จักรพรรดินี บูเช็กเทียน ที่ปรากฏทางซีรีส์โทรทัศน์ มักเผยประวัติถึงความยิ่งใหญ่ทางการเมือง ล่าสุดสื่อฮ่องกงตั้งประเด็นว่า พระนางทรงอิทธิพลทางเศรษฐกิจด้วยทรัพย์สินที่น่าจะมั่งคั่งที่สุดในบรรดาผู้นำสตรี
เซาท์ ไชน่า มอร์นิง โพสต์ รายงานการเปรียบเทียบความร่ำรวยของสตรีที่ทรงอิทธิพลของโลกในประวัติศาสตร์ พบว่า พระนางบูเช็กเทียน (Empress Wu) จักรพรรดินีแห่งราชวงศ์ถังของจีน ทรงครอบครองทรัพย์สินเหนือมหาเศรษฐีนีโลกในยุคปัจจุบัน
ยุคศตวรรษที่ 21 ฟรองซัวส์ เบตตองกูต์-เมแยร์ ทายาทลอรีอัล ครองอับดับเศรษฐีนีร่ำรวยที่สุดในโลก ด้วยทรัพย์สินที่คาดว่าสูงถึง 73,800 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2,435,400 ล้านบาท ติดโผผู้มั่งคั่งอันดับที่ 12 ของโลก

แต่เทียบไม่ได้กับพระนางบูเช็กเทียน หรือ จักรพรรดินี อู่ เจ๋อเทียน ตามสำเนียงกลาง ผู้มีชีวิตระหว่างค.ศ. 624-705 ปกครองจีนในสมัยที่เศรษฐกิจของจีนมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 23 ของจีดีพีโลก
หากประเมินมูลค่าทรัพย์สินของจักรพรรดินีบูเช็กเทียนในยุคปัจจุบัน ก็คงจะมากกว่า 16 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกิน 500 ล้านล้านบาท แม้การเปรียบเทียบตัวเลขผ่านกาลเวลาหลายร้อยปีน่าจะยาก
ช่วงที่พระนางมีพระชนม์ชีพ เศรษฐกิจจีนมั่งคั่งมหาศาล จักรพรรดินีจึงน่าจะเป็นสตรีที่ร่ำรวยที่สุดในโลก

นอกจากความมั่งคั่งแล้ว จักรพรรดินีพระองค์แรกของจีนยังสร้างประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจยิ่ง ในรัชสมัยของพระนาง พระนางมีพระบรมราชโองการให้ประหารพระราชธิดาและทรงเนรเทศพระโอรสที่เป็นจักรพรรดิองค์ก่อน โดยพระองค์ทรงปกครองประเทศด้วยความช่วยเหลือจากหน่วยสืบสวนลับ
ชีวประวัติของพระนางน่าทึ่งจนนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์และซีรีส์โทรทัศน์นับครั้งไม่ถ้วน ซีรีส์ที่โดดเด่นที่สุดของเจเนอเรชั่นนี้เป็นเวอร์ชั่น 2015 ออกฉายทางโทรทัศน์เมื่อปีพ.ศ. 2558 นางเอกชื่อดังฟ่าน ปิงปิง สวมบทพระจักรพรรดินีบูเช็กเทียน
ด้วยเครื่องแต่งกายดูวาบหวามเห็นเนินอกของเหล่าสตรี ทำให้กองควบคุมโทรทัศน์ของจีนสั่งเซ็นเซอร์ให้ผู้สร้างใช้กราฟิกขยับชุดขึ้นมาปิด

