เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
หุ้นแบงก์ร่วงยกแผง ต่างชาติเทขายทำกำไร กดดัชนี SET ปิดตลาดครึ่งวันเช้าปรับลง 12 จุด
Finance หุ้นแบงก์ร่วงยกแผง ต่างชาติเทขายทำกำไร กดดัชนี SET ปิดตลาดครึ่งวันเช้าปรับลง 12 จุด
ประกันสังคม ยกร่างกฎหมายเงินสมทบ ม.40 ลด 10% หากจ่ายล่วงหน้า 12 เดือน
HR ประกันสังคม ยกร่างกฎหมายเงินสมทบ ม.40 ลด 10% หากจ่ายล่วงหน้า 12 เดือน
ราคาทองวันนี้ (22 ก.ค. 69) พุ่งขึ้น 1,150 บาท ทองรูปพรรณ 66,700 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (22 ก.ค. 69) พุ่งขึ้น 1,150 บาท ทองรูปพรรณ 66,700 บาท
‘ชัชชาติ’ เช็กเข้มทั่วกรุง สั่งปิดสถานบริการแล้ว 56 แห่ง ขยายผลตรวจโรงมหรสพ
Economic ‘ชัชชาติ’ เช็กเข้มทั่วกรุง สั่งปิดสถานบริการแล้ว 56 แห่ง ขยายผลตรวจโรงมหรสพ
อนุทิน ลุยฟ้อง ‘ผอ.iLaw’ หมิ่นปมโยงแกนนำ ภท. เอี่ยว “ฮั้ว สว.” ยันไม่เกี่ยวกับคดี
Politics อนุทิน ลุยฟ้อง ‘ผอ.iLaw’ หมิ่นปมโยงแกนนำ ภท. เอี่ยว “ฮั้ว สว.” ยันไม่เกี่ยวกับคดี
อนุทิน เตรียมถกปมสารพิษแม่น้ำกก  ‘ผู้นำเมียนมา’ ช่วงเยือนไทย 3-4 ส.ค.
Politics อนุทิน เตรียมถกปมสารพิษแม่น้ำกก ‘ผู้นำเมียนมา’ ช่วงเยือนไทย 3-4 ส.ค.
อนุทิน บุกเมืองชล ลั่น “จัดเต็มสุดซอย” ปราบภัยทุกมิติ ชี้ยุคนี้ไม่มีรับเคลียร์ทุจริต
Politics อนุทิน บุกเมืองชล ลั่น “จัดเต็มสุดซอย” ปราบภัยทุกมิติ ชี้ยุคนี้ไม่มีรับเคลียร์ทุจริต
Garmin เปิดตัว ‘CIRQA Smart Band’ สายรัดสุขภาพรุ่นแรก 6,990 บาท ไม่มีค่าบริการรายเดือน
Tech Garmin เปิดตัว ‘CIRQA Smart Band’ สายรัดสุขภาพรุ่นแรก 6,990 บาท ไม่มีค่าบริการรายเดือน
เปิด 10 ทำเลกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ดัชนี ‘ราคาที่ดินเปล่า’ แพงขึ้น สายสีเขียวคูคต-ลำลูกกาพุ่งแรง
Real Estate เปิด 10 ทำเลกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ดัชนี ‘ราคาที่ดินเปล่า’ แพงขึ้น สายสีเขียวคูคต-ลำลูกกาพุ่งแรง
ออร์บิกซ์ เปิดจองซื้อ MTS Gold Investment Token โทเคนดิจิทัลลงทุนทองคำ เริ่ม 24 ก.ค.นี้
Finance ออร์บิกซ์ เปิดจองซื้อ MTS Gold Investment Token โทเคนดิจิทัลลงทุนทองคำ เริ่ม 24 ก.ค.นี้
ดูทั้งหมด

ดร.นิเวศน์ วิเคราะห์โพลเลือกตั้ง ประเทศไทยจะเปลี่ยนเป็นรัฐบาล “ฝ่ายซ้าย”

24 เม.ย. 2566 | 12:06น.
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ดร.นิเวศน์ กูรูนักลงทุนวีไอ วิเคราะห์โพลเลือกตั้ง เผยสภาจะประกอบไปด้วยพรรคใหญ่ไม่เกิน 3 พรรค ที่มี ส.ส.เกิน 50 คน และประเทศไทยจะเปลี่ยนเป็นรัฐบาล “ฝ่ายซ้าย” อ่อน ๆ ชี้เป็นการเล่นสนุก เหมือนการทายผล ผู้แพ้-ชนะ ในมหกรรมฟุตบอลโลก

