โบรกเกอร์ชี้ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท กระทบกำไร บจ. “บล.โนมูระฯ” คาดฉุดกำไรตลาดหุ้นไทยปี’66-67 หายปีละ 1.5 หมื่นล้านบาท ประเมินกลุ่ม “รับเหมา-อสังหาฯ” กระทบหนักสุด ขณะที่ “บล.อินโนเวสท์ เอกซ์” คาดกระทบต้นทุนเอกชนเฉลี่ยปีละประมาณ 12% ฟาก “บล.กสิกรไทย” ระบุนโยบายค่าแรงต้องเหมาะสมกับค่าครองชีพ
นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ประเด็นที่มีการพูดถึงนโยบายการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาทต่อวันนั้น เรื่องนี้คงต้องไปพิจารณาแผนก่อนว่าจะมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในรูปแบบใด
โดยหากเป็นไปตามสมมุติฐานของฝ่ายวิจัย ที่คาดว่าจะปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยขึ้นปีละ 14% ก็จะส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหุ้นไทย ที่จะลดลงราว 1-1.5% ของกำไรสุทธิในปี 2566-2567 หรือกระทบกำไรหายไปประมาณปีละ 15,000 ล้านบาท
“ผลกระทบโดยรวม อาจจะไม่มาก โดยกลุ่มรับเหมาก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์จะได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะกระทบค่าจ้างแรงงานโดยตรง ทั้งนี้ สมมุติฐานดังกล่าวค่อนข้างอนุรักษนิยม (conservative) โดยประเมินเฉพาะดาวน์ไซด์ จากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะกดดันกำไร บจ. แต่ยังไม่รวมภาพบวกจากรายได้ภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มฐานราก ที่สามารถจับจ่ายใช้สอยได้เพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจไทยในอีกมิติหนึ่งด้วย” นายกรภัทรกล่าว
นายกรภัทรกล่าวด้วยว่า ต้องติดตามด้วยว่า ในมิติการขึ้นค่าจ้างแรงงานในฝั่งภาคอุตสาหกรรม จะมีมาตรการหรือสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ อะไรเข้ามาช่วยเหลือบ้าง เช่นเดียวกับการดึงนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศ
เพราะในแง่การลงทุนเองคงไม่ได้มองต้นทุนถูกอย่างเดียว โดยประเทศไทยถือว่ามีโลเกชั่นการลงทุนและเป็นฐานการผลิตที่น่าสนใจ จากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่นายสุนทร ทองทิพย์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวคงเป็นผลลบต่อกำไร บจ.แน่นอน แต่ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะประเมิน โดยกลุ่มรับเหมาก่อสร้างและโรงงานจะได้รับผลกระทบมากที่สุด
“เรื่องนี้กว่าจะสรุปได้ ต้องไปหารือคณะกรรมการค่าจ้าง 3 ฝ่าย และต้องหามาตรการชดเชยให้ภาคเอกชนด้วย เช่น การลดค่าใช้จ่ายด้านอื่นของบริษัทเอกชน อาทิ สมัยรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ก็มีการลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 20%
ซึ่งปัจจุบันจัดเก็บใกล้เคียงสิงคโปร์ที่อยู่ 17% หรือต้องเพิ่มผลิตภาพ (productivity) ในการใช้เครื่องจักรมากขึ้น อย่างไรก็ดี ผมว่านโยบายค่าแรงควรเหมาะสมกับค่าครองชีพ แต่แรงงานต้องปรับปรุงฝีมือด้วยการเพิ่ม productivity ตัวเองด้วย” นายสุนทรกล่าว
ด้านนางสาวณัฏฐ์วริน ไตรภพสกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยการลงทุน สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (INVX) กล่าวว่า เบื้องต้นอาจจะยังต้องรอความชัดเจนการจัดตั้งรัฐบาลก่อน เพราะขณะนี้มีทั้งฝั่งโต้แย้งและไม่โต้แย้ง แต่แน่นอนการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในช่วงที่ผ่านมา กระทบกำไร บจ.อยู่แล้ว โดยเฉพาะกลุ่มอสังหาริมทรัพย์
“เราเคยทำวิเคราะห์การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำครั้งล่าสุดเมื่อกลางปี’65 ที่ผ่านมา โดยมีผลกระทบต่อต้นทุนแต่ละเซ็กเตอร์ 5% และหากจะขึ้นค่าแรงไปถึง 600 บาท ตกเฉลี่ยปีหนึ่งประมาณ 12% ต้องคูณ 2 เท่าของผลกระทบที่ทำไว้ของปีนี้” นางสาวณัฏฐ์วรินกล่าว