มี.ค.เฟดกดดันหุ้นไทยไซด์เวย์ ช็อปหุ้นแกร่ง “พลังงาน”-ตุนเงินสด 40%
2 โบรกเกอร์ “ทรีนีตี้-ยูโอบีฯ” ชี้เทรนด์ตลาดหุ้นเดือน มี.ค. ไซด์เวย์ แรงกดดันหลัก “ผวา ดบ.เฟดขาขึ้น” ฉุดดัชนีไต่ขึ้นยาก เตือนนักลงทุนปรับพอร์ตใหม่ เน้นถือหุ้นแกร่งเหนือตลาด-ถือเงินสด 40%
นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในช่วงเดือน มี.ค.นี้ยังมีสัญญาณแกว่งตัวไซด์เวย์ เหมือนในช่วงเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา เนื่องจากน้ำหนักของปัจจัยบวกและปัจจัยลบค่อนข้างใกล้เคียงกัน ขณะเดียวกันอาจมีแรงกดดันจากปัจจัยที่คาดเดาได้ยากเข้ามา จะมีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นทั่วโลกซึ่งจะกระทบถึงไทยได้ จึงประเมินว่าดัชนีหุ้นไทย (SET INDEX) น่าจะเคลื่อนไหวบริเวณ 1,750-1,850 จุด

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยยังมีปัจจัยหนุน คือ สภาพคล่องภายในประเทศที่ยังมีอยู่ค่อนข้างมาก ซึ่งเห็นได้จากช่วงที่ดัชนีอ่อนตัวลงแรง ๆ จะมีแรงซื้อทยอยกลับเข้ามา ขณะที่ผลตอบแทนของพันธบัตรไทย (บอนด์ยีลด์) ที่ยังทรงตัว ทำให้ลดแรงจูงใจในการย้ายเงินลงทุนจากตลาดหุ้นไปยังตลาดตราสารหนี้ ประกอบกับราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงเฉลี่ยระดับ 60-70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้ยังมีแรงหนุนการเข้ามาเล่นเก็งกำไรหุ้นกลุ่มพลังงาน ซึ่งช่วยประคองตลาดได้ระดับหนึ่ง
ขณะที่แม้จะมีปัจจัยบวกที่พยุงตลาดอยู่ แต่ก็มีปัจจัยลบที่คอยกดดันตลาดอยู่เช่นกัน โดยเฉพาะแรงกดดันจากทิศทางของผลตอบแทนของพันธบัตรสหรัฐที่ยังคงอยู่ในระดับสูง และทิศทางการปรับขึ้นดอกเบี้ยเฟด ทำให้ยังไม่เห็นสัญญาณเงินต่างชาติไหลเข้ามาในตลาดหุ้นไทย ประกอบกับปัจจุบันก็ถือว่ามูลค่าของหุ้นไทยที่ค่อนข้างสูงมากแล้ว ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากอัตรากำไรต่อหุ้น (EPS) ของบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ส่วนใหญ่ยังไม่ได้ถูกปรับคาดการณ์ขึ้น จึงทำให้คาดว่าโอกาสที่จะเห็นดัชนีไต่ทะลุระดับ 1,850 จุดได้คงยาก
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยสำคัญที่คาดการณ์ได้ยาก อาทิ การแถลงเรื่องแนวนโยบายการเงินและภาวะเศรษฐกิจของประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต่อรัฐสภาคองเกรส, การรายงานตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐในวันที่ 9 มี.ค. 2561 และการประชุมเฟดในวันที่ 20-21 มี.ค. 2561 ซึ่งคาดว่าเฟดจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและอาจมีการส่งสัญญาณเรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือปีนี้จากเดิมที่คาดไว้ 3 ครั้งเป็น 4 ครั้ง ซึ่งนักลงทุนต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด เพราะอาจมีผลต่อทิศทางการลงทุนค่อนข้างมาก
“ภาวะตลาดยังอยู่ในช่วงไซด์เวย์ ธีมการลงทุน เราแนะนำกลุ่มหุ้นที่คาดว่ายังแข็งแกร่งกว่าตลาดหุ้นได้ในช่วงระยะ 1 เดือนข้างหน้า อาทิ กลุ่มพลังงาน, ปิโตรเคมี, อาหาร และกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งคาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากตัวเลขการส่งออกที่ยังดีต่อเนื่อง” นายณัฐชาตกล่าว
นายกิจพล ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า แม้ทิศทางตลาดหุ้นไทยในเดือน มี.ค. มีโอกาสฟื้นตัวขึ้นได้ แต่นักลงทุนก็ต้องระวังความผันผวนตลอดทาง โดยปัจจัยสำคัญคือ จับตาสัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเฟดของสหรัฐ ซึ่งกำลังเป็นประเด็นใหญ่ที่กดดันจากบอนด์ยีลด์ของสหรัฐอยู่ในขณะนี้ รวมถึงกดดันต่อตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นได้แบบกระจุกตัวในรอบนี้ด้วย
“รอบนี้เราให้กรอบแนวต้านไว้ที่ระดับ 1,850-1,880 จุด ส่วนดาวน์ไซด์ (ความเสี่ยงขาลง) คงต้องจับตาการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐ เพราะมองว่าการปรับฐานแรง ๆ ของตลาดในรอบก่อนที่ดัชนีระดับ 1,758 จุด ได้สะท้อนคาดการณ์ปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟด 3 ครั้งในปีนี้ไปแล้ว แต่หากการประชุมเฟดรอบนี้มีสัญญาณการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเป็น 4 ครั้ง อาจกดดันให้ดัชนีหุ้นไทยร่วงลงถึงระดับ 1,600-1,700 จุดได้ กลยุทธ์แนะนำ คือ เลือกซื้อหุ้นรายตัวในกลุ่มพลังงานและกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ พร้อมปรับสัดส่วนพอร์ตการลงทุนใหม่ให้เน้นลงทุนในหุ้นประมาณ 60% และถือเงินสด 40% เพื่อรับมือกับความผันผวน” นายกิจพลกล่าว