พลังงานหมุนเวียน-ประหยัด ทางรอดวิกฤตราคาพลังงานประเทศ
“กระทรวงพลังงาน” เปิดทางรอดของวิกฤตพลังงานประเทศ ชี้ พลังงานหมุนเวียน-ประชาชนช่วยประหยัด-รถ EV คือทางออกที่ดีที่สุด หลังทั่วโลกต้องเผชิญความผันผวนด้านราคา ปริมาณด้านพลังงานอย่างหนัก
วันที่ 27 ตุลาคม 2565 นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวในงานเสวนาหาทางออก ฝ่าวิกฤต “พลังงานโลก” ทางรอด “พลังงานไทย” ในหัวข้อ “ถอดบทเรียนวิกฤตพลังงานโลก สะเทือนถึงไทย” จัดโดย สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจว่า
ประเทศไทยและทั่วโลกต่างเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 ตั้งแต่ปี 2563 ล็อกดาวน์ในหลายประเทศ ส่งผลให้การใช้พลังงานลดลง ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลดลงอย่างมาก ช่วงปลายปี 2564 โควิด-19 เริ่มคลี่คลาย ความต้องการใช้น้ำมันกลับมา ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซ้ำเติมด้วยสงครามรัสเซีย-ยูเครน ราคาพลังงานปรับสูงขึ้นไปถึง 122-140 ดอลลาร์/บาร์เรล และขึ้นไปถึงจุดสูงสุด โดยดีเซลแตะ 180 ดอลลาร์/บาร์เรล ขณะที่เบนซินอยู่ที่ระดับ 160 ดอลลาร์/บาร์เรล

วิกฤตดังกล่าวส่งผลให้ราคาพลังงานปรับขึ้นยกแพง ทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ รัฐบาลจึงได้งัดมาตรการที่มีอยู่ออกมารับมือ โดยนำเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีอยู่ประมาณ 40,000 ล้านบาท มาอุดหนุนราคาขายปลีกก๊าซหุงต้ม (LPG) และอุดหนุนต่อเป็นเวลา 2 ปี ก่อนทยอยปรับขึ้นราคาถังขนาด 15 กิโลกรัม 15 บาท/ถัง จนล่าสุด ส่วนราคาขายปลีกตรึงไว้อยู่ที่ 408 บาท/ถัง จากต้นทุนที่แท้จริงควรปรับขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 460 บาท/ถัง
ด้านราคาน้ำมันดีเซล แม้จะมีการผลิตน้ำมันจากแหล่งบนบกในประเทศได้เอง แต่ก็มีสัดส่วนอยู่เพียง 8% เท่านั้น ที่เหลือ 92% เป็นการการนำเข้าจากตะวันออกกลาง จึงต้องอ้างอิงราคาดูไบ เมื่อราคาน้ำมันปรับขึ้นไปทะลุ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล กระทรวงการคลังจึงออกมาตรการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลง 3 บาท/ลิตร
ขณะที่กระทรวงพลังงานได้ปรับลดสัดส่วนการผสมน้ำมันไบโอดีเซล จากบี7 บี20 บี10 เหลือแค่บี5 และนำเงินจากกองทุนน้ำมันเข้ามาช่วยพยุงราคาดีเซลไม่ให้เกิน 35 บาท/ลิตร เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ส่งผลให้ปัจจุบันกองทุนน้ำมันติดลบกว่า 1 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ ก๊าซธรรมชาติเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าสัดส่วน 70% ต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากต่างประเทศ หลังปริมาณก๊าซในอ่าวไทยลดลงมาก นอกจากนี้ รัฐให้ กฟผ.เข้ามาช่วยแบกรับภาระกว่า 1 แสนล้านบาท จากการชะลอปรับขึ้นค่าไฟฟ้า
อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบในไตรมาส 3-ไตรมาส 4/2565 จะปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 95-98 ดอลลาร์/บาร์เรล แต่ยังผันผวน เพราะเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวในต่างประเทศ โดยประเมินว่าช่วงไตรมาส 4/2565 ราคาก๊าซ LNG จะปรับขึ้นไปอยู่ที่ 40-50 ดอลลาร์/ล้านบีทียู
ขณะที่ราคา spot LNG เดือน ธ.ค.นี้ คาดว่าจะอยู่ที่ 30 ดอลลาร์/ล้านบีทียู ขณะที่มอร์แกนสแตนเลย์ คาดการณ์ปี 2566 ราคา LNG จะอยู่ 39 ดอลลาร์/ล้านบีทียู และไตรมาส 2/2566 จะปรับขึ้นไปแตะ 50 ดอลลาร์/ล้านบีทียู ซึ่งสอดคล้องกับการประเมินของกลุ่มปริซึม ปตท. (PTT PRISM) มองว่าจะอยู่ประมาณ 39 ดอลลาร์/ล้านบีทียู
ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานประเมินว่า หากราคาน้ำมันดิบในปี 2566 อยู่ที่ระดับ 100-110 ดอลลาร์/บาร์เรล ยังเป็นระดับที่บริหารจัดการได้ เพราะปัจจุบันกองทุนน้ำมันใช้เงินเข้าไปพยุงราคาดีเซลประมาณ 2-3 บาทต่อลิตร เพื่อไม่ให้ราคาขายปลีกเกิน 35 บาท/ลิตร จากก่อนหน้าที่ต้องเข้าไปพยุงถึง 14 บาท/ลิตร ในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบแตะระดับ 150 ดอลลาร์/บาร์เรล
