Skip to content

ไทยยืน 1 พลังงานและอีวีอาเซียน จัดใหญ่ฟิวเจอร์ เอนเนอร์ยี่ เอเชีย 2023

17 พ.ค. 2566 | 17:31น.
ไทยยืน 1 พลังงานและอีวีอาเซียน จัดใหญ่ฟิวเจอร์ เอนเนอร์ยี่ เอเชีย 2023

กระทรวงพลังงานผนึกกำลัง ปตท.-กฟผ. จัดงาน “ฟิวเจอร์ เอนเนอร์ยี่ เอเชีย” และ “ฟิวเจอร์ โมบิลิตี้ เอเชีย 2023” หวังดันไทยสู่ฮับด้านพลังงานและยานยนต์เบอร์ 1 ในอาเซียน

วันที่ 17 พฤษภาคม 2566 กระทรวงพลังงานร่วมกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) และบริษัท ดีเอ็มจี อีเวนท์ จำกัด จัดงาน “ฟิวเจอร์ เอนเนอร์ยี่ เอเชีย” และ “ฟิวเจอร์ โมบิลิตี้ เอเชีย 2023” (Future Energy Asia and Future Mobility Asia 2023) เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจและนโยบายด้านพลังงานในระดับนานาชาติ และนิทรรศการที่รวบรวมนวัตกรรมและสินค้าด้านพลังงานและยานยนต์ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ดันไทยสู่ฮับพลังงานและยานยนต์ระดับภูมิภาค

ดร.วีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การจัดงานฟิวเจอร์ เอเนอร์ยี่ เอเชีย และฟิวเจอร์ โมบิลิตี้ เอเชีย ในครั้งนี้ เป็นการผลักดันและการขับเคลื่อนด้านพลังงานและยานยนต์ครั้งสำคัญ ซึ่งเป็นแนวทางที่จะทำให้ไทยสามารถบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2593 และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Greenhouse Gas Emission) ภายในปี 2608

ดร.วีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู
ดร.วีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู

โดยการสร้างแพลตฟอร์มความร่วมมือทางธุรกิจ และการสร้างเครือข่ายพันธมิตรในอุตสาหกรรมพลังงานและยานยนต์ ผ่านการประสานภาคธุรกิจ นวัตกร และฝ่ายนโยบาย ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-19 พฤษภาคม 2566 และคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกว่า 18,000 ราย จากกว่า 70 ประเทศทั่วโลก เพื่อหารือเพิ่มเติมเกี่ยวกับบทบาทของเอเชียต่อการเปลี่ยนแปลงผ่านพลังงานในระดับโลก

รวมถึงเพื่อขับเคลื่อนไทยเป็นฮับพลังงานและยานยนต์ระดับภูมิภาคเตรียมรับเศรษฐกิจด้านยานยนต์ของในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ของโลกภายในปี 2573 และความต้องการพลังงานในภูมิภาคที่จะเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่าระหว่างปี 2556-2583

“มหกรรมในครั้งนี้สามารถช่วยไทยก้าวข้ามความท้าทายด้านพลังงานทั้ง 3 ประการ (Energy Trilemma) อันประกอบไปด้วยการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ต่อมาคือ การเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสม และสุดท้ายคือ ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะมาช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระหว่างการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดทั้งในระดับภูมิภาคและในระดับโลก”

ไทยพร้อมเป็นฮับพลังงานสะอาดแห่งอาเซียน

ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ไทยมีจุดแข็งและนโยบายด้านพลังงานสะอาดที่ชัดเจน เรียกได้ว่าเป็นเบอร์ต้น ๆ ในภูมิภาคอาเซียนและได้รับการยอมรับระดับโลกในด้วยกัน 2 มิติ โดยมิติแรก ไทยมีนโยบายพลังงาน ซึ่งมีเป้าหมายเรื่องความเป็นกลางทางคาร์บอนและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ เป็นผลดีต่อการสร้างอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ (Decarbonization)

และอีกมิติ ในปัจจุบันไทยมีฐานพลังงานสะอาดในประเทศอยู่ที่ประมาณ 20% และคาดการณ์ว่าอีก 10-20 ปีต่อจากนี้ พอร์ตพลังงานสะอาดของไทยจะเติบโตขึ้นไปจนถึง 50-60% ซึ่งจะส่งผลต่อการลงทุนที่จะเข้ามาในประเทศไทยอย่างมาก

“ไทยมีต้นทุนทั้ง 3 ปัจจัยด้วยกัน โดยปัจจัยแรกคือ ไทยเป็นประเทศที่ปล่อยคาร์บอนฟุตพรินต์ (carbon footprint) เพียง 300 ล้านตัน เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียน เช่น เวียดนาม (900 ล้านตัน) และอินโดนีเซีย (3,000 ล้านตัน) ปัจจัยต่อมาคือเรื่องต้นทุนด้านพลังงานสะอาดที่ไทยมีต้นทุนเดิมอยู่แล้ว 20% ซึ่งในอนาคตอาจเพิ่มไปจนถึง 60% นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ Utility Green Tariff ที่ทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กำลังดูแลอยู่ และปัจจัยสุดท้ายคือ ไทยมีความต้องการทางตลาดและเป็นฮับการเดินทางในอาเซียน ซึ่งมีความน่าใจในการลงทุน”

แผนพลังงานชาติมีความสากลเพียงพอ

ดร.พิสุทธิ์กล่าวเสริมว่า แผนพลังงานชาติและแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) ได้สะท้อนและใส่ปัจจัยที่ตอบโจทย์ Energy Dilemma อย่างครบถ้วน ซึ่งสร้างความมั่นคงทางพลังงาน โดยรักษาคุณภาพผ่านค่าความน่าจะเป็นที่จะเกิดไฟฟ้าดับที่น้อยกว่า 0.7 วัน ต่อมาคือการเข้าถึงราคาพลังงานได้อย่างเหมาะสม  และสุดท้ายคือ ความยั่งยืนของพลังงานที่ได้กล่าวข้างต้น หากดำเนินงานตามแผนการ ไทยจะสามารถพึ่งพาตนเอง เมื่อโลกเกิดวิกฤตด้านพลังงานได้

“แผนพลังงานชาติได้คำนึงถึงความยั่งยืนกับการพึ่งพาตนเองได้ โดยการทำให้เป็นพลังงานสะอาด รวมถึงสามารถต่อยอดและสร้างจุดรุ่งโรจน์ให้กับประเทศ โดยดึงดูดการลงทุนสีเขียว (green investment) ซึ่งแผนดังกล่าวมีความเป็นสากลและครอบคลุมด้านพลังงาน

ส่วนการพูดคุยกับทางรัฐบาลใหม่ มองว่าต้องยึดกับนโยบายของกระทรวงพลังงานอย่าง 4D1E ซึ่งขณะนี้ทางกระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างแก้ไขรายละเอียด เพื่อเสนอร่างแผนพลังงานชาติชุดใหม่ คาดว่าจะประกาศใช้ในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2566”