เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
นพ.กฤษณ์ จาฏามระ เล่างานวิจัย OPTIMA Trial ทางเลือกมะเร็งเต้านม ไม่ต้องให้คีโม
Biz Movement นพ.กฤษณ์ จาฏามระ เล่างานวิจัย OPTIMA Trial ทางเลือกมะเร็งเต้านม ไม่ต้องให้คีโม
นายกฯ ประนามเหตุไปป์บอมบ์ สั่งจัดการเด็ดขาด เยียวยา จนท.-ประชาชนสูงสุด
Politics นายกฯ ประนามเหตุไปป์บอมบ์ สั่งจัดการเด็ดขาด เยียวยา จนท.-ประชาชนสูงสุด
เปิดอัตราใหม่ภาษีที่ดิน กทม. เก็บเพิ่ม ‘เกษตรจำแลง’ สกัดแลนด์ลอร์ดหลบภาษี
Real Estate เปิดอัตราใหม่ภาษีที่ดิน กทม. เก็บเพิ่ม ‘เกษตรจำแลง’ สกัดแลนด์ลอร์ดหลบภาษี
1 ปี ขัดแย้งไทย-กัมพูชา เศรษฐกิจสระแก้วหยุดนิ่ง ค้าชายแดนเป็นศูนย์
เศรษฐกิจภูมิภาค 1 ปี ขัดแย้งไทย-กัมพูชา เศรษฐกิจสระแก้วหยุดนิ่ง ค้าชายแดนเป็นศูนย์
ราคาทองวันนี้ (23 ก.ค. 69) ขยับขึ้น 100 บาท รูปพรรณขายออก 66,800 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (23 ก.ค. 69) ขยับขึ้น 100 บาท รูปพรรณขายออก 66,800 บาท
ธ.ก.ส. เปิดตัว 2 เงินฝากใหม่ ‘ไซทอง-พานทอง’ วันนี้ถึง 31 ส.ค. 2569
Finance ธ.ก.ส. เปิดตัว 2 เงินฝากใหม่ ‘ไซทอง-พานทอง’ วันนี้ถึง 31 ส.ค. 2569
อสังหาฯ โคราช ครึ่งปีหลังจ่อฟื้น ‘เขาใหญ่’ ยังโตแรง รับอานิสงส์ Wellness – M6
Real Estate อสังหาฯ โคราช ครึ่งปีหลังจ่อฟื้น ‘เขาใหญ่’ ยังโตแรง รับอานิสงส์ Wellness – M6
กกพ. ตรึงค่าไฟงวด ก.ย.-ธ.ค. 3.95 บาท ดึงเงิน Claw back 1.61 หมื่นล้าน อุ้มค่าเอฟที
Economic กกพ. ตรึงค่าไฟงวด ก.ย.-ธ.ค. 3.95 บาท ดึงเงิน Claw back 1.61 หมื่นล้าน อุ้มค่าเอฟที
‘อนุทิน’ ประชุม คตท. ลั่นไม่สนโพลความรู้สึก ยึดเอาข้อมูลหลักฐานเชื่อถือได้
Politics ‘อนุทิน’ ประชุม คตท. ลั่นไม่สนโพลความรู้สึก ยึดเอาข้อมูลหลักฐานเชื่อถือได้
กอช. เตือน ‘สึนามิประชากร’ วัย 46-60 ปี 17 ล้านคน เสี่ยง ‘แก่แต่จน’ เร่งออมก่อนสาย
Finance กอช. เตือน ‘สึนามิประชากร’ วัย 46-60 ปี 17 ล้านคน เสี่ยง ‘แก่แต่จน’ เร่งออมก่อนสาย
ดูทั้งหมด

ย้อนรอยตลาดหุ้น หลังวิกฤตความขัดแย้งโลก จับตามุมมองการลงทุนเดือน มี.ค.

07 มี.ค. 2565 | 06:00น.

