เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ก.ล.ต. เกาะติดเคสข้อมูล TSD ถูกเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต เตือนผู้ลงทุนระมัดระวัง
Finance ก.ล.ต. เกาะติดเคสข้อมูล TSD ถูกเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต เตือนผู้ลงทุนระมัดระวัง
ราคาทองวันนี้ (27 ก.ค. 69) ปรับขึ้น 350 บาท รูปพรรณขายออก 66,000 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (27 ก.ค. 69) ปรับขึ้น 350 บาท รูปพรรณขายออก 66,000 บาท
ส.ทีวีดิจิทัล วอน “หมอ สรณ” อย่าเข้าประชุม บอร์ด กสทช. หวั่นกระทบวาระอุตฯ ทีวี
Tech ส.ทีวีดิจิทัล วอน “หมอ สรณ” อย่าเข้าประชุม บอร์ด กสทช. หวั่นกระทบวาระอุตฯ ทีวี
‘เวียตเจ็ท’ ชูโมเดลเชื่อมภูมิภาค สู่เครือข่ายการบินระหว่างประเทศ
Business ‘เวียตเจ็ท’ ชูโมเดลเชื่อมภูมิภาค สู่เครือข่ายการบินระหว่างประเทศ
SET วันนี้ (27 ก.ค.) กรอบ 1,630 – 1,660 จุด น้ำมันดิบปรับลงแรง -5% จับตาเจรจาหยุดยิง
Finance SET วันนี้ (27 ก.ค.) กรอบ 1,630 – 1,660 จุด น้ำมันดิบปรับลงแรง -5% จับตาเจรจาหยุดยิง
ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ ตรวจพบข้อมูลส่วนบุคคลถูกเข้าถึง ยันปิดกั้นระบบ TSD Investor Portal แล้ว
Finance ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ ตรวจพบข้อมูลส่วนบุคคลถูกเข้าถึง ยันปิดกั้นระบบ TSD Investor Portal แล้ว
ค่าเงินบาทวันนี้ (27 ก.ค. 69) เปิดตลาดแข็งค่า 33.61 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
Finance ค่าเงินบาทวันนี้ (27 ก.ค. 69) เปิดตลาดแข็งค่า 33.61 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
จับตา ครม. เคาะขยายเวลารับสิทธิ-ยื่นทบทวน ‘บัตรคนจน’ พร้อมปรับ 4 เกณฑ์
Politics จับตา ครม. เคาะขยายเวลารับสิทธิ-ยื่นทบทวน ‘บัตรคนจน’ พร้อมปรับ 4 เกณฑ์
รู้จัก “Ghost Downsizing” กลยุทธ์เงียบที่ซุ่มลดพนักงานโดยไม่มีใครรู้ตัว
HR รู้จัก “Ghost Downsizing” กลยุทธ์เงียบที่ซุ่มลดพนักงานโดยไม่มีใครรู้ตัว
พยากรณ์อากาศวันนี้ (27 ก.ค. 69) ฝนยังตกหนักบางแห่ง กทม. ฝนตก 40% ของพื้นที่
News พยากรณ์อากาศวันนี้ (27 ก.ค. 69) ฝนยังตกหนักบางแห่ง กทม. ฝนตก 40% ของพื้นที่
ดูทั้งหมด

ดร.นิเวศน์ ชี้หุ้น DELTA เสี่ยง Corner แตก ราคาหุ้นสูงเกินคุณภาพ

02 เม.ย. 2566 | 09:00น.

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร กูรูนักลงทุนวีไอ ชี้หุ้น DELTA เสี่ยง Corner แตก หลังราคาหุ้นสูงมากเกินกว่าคุณภาพ ระวังราคาหุ้นตกเป็น หายนะได้

วันที่ 2 เมษายน 2566 ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนเน้นคุณค่า (Value Investor) สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ปรากฎการณ์น่าทึ่งของตลาดหลักทรัพย์เมื่อปลายสัปดาห์ก่อนก็คือ หุ้น DELTA ซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้าเกี่ยวกับอิเล็กทรอนิกส์และระบบสำรองไฟฟ้าที่ใช้ในอุตสาหกรรมอื่นรวมถึงในการผลิตรถที่ใช้ไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต มีราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแรงมาก

ปรากฏการณ์หุ้น DELTA

โดยวันที่ 29 มีนาคม 2566 ปรับตัวขึ้น 2.86% วันที่ 30 ราคาวิ่งขึ้นไปถึง 9.35% ซึ่งทำให้ตลาดหลักทรัพย์ต้องถามว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับบริษัท ซึ่งก็ได้รับคำตอบว่าไม่มีอะไร และถึงวันที่ 31 มีนาคม ราคาก็ยังปรับตัวขึ้นต่ออีก 3.82%

รวมแล้วภายในเวลา 3 วันทำการ ราคาหุ้น DELTA ปรับตัวขึ้นไปจาก 978 บาทต่อหุ้น เป็น 1,142 บาท คิดเป็น 16.8% ทำให้บริษัทมีมูลค่าหุ้นหรือมาร์เก็ตแคปถึง 1,424,509 ล้านบาท และกลายเป็นหุ้นที่ใหญ่หรือมีมูลค่าสูงที่สุดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยหุ้นที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 2 มีมูลค่าน้อยกว่าประมาณ 30%

ที่จริงหุ้น DELTA เมื่อ 3-4 ปีก่อนนั้น ยังเป็นหุ้นขนาดกลางที่แทบไม่มีใครสนใจที่จะเข้าไปลงทุนหรือเข้าไปเล่น มาร์เก็ตแคปของบริษัทเท่ากับ 66,734 ล้านบาท เมื่อสิ้นปี 2562 เป็นบริษัทลูกของบริษัทต่างชาติที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการส่งออกแทนบริษัทแม่ อาจจะเนื่องจากการผลิตที่ประเทศไทยอาจจะได้ต้นทุนที่ต่ำกว่า บริษัทมียอดขายในปี 2562 ที่ 51,800 ล้านบาท กำไร 2,960 ล้านบาท กำไรต่อยอดขาย 5.7%

ซึ่งก็ถือว่าค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับหุ้นโรงงานผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมอื่น แต่ก็ไม่มีใครอยากลงทุนเพราะนี่คือหุ้นโรงงานที่ขายสินค้าให้อีกโรงงานหนึ่ง ที่มักจะไม่ค่อยมีอำนาจทางการตลาดหรือความสามารถในการแข่งขันเหนือกว่าคู่แข่งอื่นที่ผลิตชิ้นส่วนและมักจะขายไปทั่วโลกเหมือนกัน มองในแง่ของการลงทุนระยะยาวแล้ว บางคนก็ยังกลัวว่า วันหนึ่งถ้าคนไทยรวยขึ้น การเป็นฐานการผลิตสินค้าก็อาจจะโตหรืออยู่ได้ยาก เพราะอาจจะมีประเทศที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าอย่างเช่นเวียดนามมาแข่งได้

แต่แล้วปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้นเมื่อโลกต้องเผชิญกับโรคโควิด-19 ที่เริ่มรุนแรงในปี 2563 ซึ่งส่งผลให้เกิดความต้องการสินค้าเกี่ยวกับอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัลมากขึ้น เช่นเดียวกับรถยนต์ไฟฟ้าที่บังเอิญเติบโตขึ้นมากในเวลาเดียวกัน

นอกจากนั้นโควิดยังก่อให้เกิดการขยายตัวของเม็ดเงินสภาพคล่องในตลาดอย่างมหาศาล อานิสงส์จากการที่รัฐบาลทั่วโลกอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเพื่อต่อต้านการตกต่ำของเศรษฐกิจที่อาจจะตามมาจากการระบาดของโควิด-19 ซึ่งนั่นก็ส่งผลต่อตลาดหลักทรัพย์โดยเฉพาะต่อราคาหุ้นที่เกี่ยวข้องดังกล่าว เพราะเงินสภาพคล่องเหล่านั้นต่างก็เข้ามาซื้อขายหุ้นเพื่อเก็งกำไรกันอย่างบ้าคลั่งตั้งแต่กลางปี 2563 และต่อมาจนถึงสิ้นปี 2564 ซึ่งทำให้หุ้นดิจิทัลรวมถึงหุ้นเทสลาปรับตัวขึ้นไปมหาศาล

