ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า หลังตัวเลขภาคการผลิตยังแข็งแกร่ง
ดอลลาร์
ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า หลังตัวเลขภาคการผลิตยังแข็งแกร่ง บ่งชี้ว่าภาคธุรกิจของสหรัฐมีการขยายตัว ขณะที่เศรษฐกิจไทยแนวโน้มยังฟื้นตัวดี แม้จะหดตัวในไตรมาสที่4/2565 เหตุได้แรงหนุนจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาเที่ยวเพิ่มขึ้นเหนือความคาดหมาย
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพุธที่ 22 กุมภาพันธ 2566 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (22/2) ที่ระดับ 34.68/70 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร 34.65/67 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าภายหลังเอสแอนด์พี โกลบอลเปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและภาคบริการเบื้องต้นของสหรัฐ ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 50.2 ในเดือน ก.พ. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 8 เดือน จากระดับ 46.8 ในเดือน ม.ค. ดัชนี PMI อยู่สูงกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ว่าภาคธุรกิจของสหรัฐมีการขยายตัว หลังจากหดตัวติดต่อกัน 7 เดือน ดัชนี PMI ได้รับแรงหนุนจากการดีดตัวของการจ้างงานและความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจ ขณะที่คำสั่งซื้อใหม่หดตัวลงในอัตราต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2565
ทั้งนี้ดัชนี PMI ภาคการผลิตเบื้องต้น อยู่ที่ 47.8 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 4 เดือน จากระดับ 46.9 ในเดือน ม.ค. ส่วนดัชนี PMI ภาคบริการเบื้องต้น อยู่ที่ 50.5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 8 เดือน จากระดับ 46.8 ในเดือน ม.ค.
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้น หลังจากที่หดตัวลงในไตรมาส 4/2565 โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะได้แรงหนุนจากการที่นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศเพิ่มขึ้นอย่างเหนือความคาดหมาย และจากการที่ไทยสามารถรับมือกับการส่งออกที่ชะลอตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ซบเซา
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/2565 หดตัวลง 1.5% เมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส และหากเทียบเป็นรายปี เศรษฐกิจขยายตัวเพียง 1.4% ซึ่งชะลอตัวลงอย่างมากจากไตรมาส 3 ที่มีการขยายตัว 4.6%
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์จากบริษัทโนมูระ โฮลดิ้ง คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น จะขยายตัว 4% ในปี 2566 หลังจากที่หดตัวลงอย่างรุนแรงและเหนือความคาดหมายในไตรมาส 4/2565 โดยระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 34.56-34.71 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 34.58/60 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้าวันนี้ (22/2) ที่ระดับ 1.0653/55 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าลงเล็กน้อยจากปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (21/2) ที่ระดับ 1.0664/66 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยตลาดยังคงรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจทางฝั่งยูโรโซนผ่านรายงานดัชนี (PMI) ภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการประจำเดือน ก.พ. โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตัวเลขดัชนี PMI ทั้งภาคการผลิตและภาคการบริการมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0636-1.0664 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0645/47 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (22/2) ที่ระดับ 134.85/87 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (21/1) ที่ระดับ 134.58/60 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยตลาดยังคงรอกำหนดการที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์นี้เกี่ยวกับการเข้าชี้แจงต่อรัฐสภาของนายคาซูโอะ อุเอดะ ผู้ถูกเสนอชื่อให้เข้ารับตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ต่อจากนายฮารุฮิโกะ คุโรดะ ซึ่งจะพ้นวาระในเดือน เม.ย. 2566 นี้ โดยระหว่างวัน ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 134.56-135.05 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 134.90/92 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญสัปดาห์นี้ ได้แก่ สรุปรายงานการประชุมเฟด (23/2) และอัตราเงินเฟ้อดัชนี PCE/Core PCE Price Index ประจำเดือน ม.ค. (24/2)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -9.9/-9.5 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -7.9/-6.6 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