ย้อนรอยตลาดหุ้น หลังวิกฤตความขัดแย้งโลก กับ “วิวัฒน์ เตชะพูลผล รองกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ทางเทคนิค บริษัท หลักทรัพย์  ทิสโก้ จำกัด  

วันที่ 7 มีนาคม  2565  จากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างประเทศที่สร้างความกังวลและกดดันให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลงอย่างหนัก  รวมถึงสินทรัพย์เสี่ยงประเภทต่าง ๆ  ก็ถูกเทขายยกกระดาน  ในขณะเดียวกันหากเราย้อนดูสถิติในอดีตที่ผ่านมาเราจะพบว่าทุกครั้งที่ความกังวลหรือความตึงเครียดนั้นคลี่คลายลง  ตลาดหุ้นมักเด้งตัวกลับหรือฟื้นตัวกลับขึ้นมาได้

วันนี้เราจะพาทุกคนไปย้อนรอยตลาดหุ้น หลังวิกฤตความขัดแย้งโลก พร้อมมุมมองการลงทุนในเดือนมีนาคมนี้  กับ “วิวัฒน์ เตชะพูลผล รองกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ทางเทคนิค บริษัท หลักทรัพย์  ทิสโก้ จำกัด  มานำเสนอ

ในสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งระหว่างประเทศแบบนี้ ก็จะเป็นตัวที่กดดันสินทรัพย์เสี่ยงให้ร่วงลงมา โดยเฉพาะตลาดหุ้น หากเราย้อนดูสถิติเก่า ๆ เกี่ยวกับวิกฤตที่เคยเกิดขึ้นในอดีต  SET INDEX มีการอ่อนแอหรือปรับฐานลงไปแค่ไหน เซ็กเตอร์ไหนบ้างที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด? 

ถ้าเราดูวิกฤตในอดีตที่เราพอจะนำมาเทียบกันได้ก็คือในปี 2513 ซึ่งก็นานมาแล้ว อันนั้นเป็นวิกฤตของกรณีของอ่าวเปอร์เซีย  ปรากฎว่าตลาดหุ้นทั่วโลกพอมีเรื่องเกี่ยวกับวิกฤตอ่าวเปอร์เซียก็ปรับตัวลดลงไปก่อน ช่วงนั้นอเมริกากับประเทศไทยปรับตัวลงไปประมาณ 15-20% จากจุดสูงสุด แต่หลังจากนั้นพอวันแรกที่อเมริกาเริ่มโจมตีในอ่าวเปอร์เซีย  ปรากฏว่าหุ้นขึ้นแรงแล้วก็ขึ้นไปกว่า 4 เดือนเต็ม ๆ  ซึ่งสถานการณ์ในครั้งนั้นกับครั้งนี้เปรียบเทียบกันผมว่าเปรียบเทียบไม่ได้ เพราะว่ามันผ่านมาแล้วยุคสมัยก็ผ่านไป แต่ว่าคราวนี้เหตุการณ์เกิดขึ้นในยุโรปและก็ในรัสเซีย คนที่จะได้รับผลกระทบหนัก ๆ ก็จะอยู่ในยุโรป เพราะว่ารัสเซียเป็นประเทศที่ส่งออกน้ำมัน เฉพาะซัพพลายน้ำมันจากรัสเซียจะอยู่ที่ประมาณ 8% ของโลก อันนี้ก็เลยส่งผลกระทบในเรื่องของราคาน้ำมันเรื่องของเงินเฟ้อ ราคาน้ำมันล่าสุดก็ปรับตัวขึ้นไป 114 เหรียญต่อบาร์เรล ขึ้นไปถ้านับจากต้นปีขึ้นไปแล้ว 50%

