Skip to content

ไทยประกันชีวิต Q2 กำไร 2.5 พันล้าน โต 25% รับผลตอนแทนลงทุนพุ่ง

11 ส.ค. 2566 | 19:30น.
ไทยประกันชีวิต Q2 กำไร 2.5 พันล้าน โต 25% รับผลตอนแทนลงทุนพุ่ง

ไทยประกันชีวิต งบไตรมาส 2/66 มีกำไรสุทธิ 2,512 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.48% จากช่วงเดียวกันปีก่อน รับผลตอนแทนลงทุนพุ่ง 4.66% มูลค่ากิจการ 152,990 ล้าน เพิ่ม 5.39% ลุยออกสินค้าใหม่

วันที่ 12 สิงหาคม 2566 นายไชย ไชยวรรณ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ TLI เปิดเผยว่า ภาพรวมผลประกอบการงวดไตรมาส 2/2566 บริษัทมีรายได้รวม 24,959 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 3.70% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY) มาจากเบี้ยประกันภัยที่ถือเป็นรายได้สุทธิ 20,309 ล้านบาท ลดลง 5.53% YOY และผลตอบแทนจากการลงทุน 4,601 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.66% YOY และส่วนประกอบอื่นของรายได้อีก 49 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 104.17%

โดยมีกำไรก่อนภาษีเงินได้ 3,058 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.10% YOY และมีกำไรสุทธิ 2,512 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.48% YOY

ไทยประกันชีวิต
นายไชย ไชยวรรณ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)

ขณะที่ภาพรวมครึ่งปีแรก (ม.ค.-มิ.ย. 2566) มีรายได้รวม 49,001 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 5.53% YOY มาจากเบี้ยประกันภัยที่ถือเป็นรายได้สุทธิ 39,071 ล้านบาท ลดลง 4.32% YOY และผลตอบแทนจากการลงทุน 9,845 ล้านบาท ลดลง 10.41% YOY และส่วนประกอบอื่นของรายได้อีก 85 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 70%

โดยมีกำไรก่อนภาษีเงินได้ 6,946 ล้านบาท ลดลง 3.54% YOY และมีกำไรสุทธิ 5,640 ล้านบาท ลดลง 2.96% YOY

ทั้งนี้ในช่วงครึ่งปีแรก บริษัทมีกำไรจากการรับประกันภัยเติบโตต่อเนื่อง ในขณะที่ความผันผวนของกำไรที่มาจากการลงทุน มีสาเหตุหลักมาจากกำไรจากเงินลงทุนที่ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยบริษัทได้ลดความเสี่ยงในตราสารทุนเพราะความกังวลต่อภาวะตลาดหุ้นขาลง ซึ่งเป็นผลจากภาวะสงครามในช่วงไตรมาส 1/2565

จึงทำให้บริษัทมีกำไรจากการขายเงินลงทุนจำนวนมากเมื่อเที่ยบกับในไตรมาส 1/2566 แม้ว่าเบี้ยประกันภัยรับปีแรกแบบคำนวณรายปี (APE) จะลดลง แต่มูลค่ากำไรของธุรกิจใหม่ (VONB) ยังอยู่ในระดับที่ใกลัเคียงกับช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากความสำเร็จในการปรับสัดส่วนของผลิตภัณฑ์ไปยังผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง

โดยจนถึงสิ้นเดือน มิ.ย. 2566 มูลค่าพื้นฐานของกิจการ (EV) อยู่ที่ 152,990 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 7,820 ล้านบาท คิดเป็น 5.39% เมื่อเทียบกับมูลค่าเมื่อสิ้นปี 2565 โดยการปรับตัวเพิ่มขึ้นที่ยั่งยืนนี้ มีสาเหตุหลักมาจากมูลค่ากำไรของธุรกิจใหม่ (VONB) และผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับในส่วนของมูลค่าพื้นฐานของกิจการ (Expected Return on EV)

และมีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุนของบริษัทที่แข็งแกร่ง โดยมีอัตราส่วนอยู่ที่ 398.20% ซึ่งสูงกว่าข้อกำหนดตามกฎหมายที่กำหนดไว้ในอัตรา 140% อย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับเบี้ยประกันภัยรับรวมลดลงเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากเบี้ยประกันภัยรับปีต่อที่ลดลง เนื่องจากกรมธรรม์ครบกำหนดสัญญาหรือครบกำหนดชำระเบี้ย

บริษัทได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ในเดือน มิ.ย. 2566 สำหรับนำเสนอให้ผู้เอา ประกันที่มีกรมธรรม์ที่ครบกำหนด และบริษัทกำลังเตรียมตัวเพื่อที่จะออกผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือแคมเปญการตลาดมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2566