เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
คุยกับเศรษฐา : สมการ ‘รายได้สุทธิ’ เปลี่ยนอย่างไร ให้เกษตรกร ‘มีเงินเหลือมากขึ้น’ ?
Columns คุยกับเศรษฐา : สมการ ‘รายได้สุทธิ’ เปลี่ยนอย่างไร ให้เกษตรกร ‘มีเงินเหลือมากขึ้น’ ?
‘มธ.’ ผนึก ASMG-นานาชาติ วางแนวทางดูแล ‘ก่อนมะเร็งกระเพาะอาหาร’
Biz Movement ‘มธ.’ ผนึก ASMG-นานาชาติ วางแนวทางดูแล ‘ก่อนมะเร็งกระเพาะอาหาร’
อีซูซุ ส่งเครื่องยนต์ 2.2 Biturbo 204 แรงม้า เอาใจลูกค้า D-MAX และ MU-X
Automotive อีซูซุ ส่งเครื่องยนต์ 2.2 Biturbo 204 แรงม้า เอาใจลูกค้า D-MAX และ MU-X
‘โอบามา’ ลุยช่วยหาเสียงอัด ‘ทรัมป์’ ลั่นโกงกิน-ตปท.ล้มเหลว จวกรสนิยมตกแต่งทำเนียบ
World ‘โอบามา’ ลุยช่วยหาเสียงอัด ‘ทรัมป์’ ลั่นโกงกิน-ตปท.ล้มเหลว จวกรสนิยมตกแต่งทำเนียบ
‘อนุทิน’ สั่ง ‘สภาพัฒน์’ ประมาณการ ‘จีดีพี‘ ใหม่ ลั่นปีนี้ไม่ใช่ 2.1% แน่
Politics ‘อนุทิน’ สั่ง ‘สภาพัฒน์’ ประมาณการ ‘จีดีพี‘ ใหม่ ลั่นปีนี้ไม่ใช่ 2.1% แน่
รัฐบาล จ่อขยาย 1 ปี มาตรการ ‘บัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวัน’ ถึง 31 ธ.ค. 70
Politics รัฐบาล จ่อขยาย 1 ปี มาตรการ ‘บัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวัน’ ถึง 31 ธ.ค. 70
อนุทิน ลั่น ตปท.ลงทุน ต้องถ่ายทอดเทคโนโลยี ชี้ไทยเป็นฐานกระจายสินค้าอาเซียน 700 ล้านคน
Politics อนุทิน ลั่น ตปท.ลงทุน ต้องถ่ายทอดเทคโนโลยี ชี้ไทยเป็นฐานกระจายสินค้าอาเซียน 700 ล้านคน
ราคาทองวันนี้ (25 ต.ค. 69) คงที่ ทองรูปพรรณ 64,900 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (25 ต.ค. 69) คงที่ ทองรูปพรรณ 64,900 บาท
การเมืองฝรั่งเศสระอุ! 4 แสนคนลงถนนระลอกใหม่ ท้าทาย ‘มาครง’ โค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง
World การเมืองฝรั่งเศสระอุ! 4 แสนคนลงถนนระลอกใหม่ ท้าทาย ‘มาครง’ โค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง
‘คนที่พึ่งพาได้’ ในที่ทำงาน มีราคาที่ต้องจ่าย? แนะวิธีปลดตัวเองจากการโหมงานหนัก
HR ‘คนที่พึ่งพาได้’ ในที่ทำงาน มีราคาที่ต้องจ่าย? แนะวิธีปลดตัวเองจากการโหมงานหนัก
ดูทั้งหมด

