ ร่วมกับภาครัฐ หากมีความคืบหน้าจะนำมาเล่าให้ฟัง” นายอัสสเดชกล่าว

โดยในส่วนของตลาดหลักทรัพย์ฯ เอง ได้เริ่มผลักดันโครงการ “Jump+” ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทเข้าร่วมแล้วกว่า 67 บริษัท เพื่อสื่อสารเป้าหมายและความคืบหน้าของแต่ละบริษัทในช่วง 3 ปีข้างหน้า ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยตั้งเป้าให้บริษัทขนาดใหญ่ใน SET เข้าร่วมมากขึ้น ขณะที่บริษัทในตลาด mai ให้การตอบรับค่อนข้างดี

สำหรับทิศทางอุตสาหกรรมที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ เห็นว่ามีศักยภาพเติบโต นายอัสสเดชมองว่า Healthcare และ Food Tech เป็นสองกลุ่มสำคัญของอนาคตเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะกลุ่ม Wellness Tourism ที่กำลังมาแรง ล่าสุดบริษัท ONSENS ซึ่งอยู่ในธุรกิจดังกล่าวเข้าจดทะเบียนเป็น IPO ใหม่ พร้อมชี้ว่าไทยมีความรู้และนวัตกรรมด้านอาหารที่สามารถต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูง

ด้านนายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันสินทรัพย์ที่นักลงทุนทั่วโลกให้น้ำหนักมากคือ “หุ้นนางฟ้า” และทองคำ ส่วนตลาดเกิดใหม่เริ่มได้รับอานิสงส์จากการลดดอกเบี้ยทั่วโลก โดยไทยยังถูกจับตาอยู่ในเรดาร์ของนักลงทุนต่างชาติ

“เขายังไม่ dismiss ไทยออกจากพอร์ต เพียงแต่รอ story และข้อมูลใหม่ ๆ ก่อนตัดสินใจลงทุนเพิ่มเติม ตอนนี้เงินหลักยังอยู่ที่สหรัฐฯ แต่เริ่มมีการไหลเข้าตลาดเกิดใหม่บ้าง ส่วนไทยยังต้องรอแรงหนุนจาก Thailand Story” นายศรพลกล่าว

ทั้งนี้ นายศรพลเห็นว่าคุณภาพของตลาดทุนไทยควรสะท้อนจาก Earning Power ของบริษัทจดทะเบียนมากกว่าปัจจัยฟันด์โฟลว์ ซึ่งแม้จะมีความผันผวนระยะสั้นแต่ไม่ใช่ตัวชี้วัดหลักของศักยภาพตลาด พร้อมแนะให้นักลงทุนจับตากลุ่ม Dividend Play และ Consumer Play ซึ่งจะได้อานิสงส์จากมาตรการ “คนละครึ่งพลัส” ที่รัฐบาลเพิ่งอนุมัติ

นายศรพลกล่าวเพิ่มเติมว่า การชัตดาวน์ของรัฐบาลสหรัฐฯ มีผลจำกัดต่อ SET เพราะเป็นเพียงปัจจัยภายนอกระยะสั้น โดยเชื่อว่าตลาดทุนไทยยังมีโอกาสฟื้นตัวต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปี 2568 จากหลายปัจจัยสนับสนุน เช่น การกลับมาระดมทุนในตราสารหนี้และตราสารทุนของบริษัทจดทะเบียน ผลตอบแทนจาก IPO ใหม่ที่สูง สะท้อนความเชื่อมั่นนักลงทุนที่ดีขึ้น และแรงขายจากกองทุน LTF ที่เริ่มชะลอตัว

นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังอยู่ระหว่างหารือกับกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ เพื่อผลักดันมาตรการ Quick Win และสร้างความเชื่อมั่นใน “Thailand Story” โดยเน้นปรับปรุงกฎเกณฑ์ที่สามารถทำได้ทันทีโดยไม่ต้องแก้กฎหมายที่ใช้เวลานาน

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ตลาดหลักทรัพย์ฯ