เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ปฏิรูประบบราชการ: ลดความสูญเปล่า เพิ่มคุณค่าทุกบาทของงบประมาณ
News ปฏิรูประบบราชการ: ลดความสูญเปล่า เพิ่มคุณค่าทุกบาทของงบประมาณ
บิ๊กเนมขยับรับ PDP 2026 ลุยพลังงานสะอาด-ดาต้าเซ็นเตอร์
Economic บิ๊กเนมขยับรับ PDP 2026 ลุยพลังงานสะอาด-ดาต้าเซ็นเตอร์
ส.อ.ท. ดัน MiT สู่ Buy Thai เป้าหมายขาย 2 แสนล้าน
Economic ส.อ.ท. ดัน MiT สู่ Buy Thai เป้าหมายขาย 2 แสนล้าน
SNNP แจ้งไฟไหม้โกดัง-อาคารผลิต คาดไม่กระทบรายได้ มีสต๊อก 1 เดือน
Business SNNP แจ้งไฟไหม้โกดัง-อาคารผลิต คาดไม่กระทบรายได้ มีสต๊อก 1 เดือน
148 วาระค้าง กสทช. สภาผู้บริโภคจี้ปลดล็อก ห่วงกระทบเศรษฐกิจดิจิทัล
News 148 วาระค้าง กสทช. สภาผู้บริโภคจี้ปลดล็อก ห่วงกระทบเศรษฐกิจดิจิทัล
เปิดโปรเจ็กต์ “ดาต้าเซ็นเตอร์ บางนา” สร้างบนทำเลทอง ติด BTS อุดมสุข
Tech เปิดโปรเจ็กต์ “ดาต้าเซ็นเตอร์ บางนา” สร้างบนทำเลทอง ติด BTS อุดมสุข
มติผู้ถือหุ้น BANPU ไฟเขียวจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น ดีเดย์ 25 ก.ย.นี้
Finance มติผู้ถือหุ้น BANPU ไฟเขียวจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น ดีเดย์ 25 ก.ย.นี้
ธุรกิจประกันภัยไทย เผชิญความเสี่ยงใหม่ กระทบโครงสร้าง คปภ.เร่งยกระดับกำกับ
Finance ธุรกิจประกันภัยไทย เผชิญความเสี่ยงใหม่ กระทบโครงสร้าง คปภ.เร่งยกระดับกำกับ
โปรดเกล้าฯ ‘นายกฯ’ เป็นผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์
Uncategorized โปรดเกล้าฯ ‘นายกฯ’ เป็นผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์
ART ชี้ชะตาส่งออกไทย สรท. ชง 4 โจทย์รัฐยกระดับรับค้าโลก
Economic ART ชี้ชะตาส่งออกไทย สรท. ชง 4 โจทย์รัฐยกระดับรับค้าโลก
ดูทั้งหมด

จับทิศ “เงินบาท” โค้งท้ายปี Q4 พลิกกลับแข็งค่าแตะ 34 บาท

03 ก.ย. 2565 | 09:15น.
ค่าบาท

จับทิศค่าเงินบาทโค้งท้ายปี “ดร.พิพัฒน์” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ KKP ชี้แรงกดดันบาทอ่อนผลจากท่าที ธปท. ไม่ขึ้นดอกเบี้ยแรง จับตาแบงก์ชาติต้องขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องสู่ระดับ 2% ในปีหน้า เพื่อสกัดเงินเฟ้อ กสิกรฯ-กรุงไทย ประเมินไตรมาส 4 เงินบาทพลิกแข็งค่าแตะ 34 บาทต่อเนื่องถึงปีหน้า อานิสงส์นักท่องเที่ยวต่างชาติและฟันด์โฟลว์ไหลเข้าไทย เผยกลางปี’66 ค่าบาทผันผวนสูงอีกรอบ

ค่าบาทผันผวน “เร็ว-แรง”

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า แนวโน้มค่าเงินบาท มองไปข้างหน้ายังบอกได้ยากว่าจะกลับมาแข็งค่าขึ้นได้หรือไม่ เนื่องจากท่าทีของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไม่ได้จะขึ้นดอกเบี้ยแรง ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีท่าทีที่จะขึ้นดอกเบี้ยแรงเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ซึ่งหากประเทศไหนไม่ขึ้นดอกเบี้ยตาม ค่าเงินประเทศนั้นก็จะอ่อน อย่างที่เห็นเงินเยนของญี่ปุ่นอ่อนค่าทะลุ 140 เยนต่อดอลลาร์ไปแล้ว