ถอดบทเรียนวิกฤต เจอจ่ายจบ ความผิดพลาดครั้งใหญ่ประกันภัย

16 มิ.ย. 2565 | 08:09น.
อานนท์ วังวสุ
สัมภาษณ์พิเศษ

วิกฤตโรคระบาดโควิด-19 ได้สร้างวิกฤตครั้งประวัติศาสตร์ให้กับอุตสาหกรรมประกันวินาศภัยไทย จากการที่ประเทศไทยได้เปิดขายกรรมธรรม์โควิดที่เรียกว่า “เจอจ่ายจบ” จนทำให้บริษัทประกันวินาศภัยต้องปิดกิจการไปถึง 4 แห่ง คือ เอเชียประกันภัย, เดอะวัน ประกันภัย, อาคเนย์ประกันภัย และไทยประกันภัย และยังอยู่ระหว่างขอยื่นแผนฟื้นฟูกิจการอีก 1 ราย คือ “สินมั่นคงประกันภัย”

“ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์พิเศษ นายอานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย เพื่อถอดบทเรียนกรมธรรม์ “เจอจ่ายจบ” ที่กลายเป็นจุดวิกฤตของอุตสาหกรรมประกันวินาศภัยไทยแบบไม่คาดฝัน

ย้อนรอยวิกฤตน้ำท่วมใหญ่-สึนามิ

นายอานนท์เล่าว่า ตั้งแต่ปี 2563 จนถึงตอนนี้ ธุรกิจประกันวินาศภัยได้จ่ายเคลมสินไหมประกันโควิด-19 ทะลุ 100,000 ล้านบาทไปแล้ว ถือเป็นวิกฤตครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมประกันภัยอีกครั้งหนึ่ง หลังจากได้รับผลกระทบหนักสุดในปี 2554 จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่

ธุรกิจประกันต้องจ่ายเคลมไปกว่า 410,000 ล้านบาท แต่รอบนั้นถือว่ายังโชคดีมาก เพราะมีการส่ง “ประกันภัยต่อ” ออกไปค่อนข้างมาก ทำให้ธุรกิจประกันจ่ายเคลมในส่วนที่รับประกันไว้เองไม่เกิน 100,000 ล้านบาท

ส่วนช่วงปี 2547 ที่เกิดเหตุการณ์สึนามิ ถือเป็นอีกหนึ่งวิกฤตใหญ่ของธุรกิจประกัน เพราะต้องทำเคลมสินไหมคนตายนับพัน ๆ คน ซึ่งธุรกิจประกันต้องจ่ายเคลมไปร่วม ๆ 20,000 ล้านบาท และเมื่อปี 2553 กับเหตุการณ์เผาเซ็นทรัลเวิลด์ของผู้ชุมนุมเสื้อแดง ธุรกิจประกันต้องจ่ายเคลมไปมากกว่า 20,000-30,000 ล้านบาท

ประกันคือ “สลากกินแบ่งฯ” ไม่ใช่หวยใต้ดิน

นายอานนท์กล่าวว่า ปัญหาของประกันโควิด ต้องเข้าใจพื้นฐานก่อนว่า เงินของบริษัทประกันภัย ไม่ใช่เงินของเจ้าของบริษัท ไม่ใช่เงินของนายทุนมาหากิน แต่เงินของบริษัทประกันภัยเป็นเงินของประชาชน จะเห็นว่าบริษัทอาคเนย์ประกันภัย มีทุนจดทะเบียน 500 ล้านบาท มีเบี้ยหมื่นกว่าล้านบาท สินมั่นคงประกันภัย มีทุนจดทะเบียน 200 ล้านบาท มีเบี้ยหมื่นกว่าล้านบาท หมายความว่าเงินที่แต่ละบริษัทเอามาหมุนเวียนประกอบกิจการ คือ “เงินประชาชน”

ตามหลักการประกันภัยถ้าเปรียบให้เห็นภาพจะเหมือน “สลากกินแบ่งฯ” คือ สมมุติได้เงินจากการขายสลาก 100 ล้านใบ ต้องกำหนดว่าจ่ายรางวัลเท่าไหร่ ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ และค่าขายเท่าไหร่ ฉะนั้นค่าใช้จ่ายไม่มีทางแซงรายรับ

