ไฮไลต์แผนครึ่งปีหลัง OR ปักหมุดกัมพูชาบ้านหลังที่ 2
OR
ภาพรวมธุรกิจ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ ในช่วงครึ่งปีแรก 2566 ต้องเผชิญกับความท้าทายจากสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ปรับลดลงจากช่วงไตรมาสแรก ส่งผลให้ OR มีรายได้ขายและบริการ 385,122 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 3,600 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 5,732 ล้านบาท ลดลง 4,681 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งเป็นช่วงที่กำไรขั้นต้นเฉลี่ยสูงกว่าปกติ
โดยผลประกอบการในไตรมาส 2 ปี 2566 มีรายได้ขายและบริการ 187,708 ล้านบาท ลดลง 9,706 ล้านบาทจากไตรมาสก่อนหน้า มีกำไรสุทธิ 2,757 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อน 218 ล้านบาท ส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายหรือ EBITDA อยู่ที่ 5,210 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่ 5,927 ล้านบาท
นายดิษทัต ปันยารชุน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR กล่าวว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี 2566 ถือเป็นช่วงเวลาแห่งความท้าทายท่ามกลางหลายปัจจัยเสี่ยงทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ ระดับราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับลดลงจากความกังวลต่อสภาวะการถดถอยของเศรษฐกิจในหลายประเทศ
“ต้องรักษาความสมดุลของพอร์ต จากเดิมที่มีส่วนแบ่งตลาดในไทยมากถึง 40-42% ซึ่งพูดได้ว่าเป็นส่วนแบ่งที่ค่อนข้างสูง ทำให้เราต้องมองหาประเทศอื่น ๆ อาทิ ลาว กัมพูชา ฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นหมุดหมายที่ดีเพราะได้มีการทำตลาดไว้แล้วทำให้เราสามารถขยายธุรกิจได้อย่างราบรื่น แต่อย่างไรก็ตามเราต้องมีกลยุทธ์และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้เข้มแข็งต่อไป”

พลิกฟื้นกำไร ครึ่งปีหลัง
ส่วนสถานการณ์ครึ่งปีหลัง แม้ว่ายังต้องดูติดตามสถานการณ์การปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ และปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจจะส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก แต่ “ซีอีโอโออาร์” มั่นใจว่าจะได้กำไรอย่างแน่นอนไม่เหมือนกับไตรมาส 4 ของปีก่อน เพราะปริมาณการใช้น้ำมันในครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะน้ำมันอากาศยานจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากเครื่องยนต์สำคัญอย่าง “การท่องเที่ยว” จะมาสนับสนุนการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวตามการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว จึงคาดว่าผลการดำเนินงานครึ่งปีหลังในกลุ่มธุรกิจ mobility จะปรับตัวดีขึ้นตามการเติบโตของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
โออาร์เดินหน้าแผนการสร้างความแข็งแรงของธุรกิจหลัก (core business) เพื่อเป็นฐานสำหรับการเติบโตในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันการสร้างยอดขาย และกำไรในกลุ่มผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม energy solution อาทิ ยางมะตอย น้ำมันอากาศยาน หรือผลิตภัณฑ์หล่อลื่น PTT lubricants
พลิกฟื้นกำไร ครึ่งปีหลัง
