การส่งออก
ส่งออกไทยปี’66 ต้องวิ่งมาราธอน มีโอกาสโตแค่ 1-2% พร้อมเปิดตัว กลุ่มพระเอกส่งออก ยังคงเป็น อุตสาหกรรมอาหารตั้งเป้าโต 5% สิ่งทอ 3% ขณะที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จะบุก 3 ตลาดตะวันออกกลาง-เอเชียใต้-CLMV หวังเพิ่มส่งออกอีก 300,000 ล้านบาท พร้อมกาง 195 กิจกรรมปั๊มยอด เดินหน้าตามยุทธศาสตร์ กรอ.พาณิชย์ จัดทัพภาครัฐ-เอกชนบุกขยายตลาด
คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) มีความเห็นว่า ภาพรวมการส่งออกของประเทศไทยในปี 2566 มีโอกาสจะเติบโตแค่ 1-2% จากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว โดยตัวเลขล่าสุดในช่วง 11 เดือนแรกของปีนี้ ปรากฏไทยส่งออกได้ 265,349.1 ล้านเหรียญ จากเป้าหมายเติบโต 4% โดยเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ส่งออกได้ 22,308 ล้านเหรียญ หรือลดลง -6% ติดต่อกันเป็นเดือนที่สอง โดยเป็นผลมาจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง อัตราเงินเฟ้อโลกยังอยู่ในระดับสูง และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลก
ส่งออกต้องวิ่งมาราธอน
นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า การส่งออกไทยในปี 2566 สภาผู้ส่งออกได้ติดตามใน 2 ประเด็น คือ การส่งออกกับค่าระวางเรือ โดยการส่งออกจะขยายตัว 2-3% จากผลการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนด้านการพาณิชย์ หรือ กรอ.พาณิชย์ ครั้งที่ 2/2565 ได้สรุปแผนการรุกตลาดการส่งออกไทยในช่วงโค้งสุดท้ายของปี และต้นปี 2566 ที่มาจากแผนผลักดันการส่งออก รวมไปถึงกิจกรรมที่กระทรวงพาณิชย์วางแผนไว้ และเชื่อว่าการส่งออกจะขยายตัวได้ในกรอบดังกล่าว
แม้ว่าจะมีแผนกิจกรรมเพื่อผลักดันการส่งออก แต่สิ่งที่ต้องติดตามที่จะเป็นปัจจัยกระทบที่ผู้ส่งออกต้องเตรียมรับมือก็คือ 1) สงครามรัสเซีย-ยูเครน เชื่อว่ามีต่อเนื่องและต้องระวัง 2) สภาวะเงินเฟ้อในหลายประเทศที่กระทบต่อราคาสินค้าที่แพงขึ้น ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว 3) ราคาพลังงานที่จะทำให้ต้นทุนสินค้า-การผลิตสูงขึ้นด้วย 4) การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังคงมีอยู่ 5) มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่หลายประเทศจะนำออกมาใช้ ทั้งมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีและภาษี และ 6) ปัญหาขาดแคลนชิป โดยปัจจัยเหล่านี้เป็นปัจจัยที่เกิดขึ้นจากภายนอกที่จะส่งผลกระทบต่อมาเศรษฐกิจภายในประเทศ
“ปีหน้าเราเจอปัญหามากมาย จำเป็นต้องวิ่งแบบมาราธอน ต้องตามให้ทันและปรับตัวเพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลง รวมไปถึงเรื่องของเทคโนโลยีด้วย แต่สิ่งที่เป็นจุดแข็งของไทยก็คือ เรื่องของความมั่นคงทางด้านอาหารที่ยังเป็นต้นทุนสำคัญ ขณะที่ผู้ส่งออกก็ต้องซื้อประกันความเสี่ยงด้วย โดยเฉพาะเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนที่มีความผันผวนตลอดเวลา และต้องติดตามนโยบายของจีนในการดูแลโควิด-19 โดยตลาดจีนถือว่า เป็นตลาดสำคัญของไทยในปีหน้า” นายชัยชาญกล่าว