ล่าสุด กระทรวงพลังงานเตรียมดำเนินมาตรการพยุงค่าไฟไตรมาส 4/65 ถึงไตรมาส 1/66 ให้อยู่ในอัตราไม่เกิน 4.72 บาท/หน่วย เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และโรงไฟฟ้าเอกชนหันไปใช้น้ำมันดีเซลเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าทดแทนก๊าซ ขยายระยะเวลาปลดระวางโรงไฟฟ้าแม่เหมาะ (ถ่านหิน) โรงที่ 8 และยังมีแผนให้นำโรงไฟฟ้าแม่เหมาะ โรงที่ 4 กลับมาเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเข้าระบบอีกครั้ง พร้อมกับเร่งการผลิตก๊าซจากแหล่งในประเทศ และหาจัดซื้อก๊าซจากเมียนมา จากองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย (MTJA) จาก สปป.ลาว เพิ่มเติม รวมถึงส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อลดการใช้น้ำมัน
อย่างไรก็ตาม ยังเร่งส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เข้าสู่ระบบตามแผน PDP (ฉบับใหม่) รวมกว่า 10,000 เมกะวัตต์ ซึ่งจะมีการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ โซลาร์ลอยน้ำโซลาร์ฟาร์มแม่เมาะ พลังงานลม รวมถึงรับซื้อไฟฟ้าจากขยะ พร้อมเร่งเรื่องของเทคโนโลยีพลังงานใหม่ ๆ เช่น ระบบกักเก็บคาร์บอน CCS และ CCUS ตลอดจนการทำเรื่องของกรีนไฮโดรเจน
“รัฐได้งัดมาตรการเข้ามาดูแลผลกระทบราคาพลังงานอย่างเต็มที่แล้ว แต่สิ่งที่สำคัญคือคนไทยทุกคนจะต้องตระหนักถึงการใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า และต้องเริ่มเรื่องการประหยัดพลังงานอย่างจริงจัง เพราะค่าไฟฟ้า จะไม่ใช่ของถูกอีกต่อไป”
นางสาวสมฤดี พู่พรอเนก รองอธิบดีกรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ความขัดแย้งของรัสเซียและยูเครนที่เกินเวลายาวนานมากว่า 8 เดือน และน่าจะยังยืดเยื้อต่อไปอีกนั้น ทำให้เกิดวิกฤตพลังงานไปทั่วโลก เพราะรัสเซียเป็นผู้ส่งออกน้ำมันอันดับ 2 ของโลก และส่งออกก๊าซธรรมชาติอันดับ 1 ของโลก ดังนั้น ฤดูหนาวนี้ยุโรปต้องออกกฎหมาย และมาตรการต่าง ๆ เพื่อช่วยลดผลกระทบให้กับประชาชน เช่น ช่วยเหลือค่าไฟฟ้า กำหนดเพดานราคา เป็นต้น
เนื่องจากพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียจำนวนมาก โดยตั้งเป้าหมายลดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียให้ได้ 2 ใน 3 ภายในปี 2565 ล่าสุดเหลือการนำเข้าเพียง 20% แล้ว และเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนในยุโรปให้ได้ 45% ภายในปี 2573 เพิ่มการสำรองก๊าซธรรมชาติได้มากกว่า 85%
สำหรับประเทศไทย การแก้ปัญหาและรับมือผลกระทบให้กับประชาชนคล้ายกับยุโรป แต่การประหยัดพลังงานไฟฟ้าต้องจริงจังมากกว่านี้ และอยากให้ภาครัฐพิจารณาราคาที่จะช่วยเหลือให้เหมาะสมกว่านี้
นอกจากนี้ ภาครัฐอาจหาพันธมิตรประเทศต่าง ๆ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ในการแก้ปัญหาวิกฤตพลังงาน และดึงคนไทยมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา เพราะไม่ว่ารัฐจะหามาตรการช่วยเหลืออย่างไร แต่หากคนไทยไม่ตระหนักถึงการประหยัด หรือใช้อย่างรู้คุณค่าอย่างจริงจัง รัฐบาลช่วยเหลือเท่าไรก็ไม่เพียงพอ
ดร.เขมนิจ จามิกรณ์ (แพนเค้ก) นักแสดงชั้นนำ กล่าวในหัวข้อ “ประหยัดพลังงานสไตล์ซูเปอร์โมเดลรักษ์โลก” ว่า
ในฐานะประชาชนผู้ใช้พลังงานได้รับผลกระทบจากอัตราค่าไฟฟ้าที่ปรับขึ้น แต่ต้องปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับรายจ่ายค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ด้วยการประหยัดพลังงาน เริ่มจาก “ตัวเรา” และสมาชิกในบ้านต้องร่วมกันลดการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าเท่าที่จำเป็น เช่น การเปิด-ปิดตู้เย็นให้น้อยลง หันไปออกกำลังกายนอกสถานที่เพื่อลดการใช้ไฟในบ้าน และกำลังศึกรถ EV
ขณะเดียวกัน อยากให้หน่วยงานภาครัฐเองปรับรูปแบบการประชาสัมพันธ์มาตรการประหยัดพลังงานให้เข้าถึงประชาชนได้ง่ายขึ้น เข้าถึงคนทุกกลุ่มได้ เช่น การนำเรื่องแอปพลิเคชั่นเข้ามาใช้ ออกมาตรการกึ่งบังคับเพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงการประหยัดพลังงาน
- สกนช.เตรียมประกาศชวนสถาบันการเงินปล่อยกู้กองทุนน้ำมันงวดแรก 3 หมื่นล้าน
- พลังงานเตรียม ของขวัญปีใหม่ ลั่นงัดทุกวิธีช่วยตรึงค่าไฟ 4.72 บาทยาวถึง Q2/66