เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

“Red Hat” ส่ง 4 เทคโนโลยีหลัก เสริมทัพแนวทาง “Multi-Cloud and AI Era”

14 มิ.ย. 2566 | 07:07น.
นางสาวสุพรรณี อำนาจมงคล

นางสาวสุพรรณี อำนาจมงคล

“Red Hat” ต้อนรับการกลับมามีบทบาทของ AI ด้วยการชูแนวทาง “Multi-Cloud and AI Era” ผ่าน 4 เทคโนโลยีหลักที่สนับสนุนการทำงานบน “คลาวด์”

วันที่ 14 มิถุนายน 2566 นางสาวสุพรรณี อำนาจมงคล ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท เร้ดแฮท (ประเทศไทย) จำกัด (Red Hat) กล่าวว่า รายได้ของธุรกิจคลาวด์ในไทยเติบโตมากกว่า 30% และไทยมีมูลค่าทางเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) อยู่ที่ 2 ล้านล้านบาท

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า การเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง “โอเพ่นซอร์ส” (Open Source) จะเป็นสิ่งที่มาขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยให้เติบโตได้อย่างแข็งแรงและประสบความสำเร็จ

“Red Hat”

“ข้อมูลจาก IDC (International Data Corporation) ระบุว่า ในปี 2565 รายได้ของธุรกิจ ‘คลาวด์’ ในประเทศไทยเติบโตมากกว่า 30% ถือเป็นสัดส่วนที่มากกว่าการเติบโตของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก 25% และตลาดระดับโลก (Global Markets) 29% อีกทั้งมูลค่าทางเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยอยู่ที่ 2 ล้านล้านบาท เทียบเท่า 13% ของ GDP”

ในปี 2566 Red Hat เน้นดำเนินกลยุทธ์ตามแนวทาง “Multi-Cloud and AI Era” แทน “Open Hybrid Cloud” เพื่อตอบรับการเติบโตของ AI ที่กลับมามีบทบาทในโลกเทคโนโลยี และช่วยให้ลูกค้าทำงานกับ “เวิร์กโหลด” ได้ทุกประเภทไม่ว่าจะบนคลาวด์รูปแบบใดก็ตาม

โดย Red Hat ส่ง 4 เทคโนโลยีหลักมาเสริมทัพการดำเนินกลยุทธ์ ดังนี้

  1. Ansible Lightspeed : ผลิตภัณฑ์ด้านการทำ “Automation Infrastructure” ใช้ AI เป็นผู้ช่วยในการเขียนโค้ดและออกแบบระบบหลังบ้าน ผสานความร่วมมือกับ “IBM” โดยใช้ “IBM Watson” เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบ
  2. Red Hat Trusted Software Supply Chain : ผลิตภัณฑ์ด้านความปลอดภัยที่ดูแลการทำงานตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง
  3. Developer Productivity : ผลิตภัณฑ์เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเหล่านักพัฒนา
  4. OpenShift AI : ผลิตภัณฑ์ช่วยลูกค้าสร้าง “AI Model” แล้วนำโมเดลเหล่านั้นมาใช้ในการทำงาน

นอกจากนี้ นายศุภชัย พานิชายุนนท์ หัวหน้าหน่วยธุรกิจพัฒนาโซลูชั่นส์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (AIS) ตัวแทนกลุ่มธุรกิจที่มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์การใช้โอเพ่นซอร์สและคลาวด์ในการดำเนินธุรกิจ กล่าวว่า AIS เป็นองค์กรที่ทำงานบน “Hybrid Cloud” แอปพลิเคชั่นสามารถทำงานได้แบบ On-Premise และ On-Cloud แต่ในขณะเดียวกัน AIS ก็ยังทำงานบน Multi-Cloud ด้วย

นายศุภชัย พานิชายุนนท์
นายศุภชัย พานิชายุนนท์ หัวหน้าหน่วยธุรกิจพัฒนาโซลูชั่นส์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (AIS)

“ตอนนี้ เราเป็น ‘Hybrid Cloud’ เต็มรูปแบบ หมายความว่า แอปพลิเคชั่นสามารถทำงานได้แบบ On-Premise และ On-Cloud นอกจาก Hybrid Cloud แล้ว เรายังเป็น Multi-Cloud ด้วย โดยแอปพลิเคชั่นที่ทำงานบนคลาวด์ของผู้ให้บริการรายที่หนึ่ง เราก็จะเตรียมแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ ให้ทำงานบนคลาวด์ของผู้ให้บริการรายที่สองได้ด้วย”

แต่กว่าที่ AIS จะนำคลาวด์มาใช้ในองค์กรได้อย่างเต็มรูปแบบ นายศุภชัยกล่าวว่า “Cloud Journey” ของ AIS เริ่มต้นเมื่อ 4-5 ปีก่อน ผ่านแนวคิดที่เรียกว่า “บันได 3 ขั้น” บันไดขั้นที่หนึ่ง คือการสร้างความรู้เกี่ยวกับคลาวด์ให้กับทีมไอที บันไดขั้นที่สอง คือการคัดเลือกแอปพลิเคชั่นที่จะทำงานบนคลาวด์ และบันไดขั้นที่สาม คือการย้ายแอปพลิเคชั่นให้ขึ้นไปทำงานบนคลาวด์แทน

ปัจจุบัน สัดส่วนของแอปพลิเคชั่นจาก AIS ที่ทำงาน On-Cloud และ On-Premise อยู่ที่ 15% และ 85% ตามลำดับ

“เรามีเกณฑ์คัดเลือกว่า จะย้ายแอปพลิเคชั่นไหนให้ขึ้นไปทำงานบนคลาวด์ ถ้าเป็นแอปพลิเคชั่นที่มีการใช้งานน้อย ๆ ไม่หวือหวา หรือเป็นแอปพลิเคชั่นที่ใช้ในองค์กร จะทำงานแบบ On-Premise แต่ถ้าเป็นแอปพลิเคชั่นที่มีการทำแคมเปญกับลูกค้าอยู่เรื่อย ๆ จะทำงานแบบ On-Cloud”

ทั้งนี้ นายศุภชัยยังกล่าวเพิ่มเติมว่า AIS ตั้งเป้าที่จะย้ายแอปพลิเคชั่นจำนวน 100 แอป ให้ขึ้นไปทำงานบนคลาวด์ภายใน 3 ปีข้างหน้า

แท็กที่เกี่ยวข้อง

AIS เอไอเอส เทคโนโลยี