เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ปชป.ล็อกเป้าจี้ 4 – 5 รัฐมนตรี ย้ำซักฟอก 5 วัน เหตุเป็นกลไก รธน.ไม่ใช่พิธีกรรม
Politics ปชป.ล็อกเป้าจี้ 4 – 5 รัฐมนตรี ย้ำซักฟอก 5 วัน เหตุเป็นกลไก รธน.ไม่ใช่พิธีกรรม
ราคาทองวันนี้ (21 ต.ค. 69) คงที่ ทองรูปพรรณ 66,400 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (21 ต.ค. 69) คงที่ ทองรูปพรรณ 66,400 บาท
เอสซีบีเอกซ์ รายงาน Q3/69 กำไรลดลง 4% ผลกระทบลงทุนตราสารหนี้
Finance เอสซีบีเอกซ์ รายงาน Q3/69 กำไรลดลง 4% ผลกระทบลงทุนตราสารหนี้
ทีทีบีดันยอดขายผ่านดิจิทัลทะลุ 60% พลิกโฉม ttb touch ขยายทุกช่วงวัย
Finance ทีทีบีดันยอดขายผ่านดิจิทัลทะลุ 60% พลิกโฉม ttb touch ขยายทุกช่วงวัย
FETCO คงมุมมองบวกหุ้นไทย ลุ้นกำไร บจ.-ลงทุนรอบใหม่ หนุน SET ฟื้นระยะกลาง
Finance FETCO คงมุมมองบวกหุ้นไทย ลุ้นกำไร บจ.-ลงทุนรอบใหม่ หนุน SET ฟื้นระยะกลาง
QUICK เปิดเทรดวันแรกเหนือจอง 7.96% กางแผนโตไม่ต่ำ 20% ลุย AI-Dealer ปั้นรายได้ใหม่
Finance QUICK เปิดเทรดวันแรกเหนือจอง 7.96% กางแผนโตไม่ต่ำ 20% ลุย AI-Dealer ปั้นรายได้ใหม่
หุ้นไทยปิดเช้าลบ 8.49 จุด DELTA ฉุดดัชนีร่วง โบรกฯ ชี้บ่ายยังแกว่งลบ
Finance หุ้นไทยปิดเช้าลบ 8.49 จุด DELTA ฉุดดัชนีร่วง โบรกฯ ชี้บ่ายยังแกว่งลบ
ตลท.คาด IPO ปีนี้เทรดไม่เกิน 10 บริษัท ลุ้นปี’70 ฟื้น หุ้นใหญ่-กองทุนมูลค่า 5 หมื่นล้านจ่อคิว
Finance ตลท.คาด IPO ปีนี้เทรดไม่เกิน 10 บริษัท ลุ้นปี’70 ฟื้น หุ้นใหญ่-กองทุนมูลค่า 5 หมื่นล้านจ่อคิว
พระราชินี เข้าเฝ้าสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ และสมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะ
ข่าวในพระราชสำนัก พระราชินี เข้าเฝ้าสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ และสมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะ
ปักหมุด “MCOT Land พระราม 9” ปลุกบิ๊กอีเวนต์ระดับโลก ANYMA Presents ÆDEN BANGKOK 2026 ปลายปีนี้ 
Real Estate ปักหมุด “MCOT Land พระราม 9” ปลุกบิ๊กอีเวนต์ระดับโลก ANYMA Presents ÆDEN BANGKOK 2026 ปลายปีนี้ 
ดูทั้งหมด

เปิดรายงาน กนง. ประเมิน “บาทอ่อน” ไม่กระทบขีดแข่งขัน ปรับดอกเบี้ย “เหมาะสม”

12 ต.ค. 2565 | 15:51น.
เงินบาท

กนง. วิเคราะห์สถานการณ์ “บาทอ่อน” ยังไม่กระทบขีดความสามารถการแข่งขัน-ทุนสำรองประเทศยังแข็งแกร่งรองรับความผันผวนได้ เกาะติดประเด็นขาดแคลนแรงงานใกล้ชิด มองขึ้นดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไป “เหมาะสม” กับสถานการณ์ แจงพร้อมเพิ่ม/ลดความแรงปรับดอกเบี้ยหากจำเป็น

วันที่ 12 ตุลาคม 2565 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยแพร่รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (ฉบับย่อ) ครั้งที่ 5/2565 ประชุมเมื่อวันที่ 23 และ 28 กันยายน 2565 ที่คณะกรรมการ กนง. มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก 0.75% เป็น 1.00% ต่อปี

โดยคณะกรรมการประเมินว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ต่อเนื่องจากภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก ทั้งนี้ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้า แต่ประเมินว่าไม่ส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในภาพรวม จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจฟื้นตัวได้ดีกว่าที่คาดไว้จากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการเดินทางเพิ่มเติมของต่างประเทศและนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทย

โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนใหญ่ที่เดินทางมาประเทศไทยในช่วงนี้เป็นกลุ่มในภูมิภาคใกล้เคียงที่เดินทางระยะใกล้ (short-haul) และกลุ่มรายได้สูง (premium) ซึ่งภาวะเศรษฐกิจของประเทศต้นทางไม่ได้มีผลต่อการตัดสินใจเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญ

ในส่วนการบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องและทั่วถึงมากขึ้น สะท้อนจากการฟื้นตัวของรายได้ที่มีการกระจายตัวดีขึ้นไปยังภาคบริการและผู้มีรายได้น้อย ซึ่งจะเป็นแรงส่งสำคัญสำหรับการบริโภคภาคเอกชนในระยะต่อไป

อย่างไรก็ดี กรรมการบางส่วนเห็นว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกเป็นความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าของไทยมากกว่าที่คาดไว้ และเห็นควรให้ติดตามพัฒนาการของเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้าอย่างใกล้ชิด

เงินเฟ้อเสี่ยงสูงต้องติดตามใกล้ชิด

คณะกรรมการเห็นว่าเงินเฟ้อยังมีความเสี่ยงสูงและต้องติดตามใกล้ชิด โดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน สะท้อนจากการเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในหลายหมวด ผ่านการส่งผ่านต้นทุนของภาคธุรกิจที่มากขึ้นและเริ่มขยายวงกว้าง โดยผู้ประกอบการอาจส่งผ่านต้นทุนเพิ่มเติมหากเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นหลายปัจจัยพร้อมกัน เช่น ราคาวัตถุดิบ ราคาน้ำมัน และค่าจ้าง ซึ่งอาจส่งผลต่อการคาดการณ์เงินเฟ้อ จึงเห็นควรให้ติดตามการส่งผ่านดังกล่าว รวมถึงพัฒนาการของอัตราเงินเฟ้อและเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะข้างหน้า

จับตาปัญหาขาดแคลนแรงงาน

คณะกรรมการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับปัญหาการขาดแคลนแรงงานในบางสาขาธุรกิจที่กำลังฟื้นตัวและใช้แรงงานเข้มข้น เช่น ธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร ภาคการก่อสร้าง ที่อาจสร้างแรงกดดันค่าจ้างและเป็นข้อจำกัดต่อการฟื้นตัวในสาขาธุรกิจดังกล่าว โดยเห็นว่าแรงงานคืนถิ่นยังมีอุปสรรคในการกลับเข้าตลาดแรงงาน อาทิ การขาดทุนทรัพย์ในการย้ายถิ่นฐานมาเริ่มต้นทำงานใหม่ในพื้นที่เศรษฐกิจ รวมถึงแรงงานไทยส่วนหนึ่งเปลี่ยนไปประกอบอาชีพอิสระที่มีรายได้ดีตามการเติบโตของภาค

การค้าอิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce) ทำให้มีปัญหาขาดแคลนแรงงานและแรงกดดันค่าจ้างไปอีกระยะหนึ่ง จึงควรติดตามพัฒนาการของตลาดแรงงานและการปรับขึ้นค่าจ้างในระยะต่อไป

ทั้งนี้ การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในเดือนตุลาคม 2565 ส่งผลกระทบต่อค่าจ้างแรงงานโดยรวมค่อนข้างจำกัด เนื่องจากแรงงานส่วนใหญ่ได้ค่าจ้างสูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำอยู่แล้ว การส่งผ่านไปยังค่าจ้างที่สูงกว่าจึงไม่มากนัก

บาทอ่อน ยังไม่น่ากังวล-ทุนสำรองปึ้ก

คณะกรรมการเห็นว่าเงินบาทปรับอ่อนค่าเร็วและต่อเนื่องตามการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ สอดคล้องกับเงินสกุลภูมิภาค โดยดัชนีค่าเงินบาท (nominal effective exchange rate : NEER) ที่อ่อนค่าเพียงประมาณ 2% ตั้งแต่ต้นปี 2565 สะท้อนว่าเงินบาทเคลื่อนไหวค่อนข้างสอดคล้องกับสกุลเงินของประเทศคู่ค้าคู่แข่ง จึงไม่กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รวมถึงยังไม่พบการไหลออกของเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ผิดปกติ โดยสถานะเงินทุนเคลื่อนย้ายของไทยตั้งแต่ต้นปียังคงมีเงินทุนไหลเข้าสุทธิ

