Skip to content

กลุ่มเส้นด้าย อาสาช่วยผู้ป่วยโควิดขึ้นปีที่ 2 ก้าวต่อไป ตั้งโรงพยาบาล

15 เม.ย. 2565 | 10:31น.
กลุ่มเส้นด้าย อาสาช่วยผู้ป่วยโควิดขึ้นปีที่ 2 ก้าวต่อไป ตั้งโรงพยาบาล
สัมภาษณ์พิเศษ
พรธิดา เจดีย์พราหมณ์

แม้ปัญหาโรคระบาดโควิด-19 จะมีกระทรวงสาธารณสุขเป็นหัวเรือใหญ่ แต่ด้วยความใหม่ของโรคในช่วงแรกแผนการรับมืออาจยังไม่เสถียร การเข้าถึงประชาชนยังไม่มากพอ ก่อให้เกิดหลายกลุ่มอาสาในวิกฤตครั้งนี้ โดยมี “กลุ่มเส้นด้าย” เป็นหนึ่งในนั้น

จำนวนรอบรถรับ-ส่งผู้ป่วยไปรักษาตัวมากกว่า 7,000 รอบ ประสานงานนำตัวผู้ป่วยคนที่ตกหล่นเข้ารักษาที่โรงพยาบาลมากกว่า 5,000 คน ดูแลผู้ป่วยในระบบรักษาตัวที่บ้านมากกว่า 6,000 คน รับสายโทรศัพท์จากผู้ป่วยมากกว่า 70,000 สาย ตรวจเชิงรุกมากกว่า 300,000 คน รวมไปถึงดูแลสัตว์เลี้ยงของผู้ป่วยมากกว่า 100 ตัว

ภารกิจข้างต้น ถือเป็นจำนวนไม่น้อย สำหรับงานอาสาที่ผ่านมาของกลุ่มเส้นด้าย กับการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้ก้าวผ่านปัญหา จนไปถึงการต่อชีวิตให้ผู้ป่วยอีกหลายคน นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งกลุ่มเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2564 และจวนจะครบ 1 ปี ในอีกไม่กี่วัน

“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ “คริส โปตระนันทน์” และ “ภูวกร ศรีเนียน” ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มเส้นด้าย โดยได้บอกเล่าความเป็นมา ประสบการณ์ พร้อมสะท้อนปัญหาจากการปฏิบัติหน้าที่หน้างานจริงของกลุ่มเส้นด้าย จากการเป็นทัพเสริมในวิกฤตโควิด

จุดกำเนิด กลุ่มเส้นด้าย

คริส เล่าว่า บริการรถขนส่งผู้เสี่ยงสูงไปตรวจหาเชื้อ หรือนำผู้ติดเชื้อไปรักษา เป็นบริการแรกเริ่มที่คิดว่าจะทำในวันเริ่มก่อตั้งกลุ่มเส้นด้าย เพราะเห็นว่าในสังคมต้องการสิ่งเหล่านี้ ที่ขณะนั้นภาครัฐยังไม่ยอมให้ผู้ป่วยเดินทางเอง จึงนำรถกระบะส่วนตัวใส่หลังคาด้านหลังแล้วนำผู้ป่วยไปยังจุดตรวจ

จากบริการรถขนส่งก็ได้ขยายกลายเป็นศูนย์การรับ – ส่งต่อผู้ป่วยระหว่างโรงพยาบาล โดยพอเริ่มให้บริการรถรับส่งไปเรื่อย ๆ ก็พบว่า มีหลายโรงพยาบาลที่เตียงยังไม่เต็ม แต่ว่าไม่สามารถเข้าถึงผู้ป่วย จึงตัดสินใจทำสิ่งเหล่านี้ ที่เหมือนเป็นการจับคู่ผู้ป่วยกับโรงพยาบาลให้มาเจอกัน ทำให้โรงพยาบาลเหล่านั้นได้รับผู้ป่วยมารักษาเพิ่มมากขึ้น

นายคริส โปตระนันทน์ ผู้ก่อตั้งกลุ่มเส้นด้าย
คริส โปตระนันทน์ ผู้ก่อตั้งกลุ่มเส้นด้าย

แนะรัฐ อย่ายึดติดแบบแผน

หากเราสังเกตสถานการณ์โรคโควิด จะเห็นว่า มีบางสิ่งบางอย่างที่เป็นสิ่งใหม่เกิดขึ้นตลอด ซึ่งหากเรายังยึดติดกับแบบแผน ก็จะพัฒนาไม่ทันโรคนี้ กลุ่มเส้นด้ายเริ่มตั้งแต่บริการรถรับส่ง ศูนย์รับและส่งต่อผู้ป่วย แต่ปรากฏว่า แบบแผนและวิธีการของภาครัฐปรับตัวไม่ทัน