“ตอนนี้ความผันผวนมีเยอะมาก ค่าเงินบาทแกว่งไปมาระหว่าง 35-36 บาท เร็วมาก ในช่วงเวลาแค่เดือนกว่า ๆ โดยในไตรมาส 3 นี้ เรายังเจอการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ ทำให้ยังเห็นบาทอ่อน แต่พอเข้าไตรมาส 4 ถึงต้นปีหน้า ผมว่าถ้านักท่องเที่ยวมามากขึ้นก็อาจจะช่วยผ่อนคลายลงไปได้ และหากเฟดเริ่มผ่อน ทำให้ตลาดคลายความกังวลลงได้ ตอนนั้นถึงจะทำให้ค่าเงินบาทกลับมาแข็งขึ้นได้” ดร.พิพัฒน์กล่าว

โดยการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดรอบที่จะถึงนี้น่าจะทำให้อัตราดอกเบี้ยสหรัฐสูงกว่า 3% ขณะที่ดอกเบี้ยไทยยังอยู่ 0.75% ถึงปลายปีนี้น่าจะอยู่ระดับ 1.25% ก็ถือว่ามีความแตกต่างอยู่ค่อนข้างมาก

KKP เผยรอบแรก “กระสุนด้าน”

“หลังจากนี้ ธปท.คงขึ้นดอกเบี้ยทุกครั้ง เพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ขึ้น โดยวันนี้เงินเฟ้อเรา 7% เงินเฟ้อพื้นฐาน 3% ดอกเบี้ยอยู่ที่ 0.75% เพราะหลังขึ้นดอกเบี้ยไปรอบแรก ถึงวันนี้ดอกเบี้ยในตลาดไม่ขึ้นเลย แสดงว่าเรายิงกระสุนไปแล้วกระสุนด้าน” ดร.พิพัฒน์กล่าว

ดร.พิพัฒน์กล่าวด้วยว่า ปีหน้าดอกเบี้ยของไทยก็คงขยับขึ้นไปอีก จนกว่าจะเริ่มเห็นเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัว โดยคาดว่าดอกเบี้ยนโยบายของไทยน่าจะขึ้นไปถึงใกล้ ๆ 2% โดยคงต้องขึ้นดอกเบี้ยทุกครั้ง เพราะตอนนี้นโยบายการเงินค่อนข้างล่าช้าไปแล้ว

“ดอลลาร์อ่อน” หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ย

นางสาวกฤติกา บุญสร้าง ผู้ชำนาญการงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ช่วงนี้เงินบาทค่อนข้างผันผวนและขึ้นลงเร็ว เนื่องจากสภาพคล่องไม่ค่อยดี โดยเงินดอลลาร์ยังแข็งค่า ขณะที่ค่าเงินยูโรก็เริ่มมา เนื่องจากเดือน ก.ย.นี้จะมีการประชุมเฟดและธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ซึ่งคาดว่าเงินดอลลาร์จะอ่อนค่าลงหลังจากเฟดขึ้นดอกเบี้ยรอบนี้ เพราะการเก็งกำไรจะเริ่มหายไป

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเรื่องภาวะเศรษฐกิจโลกจะถดถอย โดยเฉพาะประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างสหรัฐ ยุโรป และจีน รวมถึงปัจจัยด้านการเมือง จากการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ การประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ของจีนในรอบ 5 ปี และการเมืองไทยที่จะมีการเลือกตั้งใหม่

Advertisement

“เรามองสิ้นปีเงินบาทจะอยู่ที่ 35 บาทต่อดอลลาร์ หรือถ้าเทียบกับสิ้นปีก่อนจะอ่อนค่าไปราว 4.78% และปีหน้าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้น จากการฟื้นกลับมาของนักท่องเที่ยวเป็นหลัก และ ธปท.มีแนวโน้มจะขึ้นดอกเบี้ยต่อในปีหน้า ขณะที่เฟดอาจต้องลดดอกเบี้ยลง” นางสาวกฤติกากล่าว