ต้นกำเนิดของพระนางบูเช็กเทียนยังคงเป็นปริศนา มีรายงานที่ขัดแย้งกันว่าพระนางอาจจะประสูติในมณฑลซานซี เสฉวน หรือส่านซี
เท่าที่ทราบ คือ พระราชบิดาเป็นพ่อค้าไม้ผู้ร่ำรวยและมีสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่หลี่ หยวน ซึ่งต่อมาเป็นจักรพรรดิเกาจง แห่งราชวงศ์ถัง
พระราชบิดาให้พระนางร่ำเรียนหนังสือซึ่งเป็นเรื่องไม่ธรรมดาในสมัยนั้น พระนางอ่านออกเขียนได้เป็นอย่างดี จนกระทั่ง พระชันษา 14 ปี ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระสนมของจักรพรรดิไท่จงแห่งราชวงศ์ถังซึ่งพระนางถวายงานเป็นราชเลขา จึงเป็นโอกาสที่พระนางทรงอ่านหนังสือและศึกษาต่อ
จักรพรรดิไท่จงสวรรคตในปี ค.ศ. 649 โดยไม่มีพระทายาทกับพระนาง ตามธรรมเนียมแล้ว พระนางจะต้องถูกส่งไปบวชที่วัดพุทธอย่างถาวร ภายหลังการสวรรคต
มีการคาดการณ์กันว่าพระนางเริ่มผูกสัมพันกับพระโอรสของจักรพรรดิไท่จงในขณะที่จักรพรรดิไท่จงทรงมีพระชนม์ชีพ ต่อมา เมื่อรัชทายาทเกาจงทรงเป็นจักรพรรดิพระองค์ใหม่ ไม่ว่าจะจริงหรือไม่ก็ตาม จักรพรรดิเกาจงทรงให้พระนางกลับมาจากวัดพุทธและทรงแต่งตั้งพระนางเป็นพระสนม
ภายในปีเดียว พระสนมรวบรวมอำนาจโดยใช้ตำแหน่งของพระองค์ ขณะที่การแข่งขันกับจักรพรรดินีหวางเข้มข้นขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว สตรีสูงศักดิ์ทั้ง 2 ห้ำหั่นกันอย่างดุเดือด

ค.ศ. 654 พระสนมมีประสูติกาลพระราชธิดา แต่สวรรคตหลังจากนั้นไม่นานและมีหลักฐานแสดงให้เห็นว่าพระจักรพรรดินีหวางทรงอยู่เบื้องหลัง แต่นักประวัติศาสตร์บางคนเชื่อว่าพระสนมทรงสังหารลูกในไส้แล้วป้ายความผิดให้จักรพรรดินีหวาง แม้ว่าไม่มีหลักฐานพิสูจน์ให้ชัดเจนก็ตาม
ปีต่อมา พระสนมทรงกล่าวหาว่าจักรพรรดินีหวางและพระมารดาของจักรพรรดินีว่าทรงใช้เวทมนต์คาถาอาคมและมีส่วนทำให้จักรพรรดินีถูกปลด
พระสนมทรงได้รับการสถาปนาเป็นจักรพรรดินี ในปี ค.ศ. 655 หลังจากนั้น เพียง 5 ปี จักรพรรดิเกาจงประชวร ปวดพระเศียรและสูญเสียการมองเห็นซึ่งอาจมาจากความดันโลหิตสูง
เมื่อไร้ความสามารถ จักรพรรดิทรงถ่ายทอดพระราชกรณียกิจต่างๆ ให้จักรพรรดินีผู้มีการศึกษาและทรงปรึกษาการงานต่างๆ ด้วย
นักประวัติศาสตร์ เปา หยาง สันนิษฐานว่าพระอาการประชวรอาจเป็นผลจากการถูกจักรพรรดินีบูเช็กเทียนวางยาพิษ ไม่ว่าจะจริงเท็จอย่างไรก็ตาม
ด้านซิมา กวง นักประวัติศาสตร์ราชวงศ์ บันทึกไว้ในหลายร้อยปีต่อมาว่าจักรพรรดินีบูเช็กเทียนทรงมีอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งหรือถอดถอน การให้มีชีวิตหรือเสียชีวิต ล้วนเป็นพระราชเสาวนีย์จากพระโอษฐ์ของพระนาง