เราจึงพยายามทำให้รัฐเห็นว่า สิ่งที่เราทำมันเวิร์ค อยากให้รัฐนำโมเดลเหล่านี้ไปปรับใช้กับภาพใหญ่ เพราะด้วยความที่เราเป็นเพียงกลุ่มอาสา แม้จะขยายกลุ่มใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ แต่ยังไม่มีพลัง ไม่มีทรัพยากรมากพอที่จะช่วยคนทั้งประเทศได้ เมื่อเทียบกับภาครัฐ

ด้าน ภูวกร ศรีเนียน มองไปในทางเดียวกันว่า ภาครัฐต้องทำอะไรที่นอกแบบแผนให้มากขึ้น และต้องเน้นความรวดเร็วให้มากที่สุด ลดขั้นตอนของระเบียบกติกา ซึ่งการทำงานตลอดระยะเวลาร่วม 1 ปี ของเส้นด้าย ไม่แน่ใจว่า ภาครัฐมีการปรับตัวได้มากหรือน้อยแค่ไหนที่ผ่านมา

แต่ทั้งนี้ ในปี 2565 ก็เห็นได้ว่าภาครัฐมีการปรับตัวที่เร็วขึ้น กว่าปีที่แล้ว แต่ถึงอย่างไร ก็ยังไม่กล้าไปตัดสินว่า การเปลี่ยนแปลงที่เร็วขึ้นนั้น มันดีพอแล้วตามที่สมควรจะเป็นแล้วหรือยังสำหรับคนไทย

ภูวกร ยังเล่าว่า ทุกวันนี้ยังต้องปฏิบัติหน้าที่จำนวนมาก เพราะยังมีผู้ป่วยที่มาขอรับบริการตรวจกับเราเป็นจำนวนมาก แม้แต่ที่สำนักงานใหญ่ หรือสาขาต่าง ๆ หรือแม้แต่ทางเครือข่ายที่นนทบุรี และปัจจุบันยังขยายไปยังพื้นที่ต่างจังหวัด เชียงใหม่ หาดใหญ่

ประเด็นที่สำคัญคือ ถึงแม้ผู้ป่วยจะติดต่อเข้ามา และทราบแล้วว่า การติดต่อนี้ไม่ใช่เพื่อมาขอให้พาไปสถานพยาบาล หรือ ฮอสพิเทลแล้ว แต่พวกเขาก็ยังขาดความเข้าใจอยู่มากว่า การรักษาตัวเองที่บ้านจะเริ่มอย่างไร พอติดเชื้อแล้วจะต้องทำอย่างไรต่อไป

นายภูวกร ศรีเนียน
ภูวกร ศรีเนียน ผู้ก่อตั้งกลุ่มเส้นด้าย

จี้รัฐ เปิดให้ประชาชนใช้ ATK

สิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นผลงาน และเป็นสิ่งที่กลุ่มเส้นด้ายทำได้ดีมาก ๆ คือ การจัดตรวจเชิงรุกในชุมชนแออัด

คริส โปรตระนันทน์ เล่าว่า ครั้งแรกกลุ่มเส้นด้ายร่วมกับชมรมแพทย์ชนบทจับตรวจทั้งชุมชน จากนั้นจึงก่อเกิดเป็นโมเดล จุดตรวจแบบ ATK ถ้าขึ้น 2 ขีดให้นำไปตรวจ RT-PCR ถ้าไม่ติดเชื้อก็นำไปฉีดวัคซีน แต่หากพบว่าติดเชื้อก็รับยาแล้วกลับบ้าน

เราพยายามส่งเสียงบอกกับภาครัฐ เรียกร้องผ่านทุกสื่อว่า ต้องยอมให้ประชาชนใช้ ATK ในการตรวจหาเชื้อ เพราะมีราคาที่ถูกกว่า ดีกว่า และรวดเร็วกว่า ซึ่ง 3 อย่างนี้เป็นฟังก์ชั่นการควบคุมโรคที่ดีมาก และไม่นานรัฐก็ยอมให้ประชาชนได้ใช้ ATK