ส่วนสถานการณ์ครึ่งปีหลัง แม้ว่ายังต้องดูติดตามสถานการณ์การปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจจะส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก แต่ “ซีอีโอโออาร์” มั่นใจว่าจะได้กำไรอย่างแน่นอนไม่เหมือนกับไตรมาส 4 ของปีก่อน เพราะปริมาณการใช้น้ำมันในครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะน้ำมันอากาศยานจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากเครื่องยนต์สำคัญอย่าง “การท่องเที่ยว” จะมาสนับสนุนการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวตามการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว จึงคาดว่าผลการดำเนินงานครึ่งปีหลังในกลุ่มธุรกิจ mobility จะปรับตัวดีขึ้นตามการเติบโตของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
โออาร์เดินหน้าแผนการสร้างความแข็งแรงของธุรกิจหลัก (core business) เพื่อเป็นฐานสำหรับการเติบโตในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันการสร้างยอดขาย และกำไรในกลุ่มผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม energy solution อาทิ ยางมะตอย น้ำมันอากาศยาน หรือผลิตภัณฑ์หล่อลื่น PTT lubricants
ขยาย 100 สถานีบริการ
ก่อนหน้านี้ โออาร์วางงบประมาณการลงทุนสำหรับปี 2566 ไว้ที่ 31,000 ล้านบาท โดยจะใช้งบฯลงทุนประมาณ 45% ไปที่กลุ่มธุรกิจ lifestyle รองลงมาสำหรับกลุ่ม mobility 22% ธุรกิจ global 16% และ innovation 17%
แนวโน้มกลุ่มธุรกิจ lifestyle โดยเฉพาะธุรกิจร้านกาแฟ Cafe Amazon ยังสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องจากแผนการขยายสาขา อย่างในครึ่งปีแรกมียอดขายเพิ่มขึ้น 2.1% ต่อปีต่อสาขา เช่นเดียวกับกลุ่มธุรกิจ global ที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจของหลาย ๆ ประเทศในภูมิภาคนี้หลังจาก COVID ช่วยให้ปริมาณขายน้ำมันและ Cafe Amazon เติบโตขึ้นในทุกประเทศเป็นสัญญาณบวก
“OR เป็นร้านขายปลีกที่จะต้องขายสินค้าทั้งทางออฟไลน์และออนไลน์ รวมถึงจะมีเรื่องการท่องเที่ยว อย่างการพัฒนาสถานีบริการชุมชนให้เป็น 1 ชุมชน 1 สถานีบริการน้ำมัน โดยตั้งเป้าว่าในปีนี้จะขยายสถานีบริการน้ำมันอีก 100 สถานี ซึ่งเป็นสถานีชุมชนประมาณ 20 สถานี รวมถึงต้องหาพันธมิตรใหม่ และผู้เชี่ยวชาญที่จะพาเราไปยังทิศทางที่ถูกต้อง”

ตลาดใหม่ความงามและสุขภาพ
นายดิษทัตกล่าวว่า ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาโอกาสการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายด้านสุขภาพ และความงาม (health & beauty) ซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ที่เป็นกระแสหลัก เพราะปัจจุบันสังคมไทยเริ่มเข้าสู่สังคมสูงวัย (aging society) รวมถึงประชากรในวัยทำงานเองก็เริ่มหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้นโดยร่วมมือกับพันธมิตรอย่างแพลตฟอร์มโกวาบิ (Gowabi)
โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาและพัฒนารูปแบบของการดำเนินธุรกิจที่เหมาะสม และอีกอุตสาหกรรมที่เป็นกลุ่มเป้าหมายคือด้านการท่องเที่ยวและที่พัก (tourism & accommodation) ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มสอดคล้องกับพันธกิจด้าน all lifestyle ของ OR ที่ต้องการเสนอสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค
และเร็ว ๆ นี้ OR เปิดตัวแอปพลิเคชั่น “เอ็กซ์พลอร์” (xplORe) ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของการอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวันของผู้บริโภคอย่างเป็นทางการ