ประกันภัยก็คอนเซ็ปต์เดียวกัน เมื่อได้เงินเบี้ยประกันมา 100 บาท จะต้องแบ่งเป็นค่าใช้จ่ายสินไหมทดแทน (loss ratio) ประมาณ 70% และ 15% เป็นค่าคอมมิชชั่นคนกลางประกันภัย และ 12% เป็นค่าใช้จ่ายดำเนินการ และที่เหลือ 3% เป็นกำไร คือ เงินต้องเป็นสัดส่วนที่ประมาณการแน่นอน แต่สิ่งที่ประมาณการยากสุด คือ “ค่าสินไหม” หากใครมีหลักการรับประกันดี ๆ ค่าสินไหมก็จะต่ำ

“เรื่องหลักการประกันภัย เป็นเรื่องของหลักที่แน่นอนแบบสลากกินแบ่งของรัฐบาล ไม่ใช่เสี่ยงโชคเหมือนหวยใต้ดิน ที่ไม่มีการกำหนดเลยว่าจะขายได้เท่าไหร่”

“เจอจ่ายจบ” ฝืนหลักการประกัน

นายอานนท์ยอมรับว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะการขายกรมธรรม์โควิด “เจอจ่ายจบ” ของบริษัทประกัน ค่อนข้างฝืนหลักการประกันภัย เพราะความคุ้มครองไม่สอดคล้องกับอัตราเบี้ย เพราะตามหลักถ้าความเสี่ยงสูงเบี้ยต้องแพง

ทั้งนี้กรมธรรม์ “เจอจ่ายจบ” เป็นการใช้คอนเซ็ปต์ “เป็นแล้วจ่าย” ดึงโมเดลประกันโรคร้ายแรง ที่ให้ความคุ้มครอง “แบบเหมา” โดยอ้างอิงตัวเลขผู้ติดเชื้อในอู่ฮั่นออกแบบในการขายกรมธรรม์ ซึ่งตอนนั้นในไทยยังไม่มีผู้ติดเชื้อ คิดค่าเบี้ยประกัน 299 บาทต่อฉบับ

ให้ความคุ้มครองค่าขาดรายได้วงเงิน 30,000 บาท อิงค่าเฉลี่ยรายได้คนทั่วไป เมื่อติดเชื้อช่วงนั้นต้องพักรักษาตัวนาน 14 วันไปจนถึง 1 เดือน ก็เท่ากับคนติดเชื้อไม่ได้กำไรเพราะอิงค่าเสียหายที่แท้จริง

“ปรากฏว่าสิ้นปี 2563 ทั้งระบบได้เบี้ยโควิดเข้ามา 4,000 ล้านบาท ขณะที่มีคนติดเชื้อแค่ 6,884 คน และมีคนเสียชีวิต 62 คน จ่ายเคลมโควิดไม่ถึง 100 ล้านบาท ธุรกิจประกันก็รับกำไรไปมหาศาล เมื่อผลออกมาแบบนั้น ปี 2564 สำนักงาน คปภ.หารือกับธุรกิจประกันให้ลดค่าเบี้ย

ขณะที่บริษัทประกันวินาศภัยมาแข่งขายวงเงินคุ้มครองเพิ่มเป็น 5 หมื่นบาทไปจนถึง 1-2 แสนบาท แต่ลืมไปว่าสาเหตุที่คนติดเชื้อน้อยเพราะรัฐบาลเข้มงวดมาตรการคุมการระบาด ล็อกดาวน์ แต่ปี 2564 พอรัฐบาลเริ่มผ่อนคลายทุกอย่าง ก็เกิดคลัสเตอร์ผับทองหล่อ

ช่วงสงกรานต์ปล่อยเดินทางกลับบ้านก็ฝีแตก ทำให้เดือน เม.ย.-มิ.ย. 64 ยอดขายกรมธรรม์โควิดได้อีกกว่า 13 ล้านฉบับ ขณะที่คนติดเชื้อมากขึ้น เคลมสินไหมก็พุ่งตาม”

