‘วรภัค’ รมช.คลัง นั่งหัวโต๊ะสอบเงินเทา ยันไม่เอี่ยวขบวนการใด
วรภัค
คลังเปิดแผนจัดการเครือข่ายสแกมเมอร์ ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจภายใต้การนำของ รมช.คลัง ‘วรภัค ธันยาวงษ์’ ตรวจสอบธุรกรรมต้องสงสัย พร้อมเชื่อมข้อมูลร่วมหลายหน่วยงาน หวังปิดเกมภายในสิ้นปี ขณะที่เจ้าตัวยันชัด ไม่เกี่ยวข้องเงินเทา-ปัดสัมพันธ์แก๊งโกงข้ามชาติ
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้ตั้งคณะทำงานพิเศษขึ้นเพื่อติดตามและจัดการปัญหาแก๊งสแกมเมอร์ โดยมี วรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง รับหน้าที่ประธานคณะทำงาน พร้อมด้วยหน่วยงานสำคัญ อาทิ สำนักงาน ปปง., ก.ล.ต., กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง ร่วมตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างละเอียด
แนวทางการดำเนินงานแบ่งออกเป็น 2 ด้าน ได้แก่
1.ด้านการระบุตัวตนผู้กระทำผิด ซึ่งนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล รับหน้าที่เป็นประธาน พร้อมหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทยเป็นหลัก
2.ด้านการติดตามช่องทางการเงิน ที่คลังจะทำหน้าที่หลัก โดยประสานความร่วมมือกับคณะกรรมการ Connect the Dot ซึ่งประกอบด้วย ธปท., ก.ล.ต. และ ปปง. เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายหน่วยงานเข้าด้วยกัน
ดร.เอกนิติย้ำว่า เป้าหมายสำคัญคือตรวจสอบว่าเงินจากขบวนการหลอกลวงถูกนำไปปะปนกับระบบการเงินปกติหรือไม่ พร้อมระบุว่า “เราตั้งเป้าให้เห็นผลรูปธรรมภายในเดือนธันวาคม 2568 นี้”
ด้าน วรภัค ธันยาวงษ์ ในฐานะประธานคณะทำงาน ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่พาดพิงว่าเคยเกี่ยวข้องกับกลุ่มทุนต้องสงสัย โดยชี้แจงว่า เคยถือหุ้นบริษัท ฟินันซ่า จำกัด จริง แต่ขายไปนานแล้ว ก่อนที่บริษัทจะเปลี่ยนมือ ยืนยันไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน หรือขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติแต่อย่างใด
“ผมเคยซื้อหุ้นฟินันซ่า แล้วขายให้คุณช่วงชัยไปนานแล้ว หลังจากนั้นจะไปโยงกับใคร ผมไม่ทราบและไม่มีส่วนรู้เห็น” วรภัคกล่าว
สำหรับกรณีถูกกล่าวหาว่ามีความเกี่ยวข้องกับอดีตข้าราชการหรือกลุ่มทุนต่างชาติที่มีพฤติกรรมฟอกเงินผ่านธนาคารในกัมพูชา วรภัคยืนยันว่า ไม่เคยรับตำแหน่งกรรมการหรือที่ปรึกษาในสถาบันการเงินใดในกัมพูชา พร้อมระบุว่า ที่ผ่านมาให้คำปรึกษาเชิงเทคนิคทั่วไปแก่สถาบันการเงินหลายแห่งในอาเซียนเท่านั้น
ขณะที่ข้อสงสัยเกี่ยวกับบุคคลที่สหรัฐเคยออกมาตรการคว่ำบาตร วรภัคชี้แจงว่า “เคยมีคนพามาแนะนำตัว ขอคำปรึกษาเรื่องจัดตั้งธนาคาร แต่ไม่ได้มีส่วนร่วมใด ๆ และไม่ได้รับผลตอบแทนหรือตำแหน่งใด”
ในช่วงท้าย รมช.คลังระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาดำเนินคดีกับผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง