Skip to content

ส่องนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” แจกแท็บเลต-มีระบบแนะแนวเป้าหมายชีวิต 

14 ก.ย. 2566 | 17:50น.
ส่องนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” แจกแท็บเลต-มีระบบแนะแนวเป้าหมายชีวิต 

เปิดรายละเอียดนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ แจกแท็บเลตลดความเหลื่อมล้ำ-จัดระบบแนะแนวการเรียนและเป้าหมายชีวิต หนุนนักเรียนสร้างรายได้ระหว่างเรียน มุ่งเพิ่มนักเรียนสายอาชีวะเข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้น 

วันที่ 14 กันยายน 2566 พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ประกาศขับเคลื่อนนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” พร้อมกับประชุมผู้บริหาร ศธ.และข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ 

โดยพลตำรวจเอกเพิ่มพูนกล่าวว่า การทำงานของ ศธ.นับจากนี้ไปจะเป็นรูปแบบการมีส่วนร่วม โปร่งใส่ ตรวจสอบได้ โดยมีนักเรียนเป็นศูนย์กลางการทำงาน การตรวจสอบก็จะเป็นรูปแบบสุ่มไม่มีพิธีการ ซึ่งได้ต้นแบบมาจาก พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของผมเอง  

“อีกส่วนได้รับการประสิทธิ์ประสาทวิชามาจากครูทุกคน ซึ่งครูคนแรกของผมคือคุณพ่อคุณแม่ โดยเฉพาะพ่อของผม นายชัย ชิดชอบ ซึ่งอดีตเคยเป็นทั้งครู กำนัน และอดีตประธานรัฐสภา

คุณพ่อของผมเคยเป็นอดีตครูประชาบาล สอนตั้งแต่ประถมศึกษาปีที่ 1-4 ทำให้เห็นสภาพความยากลำบาก โดยเฉพาะโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งมีครูคนเดียวสอนทุกชั้น ดังนั้นจึงเป็นความใฝ่ฝันหนึ่ง ที่ทำให้ผมอยากจะเข้ามาทำงานในส่วนนี้ ผมเป็นตำรวจก็จริง แต่มีคุณพ่อเป็นต้นแบบในการทำงานดูแลประชาชน”

พลตำรวจเอกเพิ่มพูนกล่าวต่อว่า ผมคิดคำขวัญขึ้นมาแบบง่าย ๆ เพื่อใช้ขับเคลื่อนนโยบายการทำงาน คือ “เรียนดี มีความสุข” เพราะผมเชื่อว่าการเรียนกับความสุขต้องเกิดขึ้นพร้อมกัน ผู้เรียนถ้ามีความสุขแล้ว ก็จะทำให้การเรียนดีขึ้น จึงอยากให้บุคลากรทุกคนช่วยกันผลักดันการศึกษาให้ดีขึ้น ซึ่งในการทำงานของผมจะมี 2 รูปแบบคือ การเรียนสู่ความเป็นเลิศ และการเรียนเพื่อความมั่นคงในชีวิต ผ่านการดำเนินงาน 2 แนวทางคือ ลดภาระครูและบุคลากร กับลดภาระนักเรียนผู้ปกครอง

ลดภาระครู-บุคลากร

1.จะปรับวิธีการประเมินวิทยฐานะครู และบุคลากรทางการศึกษา ลดขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อมุ่งผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน

  • ดำเนินการปรับระบบวิธีการประเมิน โดยเน้นตามสภาพจริง ลดการทำเอกสาร ลดขั้นตอนการประเมิน ไม่ซับซ้อน ยุ่งยาก และเป็นธรรม
  • เน้นผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนตามช่วงวัย คำนึงถึงบริบทของสถานศึกษา ปรับระบบการประเมินเพื่อเลื่อนเงินเดือนและประเมินวิทยฐานะ ให้มีความเชื่อมโยงกัน และนำเทคโนโลยีมาเป็นส่วนหนึ่งในการประเมิน