ไตรมาส 4 บาทพลิกแข็งค่า

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ทิศทางค่าเงินบาทระยะสั้นมองว่าจะยังอ่อนค่าอยู่ในกรอบ 35.75-37.00 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงเรื่องจีนล็อกดาวน์จากนโยบาย Zero COVID ที่มีผลต่อค่าเงินสกุลเอเชีย

อย่างไรก็ดีจากภาพเศรษฐกิจที่ไม่ดี ทั้งจากฝั่งจีน ยุโรป ภายใต้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ไม่ได้ปรับมุมมองต่อนโยบายการเงิน (Dot Plot) ทำให้คนยังมีความต้องการถือสกุลเงินดอลลาร์เป็นหลุมหลบภัย (Safe Haven) สะท้อนจากยอดธุรกรรมการซื้อขายพันธบัตร (Reverse Repo) ของสหรัฐเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากต้นปีอยู่ที่ 1.6 ล้านล้านดอลลาร์ ปัจจุบันอยู่ที่ 2.25 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นกว่า 6 แสนล้านดอลลาร์ ส่งผลให้เงินบาทยังไม่รีบแข็งค่า

นายพูน กล่าวว่า จุดพลิกกลับของค่าเงินบาทจะอยู่ในไตรมาสที่ 4/65 อยู่ในกรอบ 34.40-35.75 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มชะลอตัว มีการเลือกตั้งกลางเทอม ทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า รวมถึงยุโรปผ่านพ้นวิกฤตจากพลังงาน และจีนมีการปรับเปลี่ยนนโยบาย Zero COVID ประกอบกับการท่องเที่ยวไทยฟื้นตัวต่อเนื่อง คาดว่าปีนี้จะมีจำนวนนักท่องเที่ยว 8 ล้านคน ซึ่งไม่รวมจีน ปัจจัยเหล่านี้สนับสนุนเงินบาทกลับมาแข็งค่าภายในสิ้นปีที่ 34.40-34.60 บาทต่อดอลลาร์

“ภาพระยะสั้นภายใน 1 เดือนนับจากนี้บาทอ่อนค่าแถว ๆ 35.75-37.00 บาท เพราะตลาดรับรู้เรื่องเฟดไปแล้ว แต่ตัวที่จะเปลี่ยน คือ Dot Plot เดือน ก.ย.ของเฟด หากมองว่าดอกเบี้ยสหรัฐจะขึ้นไปอยู่ที่กว่า 4-5% ดอลลาร์ น่าจะแข็งค่ามากกว่าเดิม ดังนั้นสิ่งที่ต้องรอลุ้นคือเฟดไม่เปลี่ยนนโยบาย อียูไม่มีวิกฤตพลังงาน และสี จิ้นผิง ปรับนโยบาย Zero COVID ก็จะทำให้ปีนี้มีความหวังบาทกลับมาแข็งค่าได้บ้าง”

ปี’66 บาทแข็งค่าต่อแตะ 33 บาท

นายพูนกล่าวว่า ส่วนแนวโน้มในปี 2566 มองว่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องโดยกรอบไตรมาสที่ 1/66 อยู่ที่ 33.30-33.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยตัวหนุนยังเป็นเรื่องนักท่องเที่ยวต่างชาติและกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (ฟันด์โฟลว์) ที่ไหลเข้าได้บ้าง เพราะภาพเศรษฐกิจไทยยังเติบโตได้ แต่ไตรมาส 2 เงินบาทสะวิงอ่อนค่าอยู่ที่กรอบ 33.70-34.00 บาทต่อดอลลาร์ เพราะมีความเสี่ยงเรื่องการเมือง ปัจจัยฤดูกาลจ่ายปันผล และตลาดรับรู้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐแย่ลง จะมีเรื่องภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ทำให้ดอลลาร์กลับมาแข็งค่าได้

