เครื่องบินเศรษฐกิจ
คอลัมน์ : เช้านี้ที่ซอยอารีย์ ผู้เขียน : พงศ์นคร โภชากรณ์ ([email protected])
ในตำราเศรษฐศาสตร์มหภาค 101 ทุกคนต้องได้เรียนเรื่องผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ gross domestic product หรือที่เรียกย่อ ๆ ว่า GDP ภาษาง่าย ๆ หมายถึงมูลค่าของสินค้าและบริการที่ผลิตได้ใน 1 ปี เช่น ถ้าปีที่แล้วผลิตได้ 100 บาท ปีนี้ผลิตได้ 105 บาท แปลว่า GDP เพิ่มขึ้น 5%
ในทางกลับกัน ถ้าปีนี้ผลิตได้เพียง 95 บาท แปลว่า GDP ลดลง 5% ดังนั้น นักวิเคราะห์เศรษฐกิจทั้งหลายจึงเฝ้าตาม GDP ว่าเพิ่มขึ้นหรือลดลงกี่มากน้อย ถ้าเพิ่มขึ้นสะท้อนว่าเศรษฐกิจดีขึ้น ถ้าลดลงสะท้อนว่าเศรษฐกิจแย่ลง
วันนี้ผมจะอธิบายเรื่อง GDP ด้วยรูปเครื่องบินลำนี้ครับ เครื่องบินที่เราคุ้นเคยจะมี 4 เครื่องยนต์ เช่นเดียวกับองค์ประกอบของ GDP ก็มี 4 เครื่องยนต์เช่นกัน
ผมดัดแปลงเครื่องยนต์ที่ 2 และ 3 นิดหน่อยเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นเป็น 1) เครื่องยนต์การบริโภคภาคเอกชน 2) เครื่องยนต์การลงทุนภาคเอกชน 3) เครื่องยนต์การใช้จ่ายภาครัฐ โดยการเอาการลงทุนภาครัฐย้ายมาอยู่ในเครื่องยนต์นี้แทน และ 4) เครื่องยนต์การส่งออกสินค้าและบริการสุทธิ
ทั้ง 4 เครื่องยนต์มีแรงขับเคลื่อนเครื่องบินไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับขนาดของเครื่องยนต์ (สัดส่วนต่อ GDP) และอัตราเร่ง (อัตราการขยายตัว) เครื่องยนต์ที่มีขนาดใหญ่มากสุด คือ การส่งออกสินค้าและบริการสัดส่วน 67% รองลงมาคือ การบริโภคภาคเอกชนสัดส่วน 54% ถัดมาเป็นการใช้จ่ายภาครัฐสัดส่วน 23% และการลงทุนภาคเอกชนสัดส่วน 18% (ดูภาพประกอบ)

เอ้า ! แล้วการนำเข้าสินค้าและบริการหายไปไหน ในทางเศรษฐศาสตร์การนำเข้าสินค้าและบริการมองได้ 2 มุม คือ 1) เป็นตัวหักออกจาก GDP เพราะถ้านำเข้าเยอะแปลว่ารายได้ของประเทศรั่วออกไปนอกประเทศ ต่อให้ขายของได้มาก แต่ต้นทุนสูงก็เสี่ยงจะขาดทุนได้ และ 2) เป็นตัวบอกว่าเรานำเข้าสินค้าเข้ามาพัฒนาประเทศมากน้อยเพียงใด มุมนี้บางครั้งจะนับการนำเข้าสินค้าเป็นอุปทานอีกตัวหนึ่ง เช่น เครื่องจักร เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ วัตถุดิบ เป็นต้น ที่นำเข้ามาก็เพื่อผลิตแล้วส่งออก หรือไม่ก็ใช้ภายในประเทศ
จากสถานการณ์ในปี 2563 เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวทั่วโลก การส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยวที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจทรุดตัวตามเศรษฐกิจโลก แต่ได้เครื่องยนต์การบริโภคภาคเอกชนมาช่วยประคับประคองไม่ให้ทรุดตัวลงมากนัก
ส่วนในปี 2564 เศรษฐกิจโลกเริ่มตั้งตัวได้ การส่งออกสินค้าเริ่มกลับมาขยายตัวต่อเนื่อง ควบคู่กับเริ่มมีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามาให้เห็นมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงท้ายปีที่เรามีการเปิดรับนักท่องเที่ยวชัดเจนมากขึ้น
แต่อย่างไรก็ตาม การนำเศรษฐกิจไทยไปผูกติดกับเศรษฐกิจโลกมากขึ้น อาจเป็นความไม่แน่นอนระดับหนึ่ง ถ้าเศรษฐกิจโลกดีก็แล้วไป แต่ถ้าเศรษฐกิจโลกแย่เศรษฐกิจไทยจะแย่ตามไปด้วย ประกอบกับปัจจุบันที่โลกเผชิญความเสี่ยงจากสงคราม พลังงานแพงทั่วโลก ค่าเงินผันผวน เศรษฐกิจไทยยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้น ซึ่งสะท้อนออกมาทางอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งทะลุกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อไปแล้ว ยิ่งดัชนีราคาผู้ผลิตที่สะท้อนต้นทุนก็ยิ่งเร่งตัวขึ้นไปไกลแล้ว
ดังนั้น การพึ่งพาและการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศจึงมีความสำคัญมากขึ้น พูดง่าย ๆ คือ เราควรเน้นที่เครื่องยนต์ภายในประเทศมากขึ้น ได้แก่ เครื่องยนต์ C คือการบริโภคของคนไทย 67 ล้านคน ซึ่งตัวนี้ไม่ได้หมายถึงการกินการใช้อย่างเดียว แต่รวมถึงการท่องเที่ยวและการเดินทางภายในประเทศด้วย
เครื่องยนต์ I คือการลงทุนของภาคเอกชนในพื้นที่ต่าง ๆ กระจายออกไปให้ทั่วทุกภูมิภาค อย่าหวังพึ่งแต่ กทม.และปริมณฑล EEC ภูเก็ต เชียงใหม่ ขอนแก่น หาดใหญ่ โคราช และ เครื่องยนต์ G คือการใช้จ่ายภาครัฐที่ต้องเร่งเบิกจ่ายอย่างต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปี ซึ่งทั้ง 3 เครื่องยนต์นี้มีขนาดรวมกันถึง 95% ของ GDP ใหญ่กว่าการส่งออกสินค้าและบริการอย่างมาก
ทำให้เป็นหลักประกันทางเศรษฐกิจได้ว่า หากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด เรายังมีเครื่องยนต์ 3 ตัว ที่ทำหน้าที่แทนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน มิได้ผูกพันเป็นความเห็นขององค์กรที่สังกัด