“มันต้องทำแบบนี้ มันไม่มีทางหรอกที่คุณจะใช้ RT-PCR ที่ เทสครั้งหนึ่งราคา 1,600 บาท ต้องรอผล 1-2 วัน ในการที่จะมาควบคุมโรคโควิดมันเป็นไปไม่ได้ วันนั้นเราเรียกร้องและในที่สุด รัฐยอมทำตาม”

กลุ่มเส้นด้าย

เปิดโมเดลที่สอง “Home Isolation”

สิ่งที่พยายามเรียกร้องให้ภาครัฐเห็นต่อมา คือ โมเดลการส่งยาไปให้ผู้ป่วยที่บ้าน หลังจากทำการจับคู่ผู้ป่วยกับโรงพยาบาลมาสักพักก็พบว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะนำผู้ป่วยทุกคนไปไว้ที่ฮอลพิเทล หรือโรงพยาบาล เพราะเตียงผู้ป่วยเริ่มเต็ม กระทั่งภาครัฐยอมให้เกิดโมเดล Home Isolation หรือการรักษาตัวที่บ้าน

“ประชาชนกับเรา คือเขาเห็นตรงกันกับเราแหละว่า จริง ๆ เขาไม่ได้ต้องการเตียง เขาแค่ต้องการยา ในวันนั้นอ่ะ มันมีแค่นี้เอง และในที่สุดแล้ว เขายอมเราก็ทำงานมาเรื่อย ๆ เรารักษาผู้ป่วย Home Isolation ไปหลายพันคน”

เส้นด้าย เปลี่ยนสถานะ

หลังปรากฏตัวมาเป็นระยะเวลาร่วมปี ทำให้กลุ่มเส้นด้ายขยับสถานะตัวเองเป็น “มูลนิธิ” หรือในทางกฏหมาย คือ เป็นองค์กรนิติบุคคล ในปี 2565

คริส เปิดเผยว่า ศัตรูของเส้นด้ายไม่ใช่โควิด ตอนจดทะเบียนจัดตั้งเป็นมูลนิธิเส้นด้าย ไม่ได้ระบุว่า จัดตั้งเพื่อจัดการปัญหาโควิด ยังมีอีกหลายโครงการ ไม่ว่าจะเป็นการจัดสิทธิการเข้าถึงระบบสาธารณสุข ทั้งคนจน คนรวย แรงงานต่างชาติทั้งที่มีบัตรและไม่มีบัตร ที่จะต้องได้รับสิทธิการรักษาพยาบาลที่เท่าเทียมกัน

รวมไปถึงเรื่องของความเหลื่อมล้ำ ที่ความจริงปัญหาโควิด เหมือนเป็นตัวกระชากหน้ากากออกมา เพราะความเหลื่อมล้ำมันเกิดขึ้นอยู่แล้ว

“เราตั้งมาเป็นเส้นด้ายให้ประชาชนไม่ได้ตั้งมาเป็นเส้นใหญ่ให้คนเส้นใหญ่ เขามีการจัดการของเขาอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นถ้าตราบใดที่การเข้าถึงสาธารณสุข ภารกิจเรื่องความเหลื่อมล้ำมันยังไม่จบ เส้นด้ายก็ยังต้องทำงานต่อ”

กลุ่มเส้นด้าย

เล็งเปิดโรงพยาบาล “เส้นด้าย”

กลุ่มเส้นด้ายไม่ได้หยุดเพียงการจัดตั้งมูลนิธิเท่านั้น โดยในวันที่ “ประชาชาติธุรกิจ” ได้เดินทางไปสัมภาษณ์ เป็นวันเดียวกันกับที่กลุ่มเส้นด้ายได้เริ่มจดทะเบียนจัดตั้งเป็น “คลินิกเส้นด้าย” ถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณในการสร้างความชัดเจนให้กับตนเองที่มุ่งมั่นช่วยเหลือและให้บริการประชาชน

คริส เล่าว่า ตอนนี้เรากำลังทำสิ่งที่เรียกว่า “คลินิกเส้นด้าย” แต่ก่อนหน้านี้เราก็ทำการรักษาอยู่แล้ว ทำเรื่องเส้นด้ายหายที่บ้าน ส่งยาไปให้ แต่ทั้งหมดนี้ต้องทำภายใต้หน่วยสถานบริการ คือ สภากาชาดไทย แต่ในปีนี้สภากาชาดไทยไม่ได้ทำงานในด้านโควิดแล้ว กลุ่มเส้นด้ายจึงจำเป็นต้องต้องจัดตั้งเอง ซึ่งจะเริ่มจากการเป็นคลินิกก่อน และต่อไปอาจจัดตั้งเป็นโรงพยาบาลขึ้นมา