ท่ามกลางข่าวลือรอบตัวพระนางและตำแหน่งที่ไม่มั่นคงนักในฐานะสตรีในราชสำนัก พระนางจึงต่อสู้อย่างไร้ความปรานีเพื่อรักษาอิทธิพล
ปี ค.ศ. 675 รัชทายาทซึ่งเป็นพระโอรสที่ประสูติกับจักรพรรดิเกาจงสิ้นพระชนม์ นักประวัติศาสตร์คาดว่าจักรพรรดินีบูเช็กเทียนจะต้องถูกประณามอีกครั้ง บางคนกล่าวว่าพระนางทรงรู้สึกว่าถูกคุกคาม
หลายปีต่อมา เกิดการต่อสู้แย่งชิงอำนาจจากกรณีหมิง สงเอี๋ยน หมอผีที่จักรพรรดิและจักรพรรดินีทรงเคารพเลื่อมใสเสียชีวิต พระนางกล่าวว่าหาหลี่ เสียน รัชทายาทพระองค์ใหม่ซึ่งเป็นพระโอรส องค์ที่ 2 เป็นฆาตกรและหาว่าทรยศ
ด้านจักรพรรดิเกาจงทรงได้รับแรงกดดันจากจักพรรดินี จึงทรงถอดพระยศพระโอรสจากราชวงศ์ไปเป็นสามัญชนและทรงแต่งตั้งเจ้าชายหลี่ เจ้อ เป็นมกุฎราชกุมารองค์ใหม่
แม้ว่ามีข้อครหาเรื่องการเป็นฆาตกรและความบาดหมางในราชวงศ์ แต่จักรพรรดินีบูเช็กเทียนทรงบริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพด้วยพระปรีชาสามารถเป็นล้นพ้น พระองค์ทรงคัดเลือกบุคคลที่ถูกต้องเหมาะสมกับงานและด้วยบุคลิกที่เด็ดเดี่ยวของพระองค์ทำให้ได้รับการเคารพหรือไม่ก็ไม่รักพระองค์ไปเลย
เมื่อจักรพรรดิเกาจงสวรรคตในปี ค.ศ.683 รัชทายาทหลี่ เจ้อ ทรงขึ้นเป็นจักรพรรดิจงจง ส่วนจักรพรรดินีบูเช็กเทียนเป็นพระพันปีหลวง

ด้านพระมเหสีของจักรพรรดิจงจงทรงมีความทะเยอทะยานและขัดแย้งกับพระสัสสุ (แม่สามี) เกือบจะทันที ผลที่คาดเดากันได้ คือ พระราชมารดาทรงเนรเทศจักรพรรดิเพียงไม่กี่เดือนหลังจากนั่งบัลลังก์และถูกปลดจากจักรพรรดิไปเป็นเจ้าชายและส่งตัวไปลี้ภัย
พระโอรสองค์ที่ 3 ขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิรุ่ยจง แต่ถูกพระราชมารดาริบอำนาจทั้งหมด จักรพรรดิรุ่ยจงไม่เคยย่างกรายเข้ามาในราชสำนัก ไม่เคยว่าราชการ ไม่เคยมีข้าราชการเข้าเฝ้าและไม่ให้ข้องเกี่ยวเรื่องราชการแผ่นดิน
แม้พระนางบูเช็กเทียนทรงสร้างคุณประโยชน์ต่อราชวงศ์ แต่พระนางทรงค้ำจุนตำแหน่งผ่านการข่มเหงและความรุนแรงโดยใช้เจ้าหน้าที่สายสืบลับ
ไม่นานนัก หลังจากทรงปกครองอยู่หลังม่าน ในปี ค.ศ.690 พระนางบูเช็กเทียนทรงชักใยให้จักรพรรดิรุ่ยจงลุกขึ้นมาสถาปนาราชวงศ์ใหม่ เป็น ราชวงศ์โจว โดยพระนางเป็นผู้ปกครอง (ตราบจนสิ้นรัชสมัยของพระนาง) ส่งผลให้พระนางทรงเป็นสตรีผู้ปกครองประเทศเพียงคนเดียวในประวัติศาสตร์จีน

ด้วยกุศโลบายต่างๆ พระนางบูเช็กเทียนทรงครองตำแหน่งจักรพรรดินีเป็นเวลา 15 ปี ก่อนที่จะถูกปลดในปี ค.ศ.705 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของชีวิตพระองค์ซึ่งพระองค์ประชวรหนักทำให้ฝ่ายศัตรูยึดอำนาจไปได้
แม้ว่านักประวัติศาสตร์วิพากษ์วิจารณ์จักรพรรดินีบูเช็กเทียน ว่าพระองค์เป็นจอมวางแผน หลงใหลอำนาจ แต่การปกครองของพระองค์มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์โดยพระองค์ทรงปฏิรูปสังคมจีนจากการปกครองโดยกลุ่มนายทหารมาเป็นการควบคุมโดยจอหงวน นักวิชาการชั้นสูง ในรัชสมัยของพระองค์ จีนรุ่งเรืองและร่ำรวยอย่างยิ่ง