อย่างไรก็ตามประเทศในแทบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถือว่าได้รับผลกระทบน้อยมาก ได้แก่ ประเทศมาเลเซีย , ประเทศสิงคโปร์ , ประเทศไทย รวมถึงแทบประเทศ CLMV ทั้งหมดก็ได้รับผลกระทบน้อย เพราะฉะนั้นหุ้นประเทศต่าง ๆ เหล่านี้ดีหมด  ตลาดหุ้นไทยก็จะสังเกตว่าปรับตัวลงไม่มากขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 1,720 จุด และช่วงนี้ก็อยู่ที่ 1,695 จุด ก็เรียกได้ว่าปรับลงมาแค่เล็กน้อย ทั้งที่ยังมีการสู่รบในยูเครนอยู่ก็ตาม อีกอันหนึ่งที่น่าจะได้ผลกระทบในทางบวกก็คือพอมีปัญหาในยุโรปทำให้ฟันด์โฟลว์ไหลเข้ามาในประเทศไทยเยอะ  จากต้นปีต่างชาติเข้าไปซื้อสุทธิเฉพาะช่วง 2 เดือนกว่า ๆ ที่ผ่านมาซื้อสุทธิไปแล้วเกือบ 9 หมื่นล้านบาท ทางทิสโก้เราก็ประเมินว่าทั้งปีต่างชาติน่าจะซื้อสุทธิอยู่ที่ประมาณ 2 แสนล้านบาท ซึ่งน่าจะสามารถดันดัชนีขึ้นไปได้ที่ 1,780 จุด  แต่ก็ต้องมาประเมินก่อนว่าการจบลงของสงครามยูเครนจะจบลงอย่างไร

ในกรณีของรัสเซียกับยูเครนทางทิสโก้เราก็มองว่าจะรบไม่นานเพราะว่าถึงแม้รัสเซียอาจจะชนะสงครามในสมรภูมิแต่ว่ารัสเซียน่าจะแพ้สงครามเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามตลาดหุ้นของรัสเซียถ้าเทียบจากจุดสูงสุดตอนนี้ปรับตัวลงมาแล้ว 70% ซึ่งผมคิดว่าสำหรับยูเครนต้องยื้อให้นานที่สุด ส่วนสำหรับรัสเซียต้องให้เร็วที่สุด  เพราะฉะนั้นสงครามตรงนี้มันสู้ด้วยกันสองด้าน   หนึ่งคือยึดสมรภูมิ  สองอีกด้านหนึ่งคือทำลายเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมมองว่าต้องจบเร็วและต้องจบด้วยการเจรจากันจะดีที่สุด ฉะนั้นตลาดหุ้นเลยมีการปรับตัวขึ้นมาหมดเพราะตลาดหุ้นก็เป็นตัวที่จะสะท้อนเหตุการณ์ล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือน

เดือนมีนาคมนี้ค่อนข้างที่จะมีหลายปัจจัยที่ยังสร้างความกังวล แนะนำกลยุทธ์การลงทุนหรือแนวทางการลงทุนให้นักลงทุนหน่อยค่ะ ว่าควรจะลงทุนอย่างไรดี? 

ในเดือนมีนาคมนี้จะมีการประชุมธนาคารกลางหลายแห่ง เริ่มจากวันที่ 10 มี.ค.จะมีการประชุมของธนาคารกลางยุโรป (ECB) แต่ ECB คาดว่ายังคงไม่ทำอะไรยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม ซึ่งปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยติดลบอยู่ที่ 0.5% ส่วนการประชุมครั้งถัดไปของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 16 มี.ค.ก็จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแค่ 0.25% อันนี้ประธานเฟด “เจอโรม พาวเวล” ได้พูดเอาไว้ เพราะฉะนั้นมันก็เป็นเชิงที่เรียกว่าไม่มีผลกระทบต่อตลาด เดิมตลาดกังวลว่าจะขึ้น 50 bps. และขึ้นไม่หยุด 7-8 ครั้ง ปรากฏว่าตอนนี้โทนมันเริ่มเบาลงก็คือจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ทั้งปีน่าจะขึ้นที่ประมาณ 5 ครั้ง ครั้งละ 0.25% เพราะฉะนั้นสิ้นปีน่าจะอยู่ที่ 1.5%   ซึ่งถ้าเกิดตลาดหุ้นสามารถเติบโตได้จะไม่มีผลกระทบต่อตลาดหุ้น

