แสนสิริ เตรียมจับมือ 10 พาร์ตเนอร์ตั้งทีมวิจัยปั้น Net-Zero Home
แสนสิริ กางแผน Net-Zero ตั้งเป้าเป็นองค์กรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ในปี 2050 เตรียมจับมือกว่า 10 พาร์ตเนอร์ ตั้งทีม R&D ปั้น Net-Zero Home ครั้งแรกของอสังหาริมทรัพย์ไทย
วันที่ 29 สิงหาคม 2565 นายอุทัย อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI เปิดเผยว่า แม้ภาคอสังหาริมทรัพย์จะไม่ใช่กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรงในปริมาณสูง แต่ห่วงโซ่ของธุรกิจก็เป็นส่วนหนึ่งในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นสาเหตุของโลกร้อนเช่นกัน
เพราะที่ผ่านมาแสนสิริ มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมทั้งสิ้น 229,486 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี มาจากการดำเนินธุรกิจโดยตรงของบริษัท 4,939.74 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี หรือคิดเป็น 2.2% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่านั้น แยกย่อยได้เป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1 คือ การใช้น้ำมันในการดำเนินงานของแสนสิริ 0.2%

และขอบเขตที่ 2 คือ การใช้น้ำมันและพลังงานในการดำเนินธุรกิจของบริษัทที่ 2% ในขณะที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมที่มาจากห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเป็นขอบเขตที่ 3 ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมที่ 224,547.24 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี หรือ 97.8% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด โดยตัวเลขนี้สามารถแยกย่อยได้เป็นการคาดการณ์การใช้ไฟฟ้าของลูกค้าในอีก 60 ปีถึง 55% การซื้อวัสดุก่อสร้างจากคู่ค้า 29% การขนส่งสินค้าของคู่ค้า 2% และอื่น ๆ 14%
นายอุทัยกล่าวต่อว่า แสนสิริมีแผนจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะสั้นจะลดจากการปล่อยก๊าซที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจโดยตรงของบริษัทในขอบเขตที่ 1-2 ให้ได้ 20% ภายในปี 2025 (พ.ศ. 2568) และลดก๊าซเรือนกระจกของทั้งขอบเขตที่ 1, 2 และ 3 ให้อยู่ที่ 50% ในปี 2033 (พ.ศ. 2576)
3 กลยุทธ์ มุ่งสู่องค์กรคาร์บอนต่ำ
แสนสิริมีเป้าหมายสูงสุดสู่การเป็นองค์กรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ หรือ Net-Zero ให้ได้ภายในปี 2050 (พ.ศ. 2593) ดำเนินผ่าน 3 กลยุทธ์ ได้แก่
กลยุทธ์ที่ 1 ก้าวสู่การเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำ ก็คือจะมุ่งประหยัดพลังงานและใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
ด้วยการใช้นวัตกรรมที่เป็นพลังงานสะอาดเป็น 100% ภายในปี 2025 (พ.ศ. 2568) ผ่านการขยายแผนการติดตั้ง Solar Roof และ EV Charger ครบ 100% ให้กับบ้านแสนสิริทุกหลังทุกระดับราคา, ติดตั้ง Solar Roof ครบ 100% ในคลับเฮาส์ของทุกโครงการใหม่แสนสิริ, ติดตั้งระบบสูบน้ำและบำบัดน้ำเสียพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Water Treatment Pump) ในพื้นที่ส่วนกลางของทุกโครงการ รวมถึงการเปลี่ยนรถส่วนกลางของบริษัทให้เป็นรถ EV 100% และเปลี่ยนการใช้น้ำมันของเครื่องจักรทุกชนิดมาใช้พลังงานไบโอดีเซล 100%
กลยุทธ์ที่ 2 ออกนโยบายด้านธรรมาภิบาลเพื่อลดคาร์บอนตลอดห่วงโซ่คุณค่า ภายใต้การดำเนินการ 3G ได้แก่
1.Green Procurement เลือกคู่ค้าที่ให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตที่ยั่งยืน มีแผนลดการใช้พลังงานและน้ำทั้งในการผลิตและการใช้งานระยะยาว ใช้วัสดุในการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งลดการใช้ทรัพยากรและนำกลับมาใช้ใหม่ พร้อมวางเป้าหมายจัดซื้อวัสดุ Low-carbon ที่ได้รับการรับรองจากสถาบันที่เกี่ยวข้อง ในสัดส่วน 30% ของวัสดุที่ผ่านการจัดซื้อโดยแสนสิริ ภายในปี 2025 (พ.ศ. 2568)
2.Green Architecture & Design ในเรื่องการออกแบบที่อยู่อาศัย เราจะทำเรื่อง Cooliving Designed Home นวัตกรรมบ้านเย็น เพื่อให้ลดการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างแอร์ พัดลมในบ้าน, Zero Waste Design การออกแบบที่ลดการสิ้นเปลืองและลดปริมาณขยะให้มากที่สุด, Universal Design การออกแบบที่ครอบคลุมการใช้งานของผู้อยู่อาศัยทุกวัย รวมทั้งการผสมผสานแนวคิด Well-being ให้ความสำคัญสูงสุดด้านคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้อยู่อาศัย ทั้งความสะอาดปราศจากเชี้อโรค และครอบคลุมไปถึงการมีอากาศบริสุทธ์