ทั้งยังมีแผนเปิดตัวสถานีบริการ พีทีที สเตชั่น flagship station ที่จะเป็นต้นแบบสถานีบริการในอนาคตนำเสนอทั้งจุดบริการเติมน้ำมัน และสถานีอัดประจุไฟฟ้า พร้อมด้วยพื้นที่ค้าปลีกขนาดใหญ่และหลากหลาย ตอบโจทย์ความต้องการทุกรูปแบบ all lifestyles และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมผ่านการใช้พลังงานสะอาดด้วยการติดตั้ง solar rooftop สะท้อนภาพ OR ecosystem ที่ตอบโจทย์ด้าน mobility & lifestyle และรูปแบบการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน
โดยล่าสุดสถานีบริการ flagship station บริเวณถนนวิภาวดี ได้มีการผนึกร่วมกับค่ายรถอีวี BYD ทดลองตั้งโชว์รูมที่สาขาวิภาวดี ซึ่งหลังจากนี้โออาร์จะมีการหารือกับพันธมิตรในการพัฒนาธุรกิจในลำดับต่อไป
OR บุกกัมพูชา ทุ่ม 100 ล้าน
ในครึ่งปีหลัง OR ไม่เพียงมุ่งเน้นการลงทุนที่สามารถต่อยอด value chain ตามพันธกิจของ OR ได้ในระยะยาว แต่ยังมุ่งการสร้าง synergy กับธุรกิจทั้งจากภายในและภายนอกกลุ่ม ปตท. ขณะเดียวกันโออาร์ยังแสวงหาพันธมิตรที่มีศักยภาพ สร้างโอกาสทางธุรกิจร่วมกันในการขยายธุรกิจในต่างประเทศอย่างมั่นคง ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าในปี 2027 มีธุรกิจ global จะมีสัดส่วนรายได้ที่ 15% จากปัจจุบันที่ 7.6%
โดยได้เตรียมงบฯลงทุนใน “กัมพูชา” 100 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 3,100 ล้านบาท เพื่อให้กัมพูชาเป็นบ้านหลังที่ 2 ในอาเซียน เนื่องจากกัมพูชาปัจจุบันยังไม่มีโรงกลั่นน้ำมัน ประกอบกับไม่มีมาตรการตรึงราคาน้ำมัน รวมถึงมีสถานีบริการอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว 170 สาขา ทำให้ โออาร์ตัดสินใจเริ่มนำแบรนด์ไทยที่มีศักยภาพไปทดลองในตลาดต่างประเทศแล้วอย่าง “อ๊อตเทริ วอชแอนด์ดราย” ที่ไปเปิดสาขาแรกใน PTT station สาขา Chbar Ampov ซึ่งถือเป็นการนำพันธมิตรของ OR ไปบุกเบิกตลาดร้านสะดวกซักในกัมพูชา
ที่สำคัญโออาร์ยังได้รับสัมปทานผู้ให้บริการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานเกือบ 80% ในท่าอากาศยานนานาชาติเดโช ซึ่งเป็นสนามบินแห่งใหม่ของกัมพูชา โดยคาดว่า สามารถเปิดให้บริการไตรมาสแรกในปี 2567 รวมถึงวางแผนว่าจะลงทุนขยายคลังน้ำมันในกัมพูชาและสร้างคลังเก็บ LPG สำหรับภาคอุตสาหกรรม ตามเป้าหมายที่ต้องการลุยตลาดกัมพูชาแบบครบองคาพยพทั้งในเรื่องน้ำมันและไลฟ์สไตล์
การดำเนินงานครั้งนี้ เป็นไปตามพันธกิจในการสร้างทางเลือกการดำเนินชีวิตแบบครบวงจรเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตทุกรูปแบบของผู้บริโภค และยังช่วยเพิ่มความหลากหลายทางธุรกิจให้กับเครือข่ายสถานีบริการ พีทีที สเตชั่น ในกัมพูชา
สานต่อ SDG
นายดิษทัตกล่าวว่า OR ยังมีเป้าหมายคงสานต่อการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนเพื่อบรรลุเป้าหมายใน 3 มิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่ตั้งเป้าไว้ในปี 2030 โดยด้านเศรษฐกิจ เน้นการเติบโต อาชีพและกระจายความมั่นคั่งสู่คู่ค้า ผู้ถือหุ้น ผู้ประกอบการขนาดย่อม และพนักงานให้มากกว่า 1,000,000 ราย ซึ่งปัจจุบันสามารถสร้างอาชีพไปได้แล้วกว่า 700,000 ราย ส่วนด้านสังคมจะยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนครอบคลุมทั้งในพื้นที่ธุรกิจและชุมชนรอบพื้นที่ ซึ่งสนับสนุนไปแล้ว 14,500 ชุมชนจาก 17,000 ชุมชนที่ตั้งเป้าไว้
และด้านสิ่งแวดล้อมมุ่งมั่นที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดปริมาณขยะที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจ และเพิ่มปริมาณการใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ Amazon Bio Cup ซึ่งเป็นแนวทาง SDG ในแบบฉบับของ OR เพื่อตอบโจทย์เป้าหมาย OR 2030