อย่างไรก็ดี อุตสาหกรรมไทยที่จะดันตัวเลขการส่งออกให้ไทยเติบโตไปได้ดี ยังมีหลายกลุ่มที่จะเป็นพระเอกให้การส่งออกไทยขยายตัว โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม คาดว่าทั้งปี 2566 จะขยายตัว 5% โดย “อุตสาหกรรมสิ่งทอ” ขยายตัว 2-3% ซึ่งจะมีความโดดเด่นมากในปีหน้า ส่วนกลุ่มสินค้าที่จะยังเติบโตไปได้ดี เช่น ข้าว, น้ำตาล, มันสำปะหลัง, อิเล็กทรอนิกส์, ยางพารา, พลาสติก, อัญมณีและเครื่องประดับ
ขณะที่ตลาดส่งออกสำคัญที่ต้องรักษาไว้ ได้แก่ ตลาดสหรัฐ, ยุโรป ส่วนตลาดใหม่ที่ไทยต้องรุกมากขึ้น เช่น อินเดีย, ศรีลังกา, บังกลาเทศ กลุ่มตะวันออกกลางยังคงเป็นตลาดเก่าที่ต้องขยายการเติบโต เช่น อาเซียน, CLMV, จีน ส่วนปัญหาค่าระวางเรือในปีหน้า “สถานการณ์คงจะดีขึ้น” ราคาขนส่งลดลง เนื่องจากมีการแข่งขันทำให้แนวโน้มราคา “ค่าระวางเรือ” ในหลายเส้นทางลดลงรวม 37% ขึ้นอยู่แต่ละเส้นทาง ตู้คอนเทนเนอร์มีเพียงพอ มีปริมาณเติบโต 1.9% ดังนั้นปัญหาค่าระวางเรือจะไม่ใช่แรงกดดันของการส่งออกในปี 2566
อุตสาหกรรมอาหารโต 5%
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและนายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป กล่าวถึงภาพรวมการส่งออกอาหารในปี 2565 คาดว่าจะโตไม่ต่ำกว่า 10% แม้ในช่วงท้ายปีการส่งออกจะมีการชะลอตัวก็ตาม ส่วนในปี 2566 “ได้ตั้งเป้าไว้แล้ว” แต่ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของประเทศผู้นำเข้า โดยเฉพาะตลาดสำคัญของไทย เช่น สหรัฐ-จีน ซึ่งมีปัจจัยภายในไม่เหมือนกัน อาจจะเจอภาวะเศรษฐกิจ การบริโภคภายในน้อยลง แต่เชื่อว่าการนำเข้าอาหารก็ยังไปได้ อาหารที่มีราคาแพงอาจจะมีการชะลอตัวบ้าง แต่อาหารพื้นฐานทั่วไปก็ยังไปได้ต่อเนื่อง
ทางสมาคมคาดว่าภาพรวมการส่งออกอาหารน่าจะโตประมาณ 5% เพราะตลาดจีน ถ้ามาตรการโควิด-19 มีการผ่อนคลาย เดินทางมากขึ้นก็จะส่งผลให้ร้านอาหารมีการฟื้นตัว จะมีการนำเข้าวัตถุดิบเข้ามา และช่วงครึ่งปีหลังเชื่อว่าจะมีการเติบโต สำหรับตลาดที่มีแนวโน้มเติบโต เช่น อาเซียน, เอเชีย, อินเดีย, ตะวันออกกลาง, ซาอุดีอาระเบีย จัดเป็นตลาดที่น่าสนใจเพราะมีกำลังซื้อสูง ขณะที่ตลาดสหรัฐ-ยุโรป “ปีหน้าอาจจะทำตลาดลำบาก ยอดส่งออกมีโอกาสลดลง แต่ถ้าฟื้นตัว ยอดก็จะมีการเติบโตเร็ว แต่ก็ต้องใช้เวลา”
ส่วนแผนผลักดันการส่งออกในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารในปีหน้า ภาคเอกชนร่วมกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้มีการหารือกับสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) หากเห็นโอกาสในการเติบโตในสินค้าอาหาร ให้จัดกิจกรรม แผนผลักดันส่งออกกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งส่งเสริม-ประชาสัมพันธ์ทั้งรูปแบบออนไลน์-ออฟไลน์และเปิดเจรจาธุรกิจด้วย
เพิ่มยอดส่งออก 3 ตลาด
ด้านนายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า จากการประเมินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุเศรษฐกิจโลกในปี 2566 มีทิศทางชะลอตัวลง คาดว่าจะขยายตัวอยู่ที่ 2.7% และแม้ว่าเศรษฐกิจโลกในภาพรวมมีแนวโน้มชะลอตัว แต่ IMF ยังได้ประเมินประเทศที่เศรษฐกิจยังขยายตัวไปได้ก็คือ “จีน” ซึ่งคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นตัวในอัตราเร่งขึ้นที่ 4.4%, อินเดียขยายตัว 6.1%, อาเซียนขยายตัว 4.9% และ CLMV ขยายตัว 4.7% โ