หุ้น DELTA ดูเหมือนว่าจะอยู่ในกลุ่มที่ได้ประโยชน์อย่างชัดเจน เพราะส่งอุปกรณ์และชิ้นส่วนป้อนให้กับผู้ซื้อรายใหญ่ระดับโลกที่กำลังต้องการสินค้าที่ขาดตลาดเนื่องจากหลายประเทศ เช่น จีน ต้องปิดโรงงานเพื่อหนีโควิด ยอดขายของ DELTA ในปี 2563 เพิ่มขึ้น 23% แต่กำไรโตก้าวกระโดดจากประมาณ 3,000 ล้านบาท เป็น 7,000 ล้านบาท เพราะมาร์จิ้นหรือกำไรต่อยอดขายปรับตัวขึ้นจาก 5.7% ซึ่งน่าจะเป็นอัตราปกติเป็น 11% เพราะสินค้าในตลาดขาดแคลนหนัก

มาร์เก็ตแคปโตขึ้น 9 เท่า

หุ้น DELTA ที่เคยเงียบเหงามาน่าจะเป็นสิบ ปี จึงถูกกวาดซื้อจากนักลงทุนซึ่งส่วนใหญ่น่าจะเป็นต่างชาติ และเนื่องจากเป็นหุ้นที่มีฟรีโฟลตหรือสภาพคล่องในการซื้อขายน้อย ทำให้ราคาหุ้นวิ่งระเบิดมาร์เก็ตแคปพุ่งขึ้นไปจากประมาณ 66,700 ล้านบาท เมื่อสิ้นปี 2562 เป็น 606,000 ล้านบาท เมื่อสิ้นปี 2563 หรือโตขึ้น 9 เท่า ในเวลาเพียงปีเดียว และกลายเป็นบริษัทท็อป 10” ของไทย คล้าย กับหุ้นเทสลาที่โตเร็วพอ กันในตลาดหุ้นอเมริกา

ปี 2564 ยังเป็นปีที่ตลาดหุ้นและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลยังคงมีการเก็งกำไรกันอย่างบ้าคลั่งหรือมากกว่าเดิมเพราะโควิด-19 ยังรุนแรงเหมือนเดิม เช่นเดียวกับสภาพคล่องทางการเงิน รวมถึงการที่นักลงทุนส่วนบุคคลรายย่อยที่เข้าสู่ตลาดหุ้นผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลรุ่นใหม่ที่มีต้นทุนในการซื้อขายหุ้นต่ำมาก

หุ้นและทรัพย์สินดิจิทัลปรับตัวขึ้นสู่พีกหรือจุดสุดยอดใหม่กูรูและนักทำนายอนาคตต่างก็ประกาศว่าโลกใหม่มาถึงแล้ว และมาร์ก ซักเกอร์เบิร์ก ประกาศเปลี่ยนชื่อบริษัทจากเฟซบุ๊กเป็นเมตาเวอร์สหรือโลกเสมือนที่ทุกอย่างเป็นดิจิทัล

รายได้ปี 2564 ของ DELTA เพิ่มขึ้น 33% เป็น 84,814 ล้านบาท แต่กำไรกลับลดลง 6% เหลือ 6,699 ล้านบาท เนื่องจากอัตรากำไรต่อยอดขายลดลงจากที่เคยสูงถึง 11% ลดลงเหลือ 7.9% ซึ่งอาจจะเกิดจากการที่คู่แข่งเริ่มเข้ามามากขึ้น อาจจะเนื่องจากเพราะมีการเปิดโรงงานได้มากขึ้นแล้วจากมาตรการที่เคยเข้มงวดมากในจีน และนั่นทำให้นักลงทุนขายหุ้น DELTA ออกมาบ้าง

มาร์เก็ตแคปของหุ้นลดลงเหลือ 514,000 ล้านบาท หรือลดลงประมาณ 15% อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่านักลงทุนที่เข้ามาเล่นในลักษณะ Corner หุ้นตัวนี้ก็ยังไม่ได้ถอย เพราะราคาหุ้นระดับนี้ยังทำให้ค่า P/E สูงถึง83 เท่า ค่า PB สูงถึง 13 เท่า ในขณะที่หุ้นโรงงานทั่ว ไปนั้น ค่านี้มักไม่เกิน 2-3 เท่าเป็นอย่างมาก

ปี 2565 เป็นปีที่น่าจะเรียกได้ว่าเป็นอวสานของการเก็งกำไรหรืออวสานของเหรียญและหุ้นดิจิทัลหรือหุ้นไฮเทค เพราะทรัพย์สินเหล่านั้นมีราคาตกลงมาหลายสิบเปอร์เซ็นต์จากจุดสูงสุด เหตุผลก็คงเป็นเรื่องที่โควิด-19 เริ่มสงบลง สงครามรัสเซียยูเครนที่เริ่มช่วงต้นปีเริ่มส่งผลต่อภาวะเงินเฟ้อ

