คลัง แจงเหตุกู้โปะขาดดุล 2.14 แสนล้านบาท คาดเก็บรายได้ต่ำเป้า 3 แสนล้าน
สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง แจงเหตุกู้โปะขาดดุล 2.14 แสนล้านบาท คาดเก็บรายได้ต่ำเป้า 3 แสนล้าน
วันที่ 20 สิงหาคม 2563 นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า ที่ครม. ปรับเพิ่มวงเงินกู้ของรัฐบาลในกรณีรายจ่ายสูงกว่ารายได้ (Revenue Shortfall) ในปีงบประมาณ 2563 วงเงิน 214,093.92 ล้านบาทส่วนหนึ่งจะเป็นการสำรองเงินไว้สำหรับจ่ายหน่วยงานราชการในส่วนต่างๆ ที่มีความจำเป็นจะต้องใช้เงินจำนวนมากในช่วงเดือนก.ย.นี้
สำหรับสาเหตุที่ขอปรับเพิ่มวงเงินกู้ เป็นเพราะคาดว่าการจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 2563 จะต่ำกว่าเป้าหมาย 9% หรือจำนวน 3 แสนล้านบาท อย่างไรก็ดี เงินคงคลังก็ยังมีคงเหลืออยู่เล็กน้อย ขณะที่รายได้การยืดเวลาชำระภาษีต่างๆ จะถูกจัดเก็บเข้ามาปลายเดือนส.ค. ฉะนั้น การกู้ในครั้งนี้เป็นการเตรียมเงินไว้รองรับหากเงินคงคลังวูบลง โดยการขอปรับเพิ่มวงเงินกู้ในรูปแบบเช่นนี้ ที่ผ่านมาก็เคยทำมาแล้ว ในช่วงวิกฤต “แฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส” (Hamburger Crisis)
โดย สบน.ได้มีการกู้เงินล็อตแรก วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท ผ่านการออกพันธบัตรออมทรัพย์ รุ่นวอลเล็ต สบม. (สะสมบอนด์มั่งคั่ง) ครั้งที่ 2 วงเงินจำหน่าย 5,000 ล้านบาท รุ่นอายุ 4 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 1.70 ต่อปี และรุ่นก้าวไปด้วยกัน (Moving Forward) วงเงินจำหน่าย 45,000 ล้านบาท รุ่นอายุ 7 ปี อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ร้อยละ 2.22 ต่อปี อย่างไรก็ดี สบน. ไม่จำเป็นที่จะต้องกู้เต็มวงเงิน จะเป็นการทยอยกู้ และสบน. จะเตรียมเครื่องมือทุกรูปแบบ เพื่อนำมาใช้ในการกู้เงิน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความจำเป็นในการใช้เงินด้วย
ทั้งนี้ ที่ผ่านมา สบน. ก็ได้มีการกู้ชดเชยขาดดุลใกล้เต็มวงเงินแล้ว จำนวน 4.69 แสนล้านบาท และเมื่อรวมกับกรอบวงเงิน 2 แสนล้านบาท จะทำให้รัฐบาลมีกรอบวงเงินกู้ทั้งหมด 6.83 แสนล้านบาท ซึ่งจะส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 52.4% ต่อจีดีพี (ภายใต้สมมติฐานตามที่สภาพัฒน์คาดการณ์ปีนี้ จีดีพี -5%) จากล่าสุด ณ สิ้นเดือน มิ.ย.63 อยู่ที่ระดับ 45.83% ส่วนในปีงบประมาณ 2564 หนี้สาธารณะจะอยู่ที่ระดับ 57.8% ภายใต้สมมติฐานจีดีพีโต 3.5%