“ต่อไปอาจจะตั้งเป็นโรงพยาบาลอันนี้ก็เป็นไปได้ คือมันเป็นความฝันที่ยิ่งใหญ่ โรงพยาบาลก็ไม่ได้ตั้งง่าย ๆ แต่เดี๋ยวอีกหน่อยก็จะดูว่า มันจะเป็นไปได้มากหรือน้อยแค่ไหน แต่จริง ๆ สิ่งที่เราเป็นตอนนี้ก็แทบจะเป็นโรงพยาบาลอยู่แล้ว ทั้งบริการตรวจ บริการรักษา บริการทำเทเลเมดิซีน อันนี้เราแทบจะครบแล้วครับ”

โรคประจำถิ่น มาถูกทาง แต่…

เขาได้เปิดเผยมุมมองต่อการที่ภาครัฐเตรียมตัวให้วันที่ 1 กรกฎาคม ดีเดย์เป็นโรคประจำถิ่นว่า ส่วนตัวมองว่า ภาครัฐมาถูกทาง แต่นอกจากการเลือกทางให้ถูกแล้ว ยังต้องเลือกพาหนะให้ถูกด้วย เพราะยังมีรายละเอียดอีกหลายอย่างที่ต้องคำนึง

มองไปถึงเรื่องของวัคซีนที่ภาครัฐยังไม่ปล่อยให้เสรี มีเพียงวัคซีนของภาครัฐ วัคซีนหลัก วัคซีนทางเลือก เหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่ถูกทาง ต้องปล่อยเสรีให้เหมือนกับต่างประเทศ คลินิกไหนอย่างฉีดวัคซีนต้องได้ฉีด โรงพยาบาลไหนอยากทำต้องได้ทำ ใครอยากอยากนำเข้าวัคซีนอะไรต้องทำได้

รวมไปถึงยาฟาวิพิราเวียร์ ต้องนำออกจากยาขึ้นทะเบียน หรือนำออกจากยาควบคุม เอกชนเจ้าไหนต้องการนำเข้าก็ปล่อยให้สามารถนำเข้าได้ หรือแพทย์มีดุลยพินิจว่า ประชาชนคนไหนถึงจุดที่ให้ยาได้ ก็ต้องสามารถทำได้

ส่วนเรื่องการเคลื่อนที่ผู้ป่วยโควิดนั้น ภายหลังภาครัฐเริ่มยอมให้ผู้ป่วยเดินทางไปรับยาด้วยตนเองที่โรงพยาบาล ซึ่งสิ่งนี้เห็นด้วยและสนับสนุน แต่อย่างไรก็ยังมีอีกหลายอย่างที่ถ้าหากจะเป็นโรคประจำถิ่นยังต้องทำมากกว่านี้

เจอ แจก จบ แล้วยังไงต่อ ?

ส่วน “เจอ แจก จบ” คริส มองว่า เป็นสิ่งที่ไม่ได้แย่จนเกินไป ซึ่งหากสามารถทำได้ครบจะเป็นสิ่งที่ดี แต่ขณะนี้ปัญหาที่เจอคือ เจอ แจก จบ ไม่แจก ออกซิเจนมิเตอร์ และปรอทวัดไข้ โดยสิ่งนี้จะทำให้สามารถรู้ได้ว่า ผู้ป่วยสีเขียว เปลี่ยนเป็นผู้ป่วยสีเหลือง

“สิ่งที่เรากำลังทำ เราอยากจะป้องกันความตาย เพราะฉะนั้นปรอทวัดไข้ ถ้าไข้สูงเนี่ยเขาต้องรู้ และออกซิเจนมิเตอร์มันต้องมี และที่สำคัญ เมื่อเขากลายเป็นผู้ป่วยเหลืองเนี่ย ตกลงให้เขาโทรเบอร์อะไรต่อเหรอ ก็เจอ แจก แล้วก็จบไปแล้วไง มันไม่มีทางไปต่อ”

ยัน ไม่ได้ทำงานเพื่อหักหน้ารัฐ

ด้วยบทบาทหน้าที่ หรือสิ่งที่กลุ่มเส้นด้ายทำ เป็นเหมือนการเข้าไปอุดช่องว่างของภาครัฐ จนอาจทำให้มีผลกระทบต่อมุมมองของประชาชนที่มีต่อหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ภาครัฐนั้น

