หนุนสังคมรีไซเคิล ด้วยดิจิทัล “แพลตฟอร์ม”
คอลัมน์ ช่วยกันคิด
โดย ดร.ชัยสิทธิ์ อนุชิตวรวงศ์ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธ.กรุงไทย
ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ปริมาณขยะในประเทศไทยเพิ่มขึ้นกว่า 4 ล้านตัน เฉลี่ยปีละ 1.6% จาก 23.93 ล้านตันในปี 2008 เป็น 27.93 ล้านตันในปี 2018 แม้ว่าอัตราการนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่มีแนวโน้มดีขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แต่ยังมีขยะอีกจำนวนมากที่ยังสามารถใช้ประโยชน์ได้ แต่ไม่ได้ถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า ขยะพลาสติกเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของปัญหาขยะในปัจจุบัน โดยคาดกันว่าในแต่ละปีไทยมีขยะพลาสติกราว 2 ล้านตัน แต่ขยะพลาสติกถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์เพียง 5 แสนตัน หรือราว 25% เท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าอีกหลายประเทศ
การที่ประเทศไทยมีปริมาณขยะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยที่ขยะจำนวนมากถูกนำไปฝังกลบหรือเผาทำลาย ในขณะที่ขยะบางส่วนถูกกำจัดอย่างไม่ถูกวิธี หรือหลุดรอดไปในสิ่งแวดล้อม กลายเป็นปัญหาต่าง ๆ ตามมา สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการไม่คัดแยกขยะรีไซเคิลที่ต้นทางอย่างมีประสิทธิภาพ ในบทความนี้ เรามาทำความรู้จักกับตัวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการขยะรีไซเคิลตั้งแต่ต้นทางและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ
อันที่จริงการรีไซเคิลขยะไม่ใช่เรื่องใหม่ในประเทศไทย หลายคนมีความคุ้นเคยกับการแยกวัสดุต่าง ๆ ที่ใช้แล้ว เช่น ขวดแก้ว ขวดพลาสติก กระดาษ เศษเหล็ก ฯลฯ เพื่อขายต่อให้กับผู้รับซื้อขยะ (ซาเล้ง) หรือร้านรับซื้อของเก่า แต่สำหรับอีกหลายคน การแยกขยะเพื่อนำไปรีไซเคิลเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก ไม่สะดวก และมีต้นทุนในการจัดการสูง
ซึ่งอาจเกิดจากหลายเหตุผล ไม่ว่าจะเป็นเพราะความไม่รู้ว่าจะคัดแยกขยะอย่างไร ไม่รู้ว่าขยะประเภทใดสามารถรีไซเคิลได้ ความยากลำบากในการเรียกซาเล้ง หรือหาแหล่งรับซื้อขยะรีไซเคิลที่น่าเชื่อถือ รวมถึงการขาดแรงจูงใจในการคัดแยกขยะ แต่ในปัจจุบันการคัดแยกขยะที่ต้นทางเพื่อให้วัสดุที่ยังสามารถใช้ประโยชน์ได้หมุนวนกลับเข้าสู่กระบวนการการผลิต หรือกระบวนการรีไซเคิล ไม่ได้เป็นเรื่องที่ยุ่งยากอีกต่อไป เนื่องจากมีการนำ “ดิจิทัลแพลตฟอร์ม” มาปรับใช้กับกระบวนการจัดการขยะรีไซเคิลตั้งแต่ต้นทาง
ในยุคสมัยที่เทคโนโลยีดิจิทัลมีความก้าวหน้า และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว และไม่ยุ่งยากนั้น ดิจิทัลแพลตฟอร์มจะเข้ามาตอบโจทย์ในหลายด้าน ตั้งแต่การทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” การซื้อขายขยะรีไซเคิลผ่านช่องทางออนไลน์ ที่เชื่อมโยงระหว่างผู้ที่มีขยะ เช่น บ้านเรือน คอนโดมิเนียม ร้านอาหาร สถานประกอบการต่าง ๆ และผู้ที่รับซื้อของเก่าหรือขยะรีไซเคิล เช่น ซาเล้ง ร้านรับซื้อของเก่า ทำให้ผู้ที่มีขยะรีไซเคิลไม่ต้องเสียเวลาไปกับการหาผู้รับซื้อของเก่า ไม่ต้องเดินทางนำขยะรีไซเคิลไปขายด้วยตนเอง