ซึ่งทำให้รัฐบาลทั้งหลายต้องต่อสู้กับศัตรูตัวใหม่โดยการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วและรุนแรง ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นและสินทรัพย์โดยเฉพาะดิจิทัลวาย

แต่กิจการของ DELTA ไม่ได้ลดลง ยอดขายกลับเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมเป็นประมาณ 120,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 40% เช่นเดียวกับกำไรที่เพิ่มขึ้นเป็น 15,344 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 129% จากปี 2564 เนื่องจากมาร์จิ้นหรือกำไรต่อยอดขายของสินค้าเพิ่มขึ้นเป็น 12.8% ซึ่งเป็นอัตราที่สูงมากสะท้อนให้เห็นว่าความต้องการสินค้าของบริษัทนั้นยังมีสูงมาก

และนั่นก็ทำให้นักลงทุนกลับเข้ามาซื้อหุ้น DELTA กันอย่างหนักทั้ง ที่ภาวะการเก็งกำไรในตลาดหุ้นไทยเริ่มชะลอตัวลงมาเรื่อย ปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ต่อวันลดลงมาก ไม่ต้องพูดถึงการเก็งกำไรโดยวิธี Corner หุ้นที่ลดลงมาก หุ้นหลายตัวดูเหมือนว่า Corner จะเริ่มทยอยแตกเมื่อผลประกอบการเริ่มแสดงให้เห็นว่าลดลงหรือไม่โตอย่างที่คิดแล้ว

แต่หุ้น DELTA นั้น กลับดีขึ้นอีก ดังนั้นคนก็แห่กันเข้าเล่นหุ้นจำนวนน้อยที่เหลืออยู่ที่คนยังมีความมั่นใจสูงมาร์เก็ตแคปเมื่อตอนสิ้นปี 2565 อยู่ที่ 1,035,000 ล้านบาท เป็นหุ้นในระดับ “TOP 3” ของตลาด แต่ถ้าวัดจากรายได้หรือแม้แต่กำไรในปีที่ปกติก็ยังไม่ใช่หุ้นตัวใหญ่

ราคาหุ้นตก หายนะ

ประเด็นสำหรับนักลงทุนก็คือ ด้วยมาร์เก็ตแคประดับ 1,400,000 ล้านบาทในวันนี้ และเป็นหุ้นใหญ่ที่สุดในตลาดหลักทรัพย์นั้น เป็นราคาที่สมเหตุผลไหม มองในแง่ของพื้นฐานของกิจการ หุ้นตัวนี้แท้จริงแล้วเป็นหุ้นที่ถูก Corner หรือไม่? และถ้าเป็นจะแตกเมื่อไร?

ในความเห็นของผม คิดว่าหุ้นตัวนี้น่าจะอยู่ใน Corner มองจากราคาหุ้นที่สูงมากเกินกว่าคุณภาพของกิจการนั่นคือมันมีค่า PE ปกติสูงถึง 93 เท่า ค่า PB 26 เท่า สูงกว่าลักษณะหรือคุณสมบัติของธุรกิจที่เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนสินค้าอุตสาหกรรมขั้นกลาง ที่ไม่ได้มีเทคโนโลยีระดับต้น ของโลก อย่างกรณีของหุ้นTSMC ของไต้หวัน ดังนั้นค่า PE ที่เหมาะสมไม่น่าจะสูงกว่า PE เฉลี่ยของตลาดที่ไม่เกิน 20 เท่า

และถ้าจะพูดในด้านของการเติบโตของกำไรแล้ว ผมก็คิดว่ากำไรในระยะยาวก็คงไม่โตเร็วเหมือนเดิมที่เกิดขึ้น เนื่องจากความไม่สมดุลของดีมานด์ซัพพลายของโลกชั่วคราวผมเชื่อว่าภายในเวลาไม่เกิน 2-3 ปี ทุกอย่างจะกลับมาสู่ภาวะปกติ

ซึ่งรวมถึงกำไรต่อยอดขายที่ประมาณไม่เกิน 7-8% ซึ่งจะกระทบถึงกำไรของกิจการที่จะโตช้าหรือถดถอยลง ซึ่งนั่นก็เสี่ยงที่จะทำให้ Corner “แตกและราคาหุ้นตกเป็น หายนะได้