คริส ยืนยันว่า เราไม่ได้ต้องการให้ใครเสียหน้าในจุดนี้ แต่จำเป็นต้องพูดความจริง เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่ดีขึ้น ถ้าเกิดปัญหาเราต้องกล้าพูดถึงปัญหา เพราะสังคมไทยเป็นสังคมที่เมื่อเห็นปัญหา จะเก็บไว้ใต้พรม แล้วเดินหน้าต่อไปข้างหน้า

เราเข้าใจข้อจำกัดของหน่วยงานภาครัฐ และสิ่งที่เราทำไมได้มาแย่งบทบาท เราบอกเสมอว่า เราเป็นเพียงหน่วยเสริมเท่านั้น

“อยากให้ท่านเปิดใจ ไม่ได้มีแค่ท่านที่รักประเทศนี้ รักประชาชน ประชาชนก็รักประชาชนด้วยกันเองเหมือนกัน แล้วทุกคนก็ต้องการสิ่งที่ดีที่สุดให้กับประเทศนี้ เพียงแต่ในการทำงาน บทบาทของเรา มันจำเป็นเหลือเกินที่ พอเราทำ เราเห็นข้อผิดพลาด เราต้องชี้ให้ท่านเห็นข้อผิดพลาด

“เราต้องชี้ให้ประชาชนเห็นข้อผิดพลาด เพื่อที่จะพัฒนาระบบสาธารณสุขไทยให้ดีขึ้น เราทุกคนมีเป้าหมายเดียวกัน ผมมองว่ารัฐ ประชาชน รวมถึงมูลนิธิต่าง ๆ ทุกคนหวังดีกับประเทศนี้ทั้งนั้นแหละ”

เป็นพระเอกในวิกฤตโควิด ?

“เราก็ไม่ริอาจหรอกนะ ที่จะบอกว่า เราจะเป็น พระเอกพิทักโควิด คนเดียวในประเทศนี้ไม่ใช่เลย เราเป็นแค่องค์กรเล็ก แต่เราทำบางอย่างที่ทำให้เขาดู ทำโชว์ แล้วมันเวิร์ค รัฐต้องรีบทำสิ่งนี้สิ่งที่เราทำ” คำพูดช่วงหนึ่งในการสัมภาษณ์นายคริส โปรตระนันทน์

กลุ่มเส้นด้าย

กลุ่มเส้นด้ายทำอะไรไปแล้วบ้าง ตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง

กลุ่มเส้นด้ายเปิดเผยผลการดำเนินการการช่วยเหลือผู้ป่วยบนเฟซบุ๊กเพจ เส้นด้าย – Zendai เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2564 ซึ่งนับเป็นเวลาเกือบ 2 เดือน หลังเริ่มจัดตั้งกลุ่มเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2564 โดยพบว่า มีจำนวนเคสผู้ป่วยที่ได้รับการช่วยเหลือ 1,692 คน จำนวนรถรับ-ส่งผู้ป่วยมากกว่า 2,200 รอบ รับผู้ป่วยเข้ารักษาบ้านเส้นด้าย 294 คน

รับสายโทรศัพท์ 2,602 สาย ตรวจเชิงรุกมากกว่า 1,000 คน ส่งอาหารให้กับผู้กักตัวและเดือดร้อนมากกว่า 6,000 กล่อง รับศพไปทำพิธีทางศาสนา 3 ศพ และดูแลสัตว์เลี้ยงของผู้ป่วยมากแล้ว 64 ตัว

ผ่านเวลาไปร่วมปี กลุ่มเส้นด้ายได้ขยายผลการดำเนินงานไปหลายเท่าตัว จากจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มสูงขึ้นในแต่ละระลอกของการระบาด โดยข้อมูลในปี 2565 พบว่า มีจำนวนรอบรถรับ-ส่งผู้ป่วยไปรักษาตัวมากกว่า 7,000 รอบ ประสานงานนำตัวผู้ป่วยคนที่ตกหล่นเข้ารักษาที่โรงพยาบาลมากกว่า 5,000 คน ดูแลผู้ป่วยในระบบรักษาตัวที่บ้านมากกว่า 6,000 คน รับสายโทรศัพท์จากผู้ป่วยมากกว่า 70,000 สาย ตรวจเชิงรุกมากกว่า 300,000 คน รวมไปถึงดูแลสัตว์เลี้ยงของผู้ป่วยมากกว่า 100 ตัว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สัมภาษณ์พิเศษ โควิด-19