ดยกระทรวงพาณิชย์ได้จัดประชุม กรอ.พาณิชย์ ครั้งที่ 2/2565 เพื่อผลักดันการส่งออกในช่วงโค้งสุดท้าย และในปี 2566 เพื่อรองรับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัว ที่ประชุมจึงได้มีมติให้ตั้งคณะทำงาน war room ภายใต้ กรอ.พาณิชย์ มุ่งบุกตลาดศักยภาพ 3 ตลาด คือ ตะวันออกกลาง, เอเชียใต้ และ CLMV เพื่อเพิ่มยอดการส่งออกใน 3 ตลาดในปี 2566 อีก 300,000 ล้านบาท
โดยตลาดตะวันออกกลาง จะมุ่งเน้นบุกส่งเสริมตลาดส่งออกในประเทศซาอุดีอาระเบีย, UAE, กาตาร์ สินค้าสำคัญที่จะส่งออก ได้แก่ อาหาร, ชิ้นส่วนยานยนต์, เครื่องปรับอากาศ, วัสดุก่อสร้าง ตั้งเป้าปี 2566 เพิ่มมูลค่าการส่งออกไปตะวันออกกลางขยายตัว 20% ส่วนในเอเชียใต้จะมุ่งเน้นทำตลาดอินเดีย, บังกลาเทศ และเนปาล สินค้าส่งออกสำคัญคือ เคมีภัณฑ์, เม็ดพลาสติก, ยานยนต์และชิ้นส่วน ตั้งเป้าหมายปี 2566 ขยายตัว 10% ส่วนตลาด CLMV สินค้าส่งออกสำคัญคือ วัสดุก่อสร้าง, เคมีภัณฑ์, สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม, เครื่องใช้ไฟฟ้า และเม็ดพลาสติก ตั้งเป้าปี 2566 ขยายตัว 10-15%
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีแผนจะนำคณะผู้บริหาร หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เดินทางเยือนต่างประเทศ 3 คณะ เพื่อเปิดตลาดเชิงรุก ได้แก่ 1) UAE เพื่อปลดล็อกการส่งออกไก่ stunning และใช้ UAE เป็นประตูขยายการส่งออกของไทยเข้าสู่ตะวันออกกลาง 2) อินเดีย จะเดินทางไปเยือนรัฐคุชราต ชายฝั่งตะวันตกของอินเดีย เมืองอาห์เมดาบัด ซึ่งเป็นเมืองเศรษฐกิจที่ใหญ่สุดของรัฐ และ 3) มณฑลยูนนาน เพื่อลงพื้นที่ผลักดันการใช้ประโยชน์จากรถไฟลาว-จีน ในการส่งออกสินค้าไทยไปจีน และการเจาะตลาดเมืองรองของจีนด้วย Mini FTA ไทย-ยูนนาน ซึ่งคาดว่าจะเริ่มนำคณะเยือนได้ภายในต้นปี 2566
“เรื่องของเป้าหมายการส่งออกได้มีการหารือกับภาคเอกชนเบื้องต้นแล้ว รวมไปถึงเป้าหมายการทำงานของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศทั่วโลก ในการวางแผนเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการส่งออกในแต่ละภูมิภาค ซึ่งเร็ว ๆ นี้กรมจะมีการประชุมหารือเพื่อกำหนดแผนการส่งเสริมการส่งออก ก่อนที่จะมีการประกาศเป้าหมายการทำงานผลักดันการส่งออกไทยในปี 2566” นายภูสิตกล่าว
จัดเกือบ 200 กิจกรรม
อย่างไรก็ดี กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้กำหนดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดในปี 2566 เบื้องต้นไว้ทั้งสิ้น 195 กิจกรรม พร้อมตั้งเป้าสร้างรายได้เข้าประเทศผ่านจากการจัดกิจกรรมรวม 39,821 ล้านบาท และพัฒนาส่งเสริมผู้ประกอบการจำนวน 218,881 ราย ทั้งการยกระดับ SMEs และ Micro SMEs, การเร่งรัดการส่งออกสินค้าและบริการในยุค New Normal ด้วยกลยุทธ์รักษาและขยายตลาดเดิม-เปิดตลาดใหม่ และฟื้นฟูตลาดเก่า, ผลักดันการใช้ soft power เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันทางการค้าไทย, กระตุ้นการค้าออนไลน์รองรับยุคดิจิทัล, ส่งเสริมพัฒนาธุรกิจภาคบริการ การจัดงานแฟรนไชส์ บริการสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ และ Tech Startup
เร่งรัดการเจรจาการค้าเพื่อขยายการค้าไทยไปตลาดโลก เจาะตลาดเมืองรองศักยภาพด้วย Mini FTA และพัฒนาระบบงานให้บริการและการบริหารจัดการที่สะดวกรวดเร็ว ให้บริการข้อมูลและคำปรึกษาด้านการค้าระหว่างประเทศ บริการผ่านศูนย์ DITP Service Center