แล้วก็อันถัดไปก็มีธนาคารแห่งประเทศอังกฤษ  (Bank of England)  จะมีการประชุมต่อในวันที่ 17 มี.ค.นี้ ก็คาดว่าน่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกที่ 25 bps. ซึ่งได้มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปแล้วหนึ่งครั้งและอาจจะขึ้นอีก  25 bps. เป็น 0.75%  และก็จะมีธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่น (BOJ) BOJ แน่นอนนะเศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่นยังแย่ก็คงจะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม  ส่วนของประเทศไทยก็จะมีการประชุมในวันที่ 30 มี.ค.ก็คงจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 0.5% อันนี้ก็จะเป็นภาพของตลาด  ภาพของสิ่งที่จะเกิดขึ้นในเดือนมีนาคมนี้ ซึ่งเราก็มองว่าถ้าเป็นแบบนั้นตลาดหุ้นไทยในช่วงเดือนนี้ น่าจะแกว่งตัวไซด์เวย์ ขึ้นก็น่าจะไม่เกิน 1,720 จุด ลงก็น่าจะไม่หลุด 1,580 จุด

กลยุทธ์การลงทุนเราก็จะเน้นไปในหุ้นที่ผลประกอบการไตรมาส 4/64  ออกมาดี ๆ  ที่ออกมาดีมาก ๆ จะเป็นหุ้นในกลุ่มโรงพยาบาล ที่เราชอบที่สุดก็จะเป็น บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS)   ส่วนโรงพยาบาลเล็ก ๆ อื่น ๆ ก็ดีนะครับ เล็ก ๆ อย่างพวก บมจ.บางกอก เชน ฮอสปิทอล (BCH) หรือบมจ. โรงพยาบาลจุฬารัตน์ (CHG)  และอันถัดมาก็เป็นหุ้น บมจ.สยามแม็คโคร (Makro) ซึ่งมีผลประกอบการออกมาดี อีกตัวหนึ่งก็คือ บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) ซึ่งเป็นหุ้นในกลุ่มคอนซูมเมอร์ พวกนี้ผลประกอบการออกมาดี   อีกกลุ่มหนึ่งก็คือกลุ่มพลังงาน  พลังงานตอนนี้เรามองตัวที่ราคายังไม่ปรับขึ้นไม่มาก (Laggard) จะเป็น บมจ.ปตท. (PTT ) คือตอนนี้เราจะเน้นหุ้นขนาดใหญ่เพราะว่าเราเชื่อว่าฟันด์โฟลว์ต่างชาติยังเข้าต่อเนื่อง

อีกตัวหนึ่งก็เป็น บมจ.บ้านปู (BANPU)  แล้วก็ในกลุ่มอีกตัวหนึ่งราคาน้ำมันพืช ปรากฏว่าราคาน้ำมันปาล์มขึ้นไปทำจุดสูงสุดในรอบเกือบ 4 ปี เพราะฉะนั้นเราก็มองตัว  บมจ.ชุมพรอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม (CPI)  นอกนั้นก็จะเป็นหุ้นในกลุ่มที่เป็นไฟฟ้า ซึ่งกลุ่มไฟฟ้าข้อเสียคือปีนี้การเติบโต (growth) อาจจะไม่ค่อยดีแต่ข้อดีคือหรือการประเมินราคา (valuation) ได้ก็จะมีตัว บมจ.ผลิตไฟฟ้า (EGCO)  ที่ราคาปรับลงมาเยอะและยังจ่ายปันผลสม่ำเสมอ ส่วนนอกนั้นถ้าฟันด์โฟลว์ต่างชาติเข้ามาแล้วอัตราดอกเบี้ยเป็นขาขึ้นกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ก็ยังได้รับประโยชน์ เพราะฉะนั้นขนาดใหญ่ตอนนี้ตัวที่ราคายังไม่ปรับขึ้นไม่มากจะเป็น บมจ.ธนาคารกรุงเทพ (BBL) สำหรับกลุ่มอาหารเราชอบตัว บมจ.อิชิตัน กรุ๊ป (ICHI)  เพราะราคาตกลงมาเยอะและการส่งออกไปยังประเทศในกลุ่ม CLMV ในเดือนที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