จากภาพที่มีความเสี่ยงจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐและยุโรป ทำให้ไตรมาสที่ 3/66 ดอลลาร์จะแข็งค่า และเงินบาทจะผันผวนสูงก่อนจะเกิดภาวะ Recession หากดูในอดีตเฉลี่ยเงินบาทผันผวนราว 6% แต่ก่อนเกิด Recession จะผันผวนอย่างน้อย 10% และอย่างมากถึง 16% โดยธนาคารมองกรอบเคลื่อนไหวอยู่ที่ 35.80-36.00 บาทต่อดอลลาร์ และสิ้นปี 2566 จะอยู่ที่ 34.00-34.25 บาทต่อดอลลาร์

สำหรับแนวโน้มการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย ประเมินว่าจะมีการปรับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบางและหนี้ครัวเรือน โดยจะมีการปรับขึ้นครั้งละ 0.25% ในการประชุมที่เหลืออีก 2 ครั้ง ส่งผลให้สิ้นปีดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ที่ 1.25% และในปี 2566 จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.50% ไปอยู่ที่ 1.75% ภายในไตรมาสที่ 2/66 และชะลอดูสถานการณ์ ซึ่งธนาคารมองว่าหากกรณีเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐ เชื่อว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยจะปรับลดดอกเบี้ยลงมาเหลือ 1% ต่อปี แต่หากไม่เกิด Recession ธปท.ยังคงเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อ โดยภายในปี 2567 จะอยู่ที่ 2.25% ต่อปี

ชี้แรงกดดันบาทอ่อนมีจำกัดขึ้น

นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายบริหารการสื่อสารองค์กร ธปท. กล่าวว่า ธปท.มองว่าแนวโน้มค่าเงินบาทในช่วงที่เหลือของปีนี้ แรงกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่องจะมีจำกัดมากขึ้น จากเศรษฐกิจที่ทยอยฟื้นตัวมากขึ้น ทั้งเศรษฐกิจภายในประเทศและจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ขยายตัวดีขึ้น

ทั้งนี้ ในเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทเฉลี่ยอ่อนค่าจากเดือนก่อนหน้า จากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ โดยเงินบาทยังเคลื่อนไหวสอดคล้องกับภูมิภาค ขณะที่ในเดือน ส.ค. ช่วงต้นเดือนจนถึงวันที่ 25 ส.ค. หรือก่อนมีการประชุมเฟดรอบแจ็กสัน โฮล เงินบาทเฉลี่ยแข็งค่าขึ้น แต่หลังจากนั้นก็กลับมาอ่อนค่า ซึ่งมาจากหลายปัจจัย ทั้งตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ที่ออกมาต่ำกว่าคาด ขณะเดียวกันนักลงทุนมีความกังวลเศรษฐกิจจีนที่ภาคอสังหาริมทรัพย์กำลังมีปัญหามากขึ้น

ลุ้นนักท่องเที่ยวจีนกลับมา

นางสาวรุ่ง สงวนเรือง ผู้อำนวยการสายงานวางแผนโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา(BAY) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แนวโน้มค่าเงินบาทในช่วงไตรมาสที่ 4 ธนาคารให้กรอบการเคลื่อนไหวอยู่ที่ 34.50-36.75 บาทต่อดอลลาร์ และสิ้นปี 2565 จะอยู่ที่ 35.00-35.50 บาทต่อดอลลาร์ มองว่าเงินบาทกลับมาแข็งค่าได้จากปัจจัยภาคท่องเที่ยวฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะโอกาสการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีนในปีหน้า อย่างไรก็ดีนโยบายควบคุมโรคของทางการจีนมีความไม่แน่นอนสูง
อย่างไรก็ดีการแข็งค่าของเงินบาทอาจไม่มาก เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงยังอยู่ที่เงินเฟ้อสหรัฐ ที่อาจค้างอยู่ในระดับสูงนานเกินที่เฟด จะรับได้ ทำให้ต้องคุมเข้มนโยบายการเงินแรงกว่าคาด

ส่วนการปรับขึ้นดอกเบี้ยไทยและสหรัฐ มองว่าวัฏจักรการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของไทยกับสหรัฐที่ไม่สอดคล้องกัน ทำให้ไทยไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับเดียวกับเฟด โดยดอกเบี้ยไทยมองว่าสิ้นปีนี้อยู่ที่ 1.25% ต่อปี และดอกเบี้ยสหรัฐสิ้นปีนี้อยู่ที่ 3.5% ต่อปี