ประกันโควิดทำให้ยอดติดเชื้อไม่ลด

นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า ชะตากรรมที่เจอจากวิกฤตโควิด ต้องยอมรับว่าประกันภัยเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ยอดผู้ติดเชื้อโควิดไม่ลดลง ระยะหลังคนเริ่มใช้ชีวิตแบบไม่กลัวติดโรค เพราะอาการคล้ายหวัดเป็นแล้วไม่ตาย ส่งผลให้เปอร์เซ็นต์ค่าเสียหายที่แท้จริงผิดเพี้ยนไป ประกอบกับบริษัทรับประกันส่วนใหญ่ไม่ส่งประกันภัยต่อ ปี 2564 ธุรกิจประกันรับเบี้ยมา 6,000 ล้านบาท แต่จ่ายเคลมโควิดไปถึง 40,000 ล้านบาท

จากตัวเลขคนติดเชื้อในประเทศไทยปี 2564 และปี 2565 ประมาณปีละ 2 ล้านคน หรือคิดเป็น 3.3% ของจำนวนประชากร 66 ล้านคน แต่จากจำนวนคนซื้อประกันเจอจ่ายจบ พบว่าติดเชื้อไปกว่า 5% และปี 2565 ติดเชื้อเพิ่มไปถึง 12% ซึ่งตามหลักสถิติ law of large number เปอร์เซ็นต์ของฐานข้อมูลขนาดใหญ่ต้องเป็นอัตราเดียวกัน คือ ถ้าคนซื้อประกัน 3.3% ของประชากร คนซื้อประกันที่ติดเชื้อก็ต้อง 3.3% หรืออาจจะเบี่ยงเบนได้เล็กน้อย แต่สิ่งที่เห็นมันไม่ใช่ธรรมชาติ ทำให้ตัวเลขคนติดเชื้อที่ซื้อประกันเขย่งขึ้น

“ธุรกิจผิดพลาด” จนต้องเสีย 4 บริษัท

นายอานนท์เปิดเผยว่า ความเสียหายครั้งนี้ส่งผลให้เงินกองทุนของธุรกิจประกันวินาศภัยทั้งระบบหายไปประมาณ 1.5-1.6 แสนล้านบาท จากเดิมที่มีอยู่เกือบ 3 แสนล้านบาท ซึ่งกินเงินกองทุนของธุรกิจประกันวินาศภัยไปค่อนข้างมาก

แต่อย่างน้อย ๆ ข้อดี คือ เงินที่ออกไปจ่ายเคลมโควิดก็ตกไปอยู่ในกระเป๋าคนไทย (ผู้เอาประกัน) โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ซึ่งช่วยค้ำจุนระบบเศรษฐกิจไทยได้ส่วนหนึ่ง แม้ว่าอีกส่วนหนึ่งยังไม่ได้จ่ายออกไปจากกองทุนประกันวินาศภัย (กปว.) จาก 4 บริษัทที่ปิดตัวลง วงเงินราว 4 หมื่นล้านบาท

“ต้องยอมรับว่า ในส่วนของธุรกิจประกัน ผิดพลาดและประมาท เป็นเหตุให้ต้องเสียบริษัทประกัน 4 แห่ง และอีก 1 บริษัทอยู่ระหว่างขอยื่นแผนฟื้นฟูกิจการ ต้องยอมรับว่าผิดพลาด เพราะจริง ๆ ทุกบริษัทควรรู้ว่าตัวเองควรจะขายสูงสุดเท่าไหร่ วัดจากระดับเงินกองทุนต้องปิด gap ไว้ เช่นไม่เกิน 50,000-100,000 กรมธรรม์ ทุกบริษัทต้องคำนวณว่าถ้าทุกกรมธรรม์ติดเชื้อโควิดหมด จะรับประกันไหวที่จำนวนเท่าไหร่ แต่เจอจ่ายจบครั้งนี้ขายกันไปเป็นล้านกรมธรรม์”

