รมว.คลัง เตรียมถก “สภาพัฒน์-ธปท.” ออกแพ็กเกจมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี 2565 ยาวถึงต้นปีหน้า หวังรักษาระดับการใช้จ่ายในประเทศ เชื่อเศรษฐกิจไทยปี 2566 ไม่มีปัญหา “ส่งออก-นักท่องเที่ยว” ช่วยพยุง
วันที่ 20 ตุลาคม 2565 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในเร็ว ๆ นี้จะหารือร่วมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ถึงแพ็กเกจมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปีนี้ ถึงต้นปี 2566 เพื่อรักษาระดับการใช้จ่ายในประเทศ
ส่วนแนวทางการช่วยเหลือนั้น ต้องพิจารณาจากหลายปัจจัย แต่โดยหลักการจะเน้นการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม ให้ตรงเป้าหมายที่สุด และเมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้น คนเริ่มเข้าสู่ระบบการจ้างงาน นโยบายการคลังที่ต้องอัดฉีด ก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป
“การพิจารณาความช่วยเหลือประชาชนนั้น ก็ต้องพิจารณาตามความเหมาะสมและความจำเป็นของสถานการณ์ในแต่ละช่วง และหลายปัจจัยที่ต้องติดตาม ทั้งราคาน้ำมัน การทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ย ส่วนการช่วยเหลือนั้น จะยังคงช่วยเหลือให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้ช่วยเป็นกลุ่มเปราะบาง เช่น ช่วงแบ่งเบาภาระค่าไฟ สำหรับผู้มีรายได้น้อย ช่วยเรื่องน้ำมันเบนซิน สำหรับวินมอเตอร์ไซค์ ก๊าซธรรมชาติเหลว (เอ็นจีวี) สำหรับรถแท็กซี่ การช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นต้น
ดังนั้น มาตรการใดที่ไม่จำเป็นต้องช่วยเหลืออัดฉีดอีก เราก็ต้องถอย ส่วนจะขยายโครงการคนละครึ่ง และมาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลหรือไม่นั้น ต้องรอดูสถานการณ์ในช่วงนั้น ๆ”
นายอาคมกล่าวต่อว่า แนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2565 นั้น ต้องดูสถานการณ์การส่งออก และภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ โดยเชื่อว่าปีหน้าเศษฐกิจไม่มีปัญหา เพราะภาคการท่องเที่ยวของไทยจะดีขึ้นจากการเปิดประเทศ ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพราะหลายประเทศต้องการมาเที่ยวเมืองไทย ส่วนการส่งออกก็เชื่อว่าจะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร ที่จะเป็นโอกาสในการส่งออกเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ เนื่องจากประเทศไทยเป็นผู้ผลิตอาหาร ซึ่งสอดคล้องธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ที่ออกมาระบุว่า ทั่วโลกอาจต้องเผชิญปัญหาเรื่องความมั่นคงทางอาหาร หลังโควิด และราคาน้ำมันแพง ส่งผลให้ราคาอาหารแพงตามไปด้วย ประกอบกับเกิดปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติ ทำให้ปริมาณการผลิตอาหารลดลง ทางเวิลด์แบงก์จึงส่งสัญญาณไปยังประเทศผู้ผลิตอาหาร ให้เพิ่มปริมาณการผลิตอาหาร เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลก