เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

เทียบฟอร์ม หุ้น VS ทอง ปี’68 ส่องผลตอบแทนสินทรัพย์ทั่วโลก

11 ม.ค. 2569 | 10:52น.
gold bars stack on graphs to monitor website traffic over time. .

gold bars stack on graphs to monitor website traffic over time. .

ปี 2568 ที่ผ่านมา เป็นอีกปีที่เต็มไปด้วยความผันผวน โดยเฉพาะจากสงครามการค้า และปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ที่ถาโถมเข้ามาตลอดปี แน่นอนว่าความผันผวนที่เกิดขึ้นย่อมส่งผลต่อราคาสินทรัพย์ต่าง ๆ ในโลก รวมถึงไทย

โดยข้อมูลจากบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ชี้ว่า ผลตอบแทนสินทรัพย์และตลาดหุ้นสำคัญ ปี 2568 “แร่เงิน” พุ่งแรงแซงโค้ง ส่วนหุ้นไทยปิดปี -10%

ทั้งนี้ เรียงลำดับผลตอบแทนของสินทรัพย์เป็นบวกมากที่สุด ดังนี้ แร่เงิน (SILVER) 163.5% (แชมป์), ดัชนีหุ้นเกาหลี (KOSPI) 75.6%, ทองคำ (GOLD) 66.5% ดัชนีหุ้นเวียดนาม (VN Index) 38.9%, ดัชนีหุ้นตลาดเกิดใหม่ MSCI EM 30.1%, ดัชนีฮั่งเส็ง (HSI) 29.0%, TOPIX 22.4%, ดัชนีหุ้นโลก MSCI ACWI 20.9%, ดัชนีหุ้นยุโรป STOXX600 17.4%, ดัชนีหุ้นสหรัฐ S&P 500 16.7%, ดัชนีหุ้นจีน CSI300 16.3%, พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (US Treasury) 6.4%

ส่วนกลุ่มที่ผลตอบแทนติดลบ ได้แก่ บิตคอยน์ (BITCOIN) -4.1%, ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (US Dollar) -9.1%, ดัชนีหุ้นไทย (SET) -10.0%, ราคาน้ำมัน -18.4%

สำหรับทองคำที่เป็นสินทรัพย์ที่ร้อนแรงอย่างมากในปีที่ผ่านมานั้น ข้อมูลจาก “ฮั่วเซ่งเฮง” ชี้ว่า ปี 2568 ทองโลกให้ผลตอบแทน 64% นับได้ว่าเป็นผลตอบแทนสูงสุดในรอบ 46 ปี โดยราคาทองโลกสามารถปรับขึ้นทะลุ 3,000 ดอลลาร์ ในเดือน มี.ค. ผ่านมา 7 เดือนปรับขึ้นทะลุ 4,000 ดอลลาร์ในเดือน ต.ค. ในที่สุดทะลุ 4,400 ดอลลาร์ในช่วงปลายปี และทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์แตะ 4,549 ดอลลาร์ ส่วนทองไทยให้ผลตอบแทน 53% และทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ที่ 67,400 บาท

เปรียบเทียบ

ทั้งนี้ ปัจจัยหลักที่ราคาทองคำในปี 2568 พุ่งขึ้นแรง คือความไม่แน่นอนของนโยบายทรัมป์ 2.0 โดยเฉพาะนโยบายภาษีนำเข้าทรัมป์นำไปสู่ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและความผันผวนของตลาดการเงินทั่วโลก ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้เกิดแรงซื้อทองคำอย่างมหาศาลที่ไม่เคยเห็นมาก่อน จากนักลงทุนทุกกลุ่ม ทั้งนักลงทุนรายย่อย กองทุนอีทีเอฟทองคำ และธนาคารกลางทั่วโลก

ด้านหุ้นไทย (SET) ในปีที่ผ่านมา “ศรพล ตุลยะเสถียร” รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ดัชนี SET Index ณ สิ้นเดือน ธ.ค. 2568 ปิดที่ระดับ 1,259.67 จุด ลดลง 10% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2567 โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่า SET Index เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2567 ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี และกลุ่มการเงิน

ทั้งนี้ ในปี 2568 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันของ SET และ mai อยู่ที่ 41,405 ล้านบาท โดยผู้ลงทุนต่างประเทศขายสุทธิสะสมทั้งปีอยู่ที่ 107,096 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ผู้ลงทุนต่างประเทศยังคงมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดที่ระดับ 54.08% ของมูลค่าการซื้อขายรวม ตามด้วยผู้ลงทุนรายย่อยในประเทศ 28.98% ผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ 10.67% และบริษัทหลักทรัพย์ 6.27%

ขณะที่ ณ สิ้นเดือน ธ.ค. 2568 Forward P/E ของตลาดหลักทรัพย์ฯอยู่ที่ระดับ 13.9 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชีย ซึ่งอยู่ที่ระดับ 15.1 เท่า และ Historical P/E อยู่ที่ระดับ 13.5 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชีย ซึ่งอยู่ที่ระดับ 16.9 เท่า อัตราเงินปันผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ที่ระดับ 4.04% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชีย ซึ่งอยู่ที่ 2.85%

“SET Index ปรับตัวลงค่อนข้างมาก จากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ ส่งผลให้มูลค่าหลักทรัพย์น่าสนใจ บริษัทจดทะเบียนหลายแห่งจึงดำเนินการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารสภาพคล่องและสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ลงทุน”