วันที่ 24 เมษายน 2566 ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนเน้นคุณค่า สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ปี 1989 การเมืองและการปกครองของสหภาพโซเวียตรัสเซียกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง เนื่องมาจากการ “ปฏิรูปการปกครอง” ของประธานาธิบดีกอร์บาชอฟที่เน้นเรื่องของ “ความโปร่งใสและการเป็นประชาธิปไตย” แทนที่จะเป็นเผด็จการแบบคอมมิวนิสต์เดิม

ในส่วนของประชาชนเองนั้น ได้มีการจัดคอนเสิร์ตครั้งใหญ่ที่กรุงมอสโกคือ “Moscow Music Peace Festival” หรือ “เทศกาลดนตรีเพื่อสันติภาพแห่งมอสโก” ซึ่งในงานนั้นวงดนตรีของเยอรมนีคือ The Scorpions ได้รับเชิญจากกอร์บาชอฟให้มาร่วมแสดงด้วย และก็เป็นครั้งแรกที่วงดนตรีจากเยอรมนีได้มาแสดงที่รัสเซียหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

เพลงที่แสดงในครั้งนั้นเพลงหนึ่งคือ “Wind of Change” ซึ่งพรรณนาถึงบรรยากาศของมอสโกที่กำลังอบอวนไปด้วยความฝันและเสรีภาพของคนรุ่นใหม่ที่จะได้อยู่ในโลกแห่งความรุ่งโรจน์ในอนาคตที่กำลังมาถึง มันเหมือนสายลมในค่ำคืนฤดูร้อนที่พัดโบกผ่านอดีตกาลสู่อนาคตที่แสนมหัศจรรย์ ที่ซึ่งโลกจะมีสันติภาพและเสรีภาพและคนใกล้ชิดกันดุจพี่น้อง

และนี่ก็คือ “สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง” ที่ได้ “พัดผ่านไปสู่เยอรมนีตะวันออก” เป็นที่แรกเมื่อกำแพงเบอร์ลินพังทลายลงในอีก 3 เดือนต่อมา ไม่ต้องพูดถึงการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในอีก 2 ปี พร้อม ๆ กับการล่มสลายของรัฐเผด็จการในยุโรปตะวันออกเกือบทั้งหมด และรวมไปถึงระบบ Apartheid ที่ให้อำนาจคนขาวเป็นใหญ่ในแอฟริกาใต้ที่ต้องล้มลงในปี 1994

เพลง Wind of Change กลายเป็น “เพลงชาติ” ของการสิ้นสุดของสงครามเย็นระหว่างโลกเสรีกับโลกสังคมนิยม บางคนโดยเฉพาะที่เป็นชาวเยอรมันบอกว่า Wind of Change เป็น “เพลงแห่งศตวรรษ” เพราะมันปลดปล่อยเยอรมนีตะวันออกให้กลับมาอยู่กับตะวันตกในโลกเสรีโดยไม่ต้องมีสงคราม

ไม่ว่าจะเป็นอะไร คำว่า Wind of Change มีความหมายถึงกระแสของความคิด หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่มีพลังที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ โดยเฉพาะทางการเมืองที่คนไม่คิดว่าจะเปลี่ยนได้ ใครจะไปคิดว่ากำแพงเบอร์ลินที่แข็งแกร่งและไม่มีใครสามารถจะหลุดรอดไปได้จะพังทลายในชั่วข้ามคืน โดยไม่ต้องใช้ปืนใหญ่ยิงถล่มแม้แต่นัดเดียว แต่เกิดขึ้นเพราะคนเยอรมันตะวันออกเปลี่ยนความคิดว่า กำแพงไม่ควรจะมีอยู่ต่อไป เช่นเดียวกับระบอบการปกครองที่ประชาชนไม่ต้องการแล้ว

เหตุการณ์และปรากฏการณ์ทางการเมืองในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาของประเทศไทยนั้น ผมคิดว่ามีการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องและ “รุนแรงมาก” ไม่ใช่เป็นความรุนแรงทางกายภาพประเภทเลือดตกยางออก แต่เป็นการเปลี่ยนแปลง “ภายในจิตใจ” ที่ลึกซึ้งอานิสงส์จากการแพร่กระจายของข่าวสารข้อมูลที่มีไม่จำกัด และไม่มีใครสามารถขัดขวางหรือกีดกันได้อีกต่อไป