3.Green Construction การก่อสร้างและพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มีวัสดุเหลือใช้เป็นศูนย์ ตลอดจนใช้นวัตกรรมในการพัฒนาโครงการอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อย่นเวลาในการก่อสร้างให้มากที่สุดและก่อเกิด waste น้อยที่สุด
“เรื่องนี้ถือว่าสำคัญเพราะเทรนด์การพัฒนาที่อยู่อาศัยเราต้องสรรหาวัสดุหรือสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และกระบวนการก่อสร้างต้องส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด อีกทั้งยังต้องหานวิตกรรมใหม่ ๆ อย่างเช่นตอนนี้ในภาคอสังหาริมทรัพย์เริ่มศึกษาการใช้ปูนซีเมนต์ ที่มีการผลิตที่ไม่ต้องใช้พลังงานไฟฟ้า ถ่านหิน จำนวนมหาศาลในการผลิต รวมถึงการใช้ไฟเบอร์ แทนเหล็ก ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงทดลอง และรอนโยบายอนุมัติจากรัฐบาลให้ใช้”
กลยุทธ์ที่ 3 การลงทุนในนวัตกรรมสีเขียว ลงทุนในบริษัทที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีพลังงานสะอาด และเทคโนโลยีการก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยงบประมาณ 500 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันได้ลงทุนไปแล้ว 3 บริษัท ได้แก่ SHARGE, FARMSHELF, GREENPHYTO คิดเป็นเงินลงทุนประมาณ 120 ล้านบาท ซึ่งการลงทุนที่ว่านี้ไม่จำเป็นต้องลงทุนในบริษัทพันธมิตรเสมอไป แต่เป็นการไปซื้อสินค้าเขามาใช้ก็ได้
ตั้งทีมวิจัยพัฒนา Net-Zero Home
นายอุทัยกล่าวด้วยว่า เป้าหมายต่อไปแสนสิริวางแผนที่จะจับมือพันธมิตรกว่า 10 ราย ตั้งทีมวิจัยและพัฒนา (Research & Development Team) เพื่อพัฒนาบ้านที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net-Zero Home) ครั้งแรกของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ไทยให้ได้ภายในปี 2050 (พ.ศ. 2593)
โดยมีบริษัท ชาร์จ แมเนจเม้นท์ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจเครื่องชาร์จรถพลังงานไฟฟ้าครบวงจร และบริษัท ไอออน เอนเนอร์ยี่ จำกัด ผู้พัฒนาโซลูชั่นพลังงานโซลาร์ครบวงจรเป็นหนึ่งในพันธมิตร โดยมีเป้าหมายระยะสั้นและระยะกลางที่จะพัฒนาบ้านประหยัดพลังงาน ภายในปี 2023 (พ.ศ. 2566) และบ้านที่ลดการปล่อยคาร์บอน 30% ภายในปี 2030 (พ.ศ. 2573)
ขณะนี้อยู่ในระหว่างการศึกษาวิจัยเทรนด์แห่งอนาคตและนวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน อาทิ การใช้ AI ในการคำนวณการประหยัดพลังงานของที่อยู่อาศัย, การใช้ไฟเบอร์แทนเหล็กเส้นในการก่อสร้าง, การพัฒนานวัตกรรมการก่อสร้างแบบพรีแคสต์ให้ปล่อยคาร์บอนและของเสียเป็นศูนย์, หลังคาโซลาร์เซลล์ที่ผลิตไฟฟ้าได้มากขึ้น
พร้อมมีแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานไว้ใช้ในเวลากลางคืน, กระเบื้องลอนมุงหลังคาที่ผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์, การแลกเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ระหว่างครัวเรือน, สวนที่ใช้พลังงานไฟฟ้า 100% และนวัตกรรมของเครื่องชาร์จรถพลังงานไฟฟ้าแห่งอนาคต เป็นต้น
“แสนสิริจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกมิติและครอบคลุมมากที่สุด โดยเฉพาะในส่วนภาคครัวเรือนและภาคคู่ค้าที่เป็นเรื่องท้าทายและไม่เคยมีใครทำมาก่อน แต่หากแสนสิริทำได้ ก็จะเป็นการจุดประกายให้องค์กรอื่น ๆ ร่วมมือกันเข้ามาแก้ไขการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น
ทั้งนี้ การวางกลยุทธ์ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคครัวเรือนนั้นไม่ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่จะช่วยปรับพฤติกรรมและแนวคิดของผู้อยู่อาศัยให้เข้าใจและใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เมื่อผู้คนในที่อยู่อาศัยอันเป็นหน่วยเล็ก ๆ ในสังคมร่วมกันปรับพฤติกรรม ก็จะทำให้เกิดการขยายสู่พฤติกรรมการใช้พลังงานในที่ทำงานและสถานที่อื่น ๆ ตามมา อันจะส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนและการแก้ปัญหาโลกร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพในที่สุด”
