เรียกความเชื่อมั่นฟื้นดัชนีอุตสาหกรรม
บทบรรณาธิการ
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้เผยแพร่ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมประจำเดือนพฤษภาคม 2566 จากการสำรวจผู้ประกอบการจำนวน 1,327 ราย ครอบคลุมกลุ่มอุตสาหกรรม 45 กลุ่ม ปรากฏดัชนีความเชื่อมั่นอยู่ที่ระดับ 92.5 หรือปรับตัวลดลงจากระดับ 95.0 ในเดือนเมษายน
นับเป็นการปรับตัวที่ลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่สอง และเมื่อพิจารณาองค์ประกอบของค่าดัชนีก็พบว่า ปรับตัวลดลงทุกองค์ประกอบ ทั้งดัชนีคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการ
เมื่อชั่งน้ำหนักระหว่างปัจจัยลบและปัจจัยบวกที่เกิดขึ้นแล้วจะพบว่า ปัจจัยลบที่ทำให้ดัชนีลดลง ประกอบไปด้วยการส่งออกที่ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง จากอุปสงค์ของประเทศคู่ค้าลดลง เกิดความผันผวนในอัตราแลกเปลี่ยน ต้นทุนการผลิตยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานโดยตรง อัตราดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ในช่วงขาขึ้น ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ส่งผลให้ผู้บริโภคต้องระมัดระวังในการใช้จ่าย และการเมืองหลังเลือกตั้งยังไม่มีเสถียรภาพ จนกระทั่งปัจจุบันก็ยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ได้โดยเร็ว
ขณะที่ปัจจัยบวกมีเพียงการขยายตัวของภาคท่องเที่ยว จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความต้องการสินค้าอุตสาหกรรมเพิ่มตามไปด้วย กับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนที่คาดว่าจะส่งผลดีต่อภาคการส่งออกของไทย
ส่วนการคาดการณ์ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในอีก 3 เดือนข้างหน้าก็ยังอยู่ในช่วงขาลงต่อเนื่อง กล่าวคือ ดัชนีอยู่ที่ระดับ 104.3 หรือปรับตัวลดลงจากระดับ 105.0 ในเดือนเมษายน จากปัจจัยลบในเรื่องของนโยบายปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำของพรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลอยู่ในขณะนี้ โดยการปรับขึ้นค่าแรงจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมของผู้ประกอบการโดยตรง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ประกอบการ SMEs นอกจากนี้ยังมีปัจจัยลบจากการลงทุนจากต่างประเทศที่ลดลงในภาวะการเมืองไทยยังไม่มีเสถียรภาพ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ความผันผวนทางด้านการเงิน และปัญหาภัยแล้งที่กำลังจะเกิดขึ้น จากปรากฏการณ์เอลนีโญ
สะท้อนให้เห็นความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมยังไม่ฟื้นกลับมาเต็มที่ แม้จะมีการตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งน่าจะเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้ แต่ด้วยกระบวนการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองและนโยบายทางด้านเศรษฐกิจของพรรคการเมืองที่เป็นแกนนำ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การขึ้นค่าแรง ประกอบกับนักลงทุนต่างประเทศชะลอดูท่าทีการจัดตั้งรัฐบาลที่ยังไม่มีความแน่นอน กลายเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมยังคงลดลงต่อเนื่องไปอีก