เช่นเดียวกับการที่คนไม่เห็นหรือไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น จนกระทั่งถึงวันที่การเปลี่ยนแปลงนั้นจะถูกแสดงออกผ่านการกระทำบางอย่าง รวมถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ “การเลือกตั้ง” ที่อาจจะกำลังเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเมื่อไม่นานมานี้ เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่าประชาชนกำลังเปลี่ยนไป โดยที่พวกเขาต้องการเลือกคนที่เป็นตัวแทนความคิดของตนเอง และไม่ได้เลือกคนที่จะมาเป็น “นาย” หรือคนที่จะมาช่วยเหลืออนุเคราะห์เวลาที่ตนเองมีปัญหา พูดง่าย ๆ เลือกคนที่จะเข้ามาบริหารประเทศที่มีความสามารถและอุดมการณ์ตรงกับตนเอง ซึ่งก็เป็นแนวทางที่มักจะเกิดขึ้นในประเทศที่พัฒนาแล้ว

เช่น จากพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์ “ขวาหรือซ้าย” เป็นแนวเผด็จการอำนาจนิยม หรือแนวเสรีนิยมประชาธิปไตย เป็นต้น แทนที่จะเลือกบุคคลที่ตนเองชื่นชอบหรือคนที่สามารถช่วยเหลือตนเองได้อย่างในอดีต

การเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 นั้น สัญญาณทุกอย่างดูเหมือนจะคล้ายกับการเลือกตั้งผู้ว่าฯมาก เพียงแต่ว่าเป็นระดับทั้งประเทศ ซึ่งก็อาจจะทำให้คนคิดว่าในต่างจังหวัดประชาชนอาจจะคิดไม่เหมือนกัน เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ คนต่างจังหวัดส่วนใหญ่อาจจะยังเลือกตัวบุคคลประเภท “บ้านใหญ่” มากกว่าจะคิดถึงเรื่องอุดมการณ์ทางการเมือง ดังนั้น เรื่องของการชนะแบบ “แลนด์สไลด์” อย่างที่เลือกผู้ว่าฯคงไม่เกิดขึ้น

แต่นั่นอาจจะเป็นความคิดทางการเมือง “รุ่นเก่า” แม้ว่าจะเพิ่งผ่านมาไม่กี่ปี ขณะนี้เราอาจจะอยู่ในสถานการณ์ “Wind of Change” ที่การเมืองไทยกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป คนกำลังเลือกผู้แทนที่มีอุดมการณ์ที่ตนเองชอบ หรือต้องการมากกว่าการเลือกคน “บ้านใหญ่”

และผลโพลที่มีการสำรวจจนถึงประมาณ 1 เดือนก่อนเลือกตั้ง บอกว่าคนไทยกำลังสนใจหรือเลือกพรรคที่มีอุดมการณ์เสรีประชาธิปไตยมากกว่าอนุรักษนิยมอย่างมาก และตัวเลขที่ผมเห็นนั้น จะทำให้จำนวน ส.ส.ของ “ฝ่ายประชาธิปไตย” มากกว่าอีกฝ่ายหนึ่งมาก จนสามารถตั้งรัฐบาลได้อย่างเด็ดขาด ลองมาวิเคราะห์ผลจากโพลดู

สมมติว่าพรรคแรกได้คะแนนเสียงพรรคทั่วประเทศตามโพล คือได้ 45% พรรคอันดับสองของฝ่ายเสรีประชาธิปไตยได้ 25% ก็แสดงว่าฝ่าย “ซ้าย” จะมี ส.ส. บัญชีรายชื่อ 70 คน “ฝ่ายขวา” จะได้ ส.ส.ไม่เกิน 30 คน ในขณะที่ ส.ส.เขต ตามโพลก็ออกมาแบบเดียวกันคือ 45% และ 25% ตามลำดับ

ในขณะที่พรรคฝ่ายอนุรักษนิยมที่ได้คะแนนเสียงสูงสุดจากโพลคือ 12% สิ่งที่จะเกิดขึ้นจะแตกต่างกับปาร์ตี้ลิสต์ เพราะในการแข่งขันระดับเขตนั้น เฉพาะคนที่ได้คะแนนสูงสุดในเขตเท่านั้นที่จะได้เป็น ส.ส. คนที่ได้คะแนนอันดับสองจะไม่ได้อะไรเลย เป็นคะแนน “ตกน้ำ”

ดังนั้น ถ้าทุกเขตทั่วประเทศ 400 เขต ได้คะแนนในอัตราส่วนเท่ากันทั้งประเทศ พรรคฝ่ายซ้ายอันดับ 1 ที่มีคะแนน 45% ก็จะได้ ส.ส.ไปทั้งหมด 400 คน กลายเป็นแลนด์สไลด์ได้ ส.ส. 445 คน จาก 500 คน แต่ความเป็นจริงนั้น แต่ละเขตก็มีผู้สมัครที่เป็น “บ้านใหญ่” มีคะแนนนิยมส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับพรรค ทำให้เขตนั้นเขาอาจจะได้คะแนนสูงอาจจะเกิน 50% ของคะแนนทั้งหมดในเขตและเป็นผู้ชนะได้เป็น ส.ส. แม้ว่าคะแนนที่ได้จากชื่อพรรคจะมีน้อยกว่า หรือน้อยมากก็ได้

สมมติว่าพรรคอันดับหนึ่งนั้น มีบางเขตที่คะแนนเสียงไม่ดีได้ไม่ถึงค่าเฉลี่ยที่ 45% อาจจะได้แค่ 30% ซึ่งอาจจะมาจากคะแนนพรรคเป็นหลัก แต่คะแนนส่วนตัวแทบไม่มีเลย พรรคอันดับ 2 ได้คะแนน 35% โดยมาจากคะแนนพรรค 25% และคะแนนส่วนตัวอีก 10% ผลก็คือเขตนี้พรรคอันดับ 2 ก็จะชนะพรรคอันดับ 1 ได้เป็น ส.ส.

เช่นเดียวกัน พรรคอันดับ 3 ถึงประมาณ 5 หรือต่ำกว่านั้นก็มีสิทธิที่จะได้ ส.ส. แม้ว่าคะแนนเสียงจากพรรคจะมีน้อยหรือแทบจะไม่มีเลย อย่างไรก็ตาม พรรคอันดับ 3 นั้น โอกาสก็ยังมีอยู่บ้าง เนื่องจากคนเชื่อว่าเป็นตัวแทนของอุดมการณ์อนุรักษนิยมที่คนรุ่นเก่าและคนในบางภาคเช่น ภาคใต้ จำนวนมากยังเชื่อมั่นและยอมรับอยู่

ลองมาสมมติต่อว่า ตัวเลขที่พรรคอันดับ 1-5 จะได้ ส.ส.เขต คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของ ส.ส.เขตทั้งหมดเท่าไร อิงจากโพลตัวเลขคะแนนรวมของทุกเขตหรือทั้งประเทศ โดยอัตราส่วนแบบ “กำปั้นทุบดิน” ของผมก็คือ อันดับ 1 จะได้ ส.ส. เขต 60% ของ ส.ส.เขตทั้งหมด 400 คน

อันดับ 2 ได้ 15% อันดับ 3 ได้ 10% อันดับ 4 และ 5 ได้พรรคละ 5% ก็จะพบว่าพรรคอันดับ 1 จะได้ ส.ส.เขต 240 คน อันดับ 2 ได้ 60 คน อันดับ 3 ได้ 40 คน อันดับ 4 และ 5 ได้พรรคละ 20 คน

และเมื่อรวมกับ ส.ส.บัญชีรายชื่อทั้งหมดของแต่ละพรรคก็จะพบว่า พรรคอันดับ 1 น่าจะได้ ส.ส.ทั้งหมด 285 คน เป็น “แลนด์สไลด์” อันดับ 2 ได้ประมาณ 85 คน อันดับ 3 ได้ 51 คน อันดับ 4 ได้ 25 คน อันดับ 5 ได้ 23 คน รวมแล้ว 469 คน ที่เหลืออีก 31 คนกระจายไปอยู่ในพรรคเล็กพรรคน้อยที่น่าจะมี ส.ส.พรรคละไม่เกิน 5 คน

ประเทศไทยจะเปลี่ยนเป็นรัฐบาล “ฝ่ายซ้าย” อ่อน ๆ และสภาจะประกอบไปด้วยพรรคใหญ่ไม่เกิน 3 พรรคที่มี ส.ส.เกิน 50 คน และทั้งหมดนี้ก็เป็นการประเมินตัวเลข ส.ส.จากโพลที่ “ยังไม่นิ่ง” แต่ภาพใหญ่ก็คงจะไม่เปลี่ยน ผมไม่รับประกันความถูกต้อง และไม่ซีเรียส เรียกว่าเป็นการ “เล่นสนุก” เหมือนการทายผลผู้แพ้-ชนะ ในมหกรรมฟุตบอลโลกมากกว่า