ประหยัดทั้งเวลาและเงินค่าเดินทาง และยังได้เงินจากการขายขยะรีไซเคิลอีกด้วย ในขณะที่ผู้รับซื้อขยะที่เข้ามาอยู่ในเครือข่ายก็สามารถวางแผนการจัดเก็บขยะและบริหารต้นทุนการเดินทางได้ดียิ่งขึ้น รู้ทั้งประเภทขยะ แหล่งขยะรีไซเคิล วันเวลาการเก็บขน ไม่ต้องเสียเวลาไปกับการตระเวนหาวัสดุรีไซเคิลในที่ต่าง ๆ
นอกจากการทำหน้าที่เป็นตัวกลางแล้ว ดิจิทัลแพลตฟอร์มจัดการขยะรีไซเคิลทำให้เกิดฐานข้อมูลขยะ และยังอำนวยความสะดวกในหลายเรื่อง อาทิ การแสดงข้อมูลราคารับซื้อขยะ ข้อมูลประเภทขยะที่สามารถซื้อขายผ่านแพลตฟอร์ม ปริมาณขยะรีไซเคิลสะสมของผู้ขาย รายงานสรุปข้อมูลขยะและมูลค่าขยะที่ขายได้ในรูปของ dashboard เป็นต้น ทำให้การจัดการขยะรีไซเคิลไม่ยุ่งยากเหมือนเดิม
ในระยะข้างหน้า มีหลายปัจจัยที่จะส่งผลให้ความต้องการขยะรีไซเคิลเพิ่มขึ้น ทำให้ธุรกิจรีไซเคิลมีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นปีละ 5.7% จากช่วงที่ผ่านมาเติบโตเฉลี่ย 3.8% เช่น การขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจใหม่ของรัฐบาลสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ bio-circular-green economy model ที่สนับสนุนการปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดการขยะที่แหล่งกำเนิดขยะ เพื่อลดปริมาณขยะที่จะถูกนำไปฝังกลบ ซึ่งช่วยป้องกันความเสี่ยงที่ขยะอาจหลุดรอดไปสู่สิ่งแวดล้อม รวมถึงกระตุ้นการนำเศษวัสดุกลับมาสร้างคุณค่าใหม่
นอกจากนี้ หลายประเทศและบริษัทข้ามชาติหลายรายมีความต้องการใช้วัสดุรีไซเคิล เพื่อบรรลุข้อกำหนดสัดส่วนการใช้วัสดุรีไซเคิลขั้นต่ำ (minimum recycled content) ในขณะที่นักลงทุนและผู้ประกอบการต่าง ๆ ให้ความใส่ใจมากขึ้นกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยการบริหารจัดการขยะและของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นมิติหนึ่งที่สำคัญภายใต้กรอบการประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (environmental, social & governance : ESG)
โดยรวมแล้วจึงเป็นโอกาสที่ดี หากภาคส่วนต่าง ๆ จะให้ความสำคัญกับการคัดแยกขยะเพื่อป้อนวัสดุรีไซเคิลสู่ตลาดรีไซเคิล อนึ่ง จากประสบการณ์ของต่างประเทศพบว่า ดิจิทัลแพลตฟอร์มสามารถช่วยลดต้นทุนการจัดการขยะของผู้ใช้บริการลง 20-30% และเทคโนโลยีดิจิทัลที่ช่วยในการวางแผนเส้นทาง ทำให้ค่าใช้จ่ายของผู้ให้บริการเก็บขนขยะลดลงได้สูงถึง 50% ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง หากไทยปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่สอดรับกับบริบทของสังคมไทย เพื่อยกระดับศักยภาพการรีไซเคิลขยะ
ในปัจจุบันมี startup ไทยหลายรายที่เริ่มให้บริการดิจิทัลแพลตฟอร์มในการจัดการขยะรีไซเคิล เช่น GEPP Recycle Day Unii GooGreen KoomKah เป็นต้น อย่างไรก็ดี แต่ละแพลตฟอร์มมีความแตกต่างกันในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของพื้นที่ที่ให้บริการ ประเภทรีไซเคิลที่รับซื้อ ข้อมูลข่าวสารที่ให้บริการในแอปพลิเคชั่น และการใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลขยะ
ตัวอย่าง เช่น แพลตฟอร์ม GEPP ให้บริการระบบเรียกรถรับซื้อขยะรีไซเคิล หรือซาเล้ง ตามวัน เวลา และสถานที่ที่ต้องการ ด้วยการทำนัดหมายล่วงหน้าผ่าน web application แม้ว่าการให้บริการของ GEPP ยังจำกัดอยู่ในบางพื้นที่ และบางจังหวัดเท่านั้น แต่ GEPP ค่อนข้างชัดเจนในเรื่องของการให้บริการข้อมูลเกี่ยวกับขยะรีไซเคิลในเชิงพื้นที่แบบเรียลไทม์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์โดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการใช้ข้อมูลขยะในการติดตามและวางแผนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการขยะในองค์กร รวมไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการขยะในพื้นที่รับผิดชอบ
ส่วนแพลตฟอร์มของ Recycle Day เป็นการให้บริการแก่ครัวเรือนในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ด้วยการนัดหมายรถรับซื้อขยะรีไซเคิลผ่านสมาร์ทโฟน โดยมุ่งเน้นและส่งเสริมการแยกขยะที่ครัวเรือน และสร้างความโปร่งใสในเรื่องราคารับซื้อขยะแต่ละประเภท เป็นต้น
อย่างไรก็ดี การให้บริการดิจิทัลแพลตฟอร์มรีไซเคิลขยะในประเทศไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา และผู้ให้บริการดิจิทัลแพลตฟอร์มยังจำเป็นต้องสร้างความรับรู้เกี่ยวกับบริการและประโยชน์ที่ผู้ใช้แพลตฟอร์มจะได้รับ รวมไปถึงเร่งขยายฐานผู้ใช้บริการเพื่อทำให้เกิดเครือข่ายที่กว้างขวาง และสร้างคุณค่าจากเครือข่าย (network based value creation) และทำให้เกิดฐานข้อมูลขยะที่สามารถนำไปใช้ต่อยอดทางธุรกิจในหลายรูปแบบ
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยที่มีจำนวนหลายล้านรายและกระจายอยู่ในแทบทุกกลุ่มธุรกิจ ครอบคลุมตั้งแต่ภาคการค้า ภาคการบริการ ภาคการผลิต ไปจนถึงภาคธุรกิจการเกษตร สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการจัดการขยะ เพื่อนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ ในหลากหลายบทบาท เช่น ผู้ผลิตขยะ ผู้รับซื้อขยะรีไซเคิล หรือผู้ประกอบธุรกิจโรงงานรีไซเคิล เป็นต้น ซึ่งการเข้ามามีส่วนร่วมของผู้ประกอบการไทยจะช่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) ของภาครัฐ
กรณีที่ผู้ประกอบการเป็นผู้ผลิตขยะ การคัดแยกขยะเพื่อนำไปรีไซเคิล นอกจากจะช่วยลดปริมาณขยะที่ถูกส่งไปฝังกลบ และช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังสร้างรายได้เพิ่มให้กับผู้ประกอบการจากการขายขยะรีไซเคิล และช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะในแต่ละเดือน โดยผู้ประกอบการอาจนำรายได้ส่วนนี้ไปจัดเป็นสวัสดิการให้แก่พนักงานได้เช่นกัน นอกจากนั้น การวางแผนจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพและการนำขยะรีไซเคิลกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่จะมีความสำคัญมากขึ้น สำหรับ SMEs ที่อยู่ในเครือข่ายหรือในห่วงโซ่อุปทานของผู้ผลิตที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ยั่งยืน
หากผู้ประกอบการทำธุรกิจเป็นผู้รับซื้อของเก่าก็จะได้ประโยชน์จากการเข้าร่วมเครือข่ายของผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม เพราะสามารถบริหารจัดการ เก็บรวบรวมและขนขยะได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งมีโอกาสเก็บรวบรวมขยะรีไซเคิลจำนวนมากผ่านการวางแผนเส้นทางการจัดเก็บ แทนการวิ่งรถเก็บขนขยะไปเรื่อย ๆ โดยที่ไม่รู้ว่ามีขยะรีไซเคิลอยู่ที่ใดบ้าง
สำหรับผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจโรงงานรีไซเคิลนั้น จะได้ประโยชน์จากการเข้าถึงขยะรีไซเคิลที่ไม่ปนเปื้อน มีคุณภาพ ได้รับการคัดแยกอย่างถูกต้อง และสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของขยะรีไซเคิลแต่ละประเภท