Skip to content

ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ

01 มิ.ย. 2566 | 09:02น.
ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ
คอลัมน์​: Pawoot.com
ผู้เขียน : ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ

ผมว่ายุคนี้เป็นยุคของการบริหารคอมมิวนิตี้ ในเชิงของการตลาดที่อาจมีหลายระดับแต่สุดท้ายที่การตลาดต้องการ คือ advocacy ซึ่งก็คือสาวกของแบรนด์นั่นเอง ไม่เว้นแม้แต่เรื่องของการเมืองอย่างที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน

เมื่อผมมาดูในเรื่องของนโยบายดิจิทัลของแต่ละพรรค ต้องยอมรับว่าอาจแบ่งออกเป็น 2 ขั้ว คือ อนุรักษนิยมนโยบายก็จะเป็นแบบหนึ่ง ฝั่งเสรีนิยมก็จะเป็นอีกแบบหนึ่งจะเป็นว่าเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากที่จะมีการนำมาใช้ในนโยบายต่าง ๆ

อย่างที่ผมเคยพูดถึงไป เช่น การแจกเงินดิจิทัล 10,000 ของเพื่อไทยที่จะใช้เทคโนโลยี blockchain หรือจะเป็นในฝั่งของก้าวไกลที่มีเทคโนโลยีเต็มไปหมด อย่างล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้ ก้าวไกลได้เปิดห้องหนึ่งใน Discord เป็นห้องที่เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้ามาพูดคุย นำเสนอความคิดเห็นต่าง ๆ

การที่ประชาชนจะนำเสนอข้อมูล ความคิดกับพรรคการเมืองเป็นเรื่องที่ลำบาก เมื่อก่อนอาจพูดคุยตัวแทนผู้สมัคร ส.ส.ได้ ก็ช่วงหาเสียงก่อนเลือกตั้งแล้วก็จะมีแก็ปเกิดขึ้น

ยกตัวอย่างของผมเองต้องกลับไปสมัยที่เป็นนายกสมาคมอีคอมเมิร์ซ ตอนนั้นก็มีพรรคการเมืองเดินสายพูดคุยกับสมาคมต่าง ๆ เพื่อฟังเสียง stakeholder หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมต่าง ๆ ผมอยู่ในอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซ ก็มีพรรคการเมืองมาขอความคิดเห็น มารับฟังปัญหาเพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไข แต่เขาก็ทำได้แค่บางหน่วยงาน บางองค์กรบางสมาคมเท่านั้น

แต่วันนี้ที่น่าสนใจ คือการที่ก้าวไกลได้เปิดห้องขึ้นมา ซึ่งเป็นห้องที่ไม่ได้อยู่ในห้องแชทของไลน์ ไม่ได้เปิดเป็นห้องแชตในแพลตฟอร์มใหม่ แต่เป็นแพลตฟอร์มเดิมที่มีวัยรุ่นอยู่กันจำนวนมาก ๆ นั่นคือแพลตฟอร์มที่ชื่อว่า Discord

Discord เป็นแพลตฟอร์มที่วัยรุ่นใช้กันเต็มไปหมด แม้แต่ลูก ๆ ของผมก็ใช้ด้วยเช่นกัน เป็นแพลตฟอร์มที่บียอนด์คลับเฮ้าส์ไปเยอะมาก เป็นแพลตฟอร์มในการสร้างคอมมิวนิตี้ มันสามารถเป็นห้องแชตและสามารถซอยเป็นห้องเล็ก ๆ ได้ สามารถตั้งหัวหน้าควบคุมแต่ละห้องได้

จากเดิมที่ใช้ตัวหนังสือคุยเป็นแชตแต่ที่นี่สามารถคุยเป็นเสียงได้ สามารถประชุม และแชร์กัน ไลฟ์คุยกันได้เหมือนใช้ zoom ใช้ Microsoft Team หรือ Google Meet ใช้เป็นห้องประชุมได้เลย บอกได้เลยว่าสตาร์ตอัพทั้งไทยและทั่วโลกใช้ Discord เป็นเครื่องมือในการคุยในองค์กรเพราะเวิร์กมากและที่สำคัญใช้ฟรี

อย่างที่บอกไปว่าในนั้นสามารถคุยด้วยการพิมพ์ ด้วยเสียงอารมณ์คลับเฮ้าส์ ไลฟ์ได้ มีระบบเก็บเงิน ฯลฯ มันกลายเป็นเครื่องมือคอมมิวนิตี้ขนาดย่อมอันหนึ่งที่คนทั้งโลกใช้เยอะมาก และก้าวไกลก็ฉลาดมากที่เอาเครื่องมืออย่าง Discord มาเป็นเครื่องมือในการเปิดห้องขึ้นมาใช้ชื่อห้องนี้ว่า “ก้าว Geek”

โดยใช้คำ Geek หมายถึงกลุ่มคนที่ชอบเทคโนโลยีต่าง ๆ ดังนั้นห้องที่เป็นขึ้นมาจึงกลายเป็นห้องที่เปิดกว้างให้คนเข้ามาร่วมพูดคุยได้ เป็นห้องที่แชร์ข้อมูลต่าง ๆ ได้ไม่ใช่เพียงตัวหนังสือ แต่เป็นได้ทั้งเสียง วิดีโอ สามารถแชร์ สอน ฯลฯ ได้มากมาย

จุดที่น่าสนใจของ “ก้าว Geek” ก็คือมีการเปิดห้องขึ้นมาหลายห้อง อย่างผมสนใจเรื่องเทคโนโลยีก็มีห้อง Digital ID ห้องเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีเกี่ยวกับการทำอินฟราสตรักเจอร์ ห้อง Government Wiki ฯลฯ

มีคนอยู่ในห้องหลายร้อยคน และผมคิดว่าสมาชิกในแต่ละห้องทั้งหมดเป็นแสน ๆ คน ผมกดเข้าไปดูก็มีคนพูดคุยเหมือน Discord แต่ละคนพูดคุยกัน จนแปลกใจว่าทำไมถึงมีคนเยอะขนาดนี้ กลายเป็นที่ที่สามารถระดมความคิดเห็นจากคนหลาย ๆ คนได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับคนที่ควบคุม และบริหารห้องแต่ละห้องว่าจะไปในทิศทางไหน

นี่คือวิธีการใหม่ที่ไม่เคยเจอพรรคการเมืองไหนที่เอาเครื่องมือเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเด็กในวงกว้างได้ ผมเชื่อว่าแม้แต่เด็กอายุ 6 ขวบบางคนจนถึง 12 ปีน่าจะรู้จัก Discord แล้ว แต่ผู้ใหญ่อายุเกิน 30 ปีหลายคนไม่รู้จัก

คุณลองไปถามลูก ๆ ของคุณว่า Discord คืออะไรแล้วให้พวกเขาอธิบายให้ฟัง หรือง่าย ๆ ลองพิมพ์ลงไปในมือถือว่า Discord.com เข้าไปดูตามห้องต่าง ๆ หรือตามข่าว ใช้มือถือ join ได้เลยหรือลงแอป Discord ได้ นั่นคือนโยบายหนึ่งที่ผมมองว่าใช้เครื่องมือได้น่าสนใจครับ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Discord นโยบายดิจิทัล