นอกจากนี้ เสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยยังเข้มแข็งสามารถรองรับความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูงเป็นอันดับที่ 12 ของโลก และมีสัดส่วนมากกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นถึง 3 เท่า ประกอบกับไทยมีสัดส่วนหนี้ต่างประเทศในระดับต่ำเพียงร้อยละ 38 ต่อ GDP รวมถึงประเมินว่าการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวจะช่วยลดแนวโน้มการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและจำกัดการอ่อนค่าของเงินบาทในระยะต่อไป

ห่วงบาทอ่อนเร็วกดดันเงินเฟ้อ

อย่างไรก็ดี คณะกรรมการกังวลว่าการอ่อนค่าอย่างรวดเร็วของเงินบาทอาจสร้างแรงกดดันด้านต้นทุนเพิ่มเติมต่อผู้ประกอบการและเร่งให้เกิดการส่งผ่านต้นทุนมากขึ้นซึ่งจะกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ จึงเห็นควรให้ติดตามพัฒนาการในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าเงินบาทมีความผันผวนสูง

มองขึ้นดอกเบี้ยค่อยเป็นค่อยไป “เหมาะสม”

คณะกรรมการเห็นว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไปยังเป็นแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินที่เหมาะสม โดยพร้อมที่จะปรับขนาดและเงื่อนเวลาของการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้เหมาะสม หากแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในระยะข้างหน้าเปลี่ยนไปจากที่ประเมินไว้ (gradual and measured policy normalization) โดยเห็นว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไปมีความเหมาะสมกับบริบทเศรษฐกิจและเงินเฟ้อของไทยในปัจจุบัน เนื่องจาก

(1) เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องและมีความทั่วถึงมากขึ้นทั้งในมิติของสาขาธุรกิจโดยเฉพาะภาคบริการ และในมิติของรายได้ที่มีการกระจายตัวมากขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมีความพร้อมรองรับการทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายกลับเข้าสู่ระดับที่เหมาะสมกับการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพในระยะยาว

(2) อัตราเงินเฟ้อทั่วไปใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ โดยเป็นผลจากด้านอุปทานและปัจจัยต่างประเทศเป็นสำคัญ ซึ่งมีแนวโน้มคลี่คลายในระยะต่อไป ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากการส่งผ่านต้นทุนเป็นสำคัญ อย่างไรก็ดี แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ยังมีจำกัดเนื่องจากเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงเริ่มฟื้นตัว และความเสี่ยงการปรับขึ้นค่จ้างและราคาสินค้าเป็นวัฏจักรต่อเนื่อง (wage-price spiral) ของไทยยังมีจำกัด จากลูกจ้างนอกภาคเกษตร (แรงงานที่รับค่าจ้าง) ที่มีสัดส่วนที่ประมาณ 44% ของผู้มีงานทำทั้งหมด

ขณะที่ในสหรัฐ เยอรมนี และอังกฤษ อยู่ในระดับสูงถึง 85-92% รวมถึงอุปทานแรงงานไทยที่ค่อนข้างยืดหยุ่น (elastic labor supply) มากกว่าต่างประเทศ โดยแรงงานสามารถเคลื่อนย้ายเข้าออกในแต่ละสาขาธุรกิจได้ง่ายตามความต้องการที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงในแต่ละสถานการณ์

(3) ภาคธุรกิจและครัวเรือนบางส่วนยังเปราะบางโดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ในบางสาขาธุรกิจที่ฟื้นตัวช้าและครัวเรือนรายได้น้อยบางกลุ่มที่ยังอ่อนไหวต่อค่าครองชีพ ซึ่งจะได้รับผลกระทบจากการเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและทำให้การฟื้นตัวสะดุดลงได้ คณะกรรมการจึงเห็นว่าควรปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างค่อยเป็นค่อยไป ควบคู่กับการมีมาตรการเฉพาะจุดและแนวทางแก้ปัญหาหนี้อย่างยั่งยืนเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง

พร้อมเพิ่ม/ลดความแรงปรับดอกเบี้ย

อย่างไรก็ดี ในกรณีที่แนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในระยะข้างหน้าเปลี่ยนไปจากที่ประเมินไว้ คณะกรรมการพร้อมที่จะปรับขนาดและเงื่อนเวลาของการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้เหมาะสมต่อไป เช่น หากเศรษฐกิจฟื้นตัวเร็วกว่าคาด หรืออัตราเงินเฟ้อเร่งสูงขึ้นต่อเนื่องจากแรงกดดันด้านอุปสงค์ คณะกรรมการอาจพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอัตราที่มากกว่า 0.25% ได้ หรืออาจหยุดขึ้นอัตราดอกเบี้ยชั่วคราวได้ เพื่อรอดูความชัดเจนหากมีความไม่แน่นอนมากขึ้นในระยะข้างหน้า อาทิ จากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวมากกว่าที่ประเมินไว้

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กนง. ค่าเงินบาท