แต่อย่างที่บอก เพราะว่าอัตราความเสี่ยงเปลี่ยน เพราะสถิติปี 2563 ความเสียหายน้อย แต่ปี 2564 คนติดเชื้อมากกว่าถึง 300 เท่า และปี 2565 คนติดเชื้อก็เพิ่มขึ้นอีก 2.5-3 เท่า กดเซฟ-ที-คัทก็ไม่ได้ เพราะ คปภ.ห้ามไม่ให้บอกเลิกกรมธรรม์ ตอนนี้เหลือรายใหญ่ ๆ ที่ยังอยู่ ทั้งวิริยะประกันภัยและกรุงเทพประกันภัย ก็เจ็บตัวจ่ายเคลมโควิดไปรายละกว่าหมื่นล้านบาท แต่ยังอยู่ได้เพราะฐานะการเงินแข็งแรง

บทเรียนธุรกิจ “ไม่ต้องสอน”

“บทเรียนครั้งนี้แทบจะไม่ต้องสอนเลย เหมือนเด็กจับไฟแล้วร้อน ชาตินี้ไม่จับอีกแล้ว คือ สร้างความเสียหายที่รุนแรงจนไม่ต้องวิเคราะห์ เพราะไปจับโดนขนาดไฟ 10,000 โวลต์ ฉะนั้นอะไรที่ไม่รู้จัก อย่าเดินเข้าไป เวลาก้าวต้องก้าวทีละก้าว ดูบ่อน้ำมันลึกหรือเปล่า ไม่ใช่โดดลงไปเลย”

สำหรับภาคธุรกิจ แน่นอนว่าในอนาคตยังมีภาระคงต้องเปิดทดลองรับประกันภัยใหม่ ๆ แต่สำหรับโรคระบาดอาจจะคิดหนัก เพราะโปรดักต์ในกลุ่ม uninsure ไม่ควรเข้าไปรับประกัน เช่น โรคระบาด, ภัยสงคราม คือ ถ้าจะขายให้คุ้มเบี้ยต้องแพงมาก ไม่ใช่โปรดักต์แบบ “เจอจ่ายจบ”

นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย ระบุว่า ไม่ใช่แค่ธุรกิจประกันที่ประมาท เพราะ คปภ.ก็เชียร์และอนุมัติแบบ fast track ใช้เวลาแค่ 3-5 วันก็ขายได้เลย ทั้งที่จริง ๆ แล้วในฐานะหน่วยงานกำกับต้องเชี่ยวชาญและรอบคอบกว่าธุรกิจ

ฉะนั้นถือว่า “บกพร่อง” กันทั้งหมด จะบอกว่าบริษัทประกันไม่ประเมินความเสี่ยงไม่ได้ เพราะ คปภ.เป็นผู้อนุมัติแบบ ดังนั้นเวลาเสียหายต้องช่วยกันแก้ไขและยอมรับผลร่วมกัน

แม้ตอนนี้ปัญหาของธุรกิจประกันภัย ในแง่ของภาคธุรกิจก็เจ๊ง รับผิดชอบกันไปแล้ว และปัญหายังไม่จบ เพราะยังมีภาระหนี้เคลมของ 4 บริษัทที่ถูกปิดกิจการจากโควิด ประมาณ 40,000 ล้านบาท ก็ถูกส่งต่อไปให้ “กองทุนประกันวินาศภัย” หรือ กปว. ในฐานะผู้ชำระบัญชี ที่ต้องทำหน้าที่ “จ่ายเคลม” ผู้เอาประกันภัยแทนบริษัทที่ถูกปิด ซึ่งยังมีปัญหาว่าจะหาเงินจากที่ไหนมาจ่าย และผู้เอาประกันจะต้องรอนานแค่ไหน

สิ่งสำคัญ คือ ธุรกิจต้องไม่ทิ้งหลักการประกันภัย เพราะคุณดูแลเงินประชาชน ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องมีความเป็น “มืออาชีพ” มากกว่านี้