เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

อย่าสู้ในสงครามที่ไม่มีวันชนะ

13 ม.ค. 2561 | 21:25น.

คอลัมน์ ชั้น 5 ประชาชาติ

โดย เชอรี่ ประชาชาติ [email protected]


ปีนี้น่าจะเป็นอีกปีที่ตลาดอีคอมเมิร์ซในบ้านเราเติบโตต่อเนื่อง แต่จะมีมูลค่าทะลุ 2.8 ล้านล้านบาทไปไกลแค่ไหน คงต้องรอลุ้นกันไป แต่ในมุมของการแข่งขันจะยังดุเดือดเลือดพล่านเช่นเดิมไม่เปลี่ยน

โดยเฉพาะเวที “อีมาร์เก็ตเพลซ” จะเป็นการสัประยุทธ์กันของยักษ์ข้ามชาติล้วน ๆ นำโดย “ลาซาด้า” ของอาลีบาบา, เจดีดอตคอม (ที่มากับค่ายค้าปลีกเซ็นทรัล), อีเลฟเว่นสตรีทจากเกาหลี และช็อปปี้ของสิงคโปร์

อีกรายที่น่าจับตา คือยักษ์ “อะเมซอน” ของ “เจฟ เบซอส” บุรุษผู้ซึ่งรวยเป็นอันดับหนึ่งของโลกแซง เจ้าพ่อไมโครซอฟท์ “บิล เกตส์” ไปแล้วเรียบร้อยไม่กี่วันมานี้”อะเมซอน” มาเมื่อไร สมรภูมิแข่งขันที่ร้อนแรงอยู่แล้วจะยิ่งร้อนขึ้นอีกแน่

“ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ” นายกสมาคมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทยย้ำ ว่า ตลาดอีคอมเมิร์ซไม่ใช่ตลาดของผู้เล่นในประเทศอีกต่อไป แต่เป็นของยักษ์ข้ามชาติที่พร้อมทุ่มเงินเป็นหลักพันล้านบาทสำหรับถล่มแคมเปญเพื่อแย่งชิงฐานลูกค้า และว่าผู้ที่จะอยู่รอดได้ ต้องมีสายป่านยาว และมีทุนใหญ่หนุนหลัง เพราะกลุ่มทุนเหล่านี้ต้องการฐานลูกค้าไปใช้ต่อยอดในธุรกิจอื่น

“ปี 2561 ผู้เล่นแต่ละรายจะเผางบประมาณการตลาดหนักขึ้นอีก เพื่อรับมือ JD.com ที่เข้ามา แน่นอนว่าจะดีกับตลาดอีคอมเมิร์ซไทยที่มีการกระตุ้นให้บูมด้วยเงินจากต่างชาติ แต่เป็นผลดีระยะสั้น มีผลเสียระยะยาว หากมีผู้เล่นที่ครองตลาดครอบงำได้หมด อย่างไรก็ตาม เกมนี้อาจใช้เวลานาน 3-5 ปีกว่าที่จะรู้ผลแพ้ชนะ”

ในภาพรวมของตลาดจะเติบโตมากขึ้นก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำกำไรได้ง่าย ๆ เหมือนเมื่อก่อน อีกทั้งยังมีผลกระทบไปถึงพ่อค้าแม่ค้าตามตลาดนัด และร้านค้าย่อยต่าง ๆ ด้วย เพราะเป็นการห้ำหั่นกันของทั้งโลกออนไลน์ และออฟไลน์

ซึ่ง “ผู้ค้า” จำเป็นต้องปรับตัว ทั้งผู้ที่นำสินค้าจากจีนเข้ามาขายในบ้านเรา และผู้ที่ขายของแบรนด์ใหญ่ ๆ เพราะเจ้าของแบรนด์จะเข้ามาเปิดช็อปออนไลน์ในเมืองไทยด้วยตนเอง เนื่องจากไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย

ทางรอดของผู้ที่อยู่ในธุรกิจค้าปลีก คือการสร้างช่องทางออนไลน์ ออฟไลน์ และเชื่อมการบริหารเข้าด้วยกัน รวมถึงการสร้างความแตกต่างในสินค้า และบริการ โดยมองไปถึงการนำสินค้าไทยไปขายในตลาดต่างประเทศ แทนที่จะนำสินค้าจากจีนมาขายในไทย เพราะผู้ค้ารายใหญ่จากจีน เข้ามาทำตลาดโดยตรงเองแล้ว

แม้แต่ “กลุ่มแอสเซนด์” ในเครือยักษ์ใหญ่เจริญโภคภัณฑ์ ( ซี.พี.) เองยังหนีไม่พ้นที่จะต้องปรับแผนธุรกิจขนานใหญ่ ประสาอะไรกับรายเล็กรายน้อยอื่น ๆ

“ปุณณมาศ วิจิตรกุลวงศา” ประธานคณะผู้บริหารกลุ่มบริษัท แอสเซนด์กรุ๊ป จำกัด ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ซี.พี. เปิดเผยว่า อยู่ระหว่างปรับแผนธุรกิจ และกำหนดจุดยืนทางการตลาดในธุรกิจอีคอมเมิร์ซใหม่ ทั้งเว็บไซต์อีมาร์เก็ตเพลซ “วีเลิฟช้อปปิ้ง” และ “วีมอลล์” ซึ่งห้างสรรพสินค้าออนไลน์ที่รวมร้านค้าแบรนด์เนมมาไว้ด้วยกัน เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ดีขึ้น เพราะต้องยอมรับว่าการแข่งขันในตลาดปัจจุบันรุนแรงมากจากยักษ์อีคอมเมิร์ซข้ามชาติหลายราย หากต้องสู้ในเกมเดียวกันคงยากที่จะสู้ได้มีประโยชน์อะไรที่จะสู้ในสงครามที่รู้ว่าไม่มีวันชนะ

“ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวหาจุดยืน และที่ทางที่ตนถนัด โดยใช้ความเป็นโลคอลเข้าสู้ อาจเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม ลงไปสู้ในเกมเดียวกัน ไม่มีทางสู้ได้ อย่างที่เราเห็นว่าเว็บอีคอมเมิร์ซของต่างชาติเน้นโปรโมชั่นหนักมาก

บางช่วงถึงกับขายต่ำกว่าทุนเพื่อสร้างฐานลูกค้า สินค้าบางประเภท เช่น แก็ดเจตต่าง ๆ ไม่มีทางสู้สินค้าจีนได้ แต่ถ้าเป็นสินค้าแฟชั่นที่เป็นเรื่องของการเลือกให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ อาจพอสู้ได้”

การเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซส่งผลให้ธุรกิจเกี่ยวเนื่องอื่น ๆ เติบโตไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจ “โลจิสติกส์” และ “อีเพย์เมนต์” ทำให้มีผู้เล่น ตั้งแต่รายใหญ่ระดับโลกและหน้าใหม่เข้ามาชิงเค้กกันอย่างคึกคัก

แม้การค้าขายผ่านช่องทางออนไลน์ในประเทศไทยจะมีสัดส่วนเพียงแค่ 1% ของมูลค่าตลาดค้าปลีกเท่านั้น น้อยกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก และในเอเชีย-แปซิฟิกที่อยู่ที่ 8.6% และ 12.74% ตามลำดับ

หมายความว่า ยังมีโอกาสในการเติบโตได้อีกมากมายนัก เพียงแต่ใครจะสามารถหาที่ทางของตนเองในการเข้ามาแสวงหาโอกาสในธุรกิจนี้ได้ ท่ามกลางการแข่งขันที่เต็มไปด้วยความร้อนแรงยิ่ง