2.ครูและบุคลากรทางการศึกษาคืนถิ่น โยกย้ายกลับภูมิลำเนาด้วยความโปร่งใส ไม่มีการซื้อขายตำแหน่ง ซึ่งจะต้องมีการกำหนดหลักเกณฑ์การย้ายให้มีความชัดเจนและยืดหยุ่น รวมทั้งอาจจะต้องมีการใช้บทลงโทษที่เข้มงวดกับผู้ที่มีการเรียกรับผลประโยชน์ในการโยกย้าย

“นิสัยของผมคือ ถ้าเตือนแล้วไม่ฟัง ก็จะกัดไม่ปล่อย เพราะฉะนั้นเราต้องไม่มีประเด็นรับผลประโยชน์เกิดขึ้น ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นภัยต่อข้าราชการครู ในส่วนของสถาบันผลิตครู และหน่วยใช้ครู ก็อยากให้ช่วยกันสำรวจจริงจังว่าความต้องการครูแต่ละสาขาวิชาที่ขาดแคลนในแต่ละพื้นที่เป็นอย่างไร รวมทั้งพิจารณาให้ผู้เรียนที่สำเร็จการศึกษากลับมาเป็นครู หรือครูผู้ช่วยในภูมิลำเนาของตนเอง”

3.แก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา สร้างความเข้าใจในการวางแผนการใช้เงิน หน่วยงานต้นสังกัด ประสานการจัดการให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รีไฟแนนซ์ หรือรวมหนี้เป็นก้อนเดียว เพื่อลดภาระการผ่อนชำระ โดยลดดอกเบี้ยให้ถูกลง ระยะเวลาผ่อนส่งยาวขึ้น พักชำระดอกเบี้ยให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เป็นหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ครู และสถาบันการเงินโดยรัฐบาลจ่ายดอกเบี้ยให้แก่ผู้มีวงเงินกู้ไม่เกิน 1 ล้านบาท เป็นเวลา 3 ปี โดยชำระเพียงเงินต้น เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ และลดภาระค่าใช้จ่ายให้ครูทั่วประเทศ

4.จัดหาอุปกรณ์การสอนสวัสดิการต่าง ๆ ให้กับครู เช่น โครงการ 1 ครู 1 แท็บเลต ซึ่งเป็นนโยบายรัฐบาลที่จะต้องดำเนินการสอดรับบูรณาการความร่วมมือกับภาคเอกชน ผู้เป็นเจ้าของสัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และภาครัฐ ในการพัฒนาเครือข่ายให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ และสนับสนุนงบประมาณเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์

ลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง

1.เรียนทุกที่ทุกเวลา เรียนฟรี มีงานทำ “ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง” มีระบบแพลตฟอร์มการเรียนรู้ โดยผู้เรียนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา พร้อมจัดหา 1 นักเรียน 1 แท็บเลต โดยส่งเสริมให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนการจัดการศึกษา 

“การสนับสนุน จัดหาอุปกรณ์ ในการช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียน จัดหาแท็บเลตที่มีประสิทธิภาพ เชื่อมโยงระบบออนไลน์รองรับการใช้งานให้เพียงพอกับจำนวนผู้เรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 และระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ปีที่ 1-3 เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับการพัฒนาของโลกในยุคดิจิทัล โดยจะต้องดูงบประมาณว่าจะเป็นระบบเช่า หรือซื้อ เพื่อให้เด็กได้เข้าถึง 

รวมถึงบูรณาการความร่วมมือกับภาคเอกชนที่เป็นเจ้าของเครือข่ายอินเทอร์เน็ต พัฒนาแอปพลิเคชั่น เพื่อการเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ จัดทำแพลตฟอร์มการเรียนรู้ ที่ผู้เรียนสามารถเข้าสู่แหล่งเรียนรู้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และพัฒนาการศึกษาผ่านระบบการสะสมหน่วยการเรียนรู้ หรือเครดิตแบงก์ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนและนักเรียนได้เรียนและทำงานไปในเวลาเดียวกัน เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเปลี่ยนสาขาการเรียนได้ เพื่อให้ตรงกับความถนัดของผู้เรียน

2.จัดทำ 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ

  • จัดให้มีการพัฒนาโรงเรียนคุณภาพต้นแบบอย่างน้อย 1 โรงเรียนในแต่ละอำเภอหรือเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อนำร่องการพัฒนาโรงเรียนคุณภาพ
  • สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน สื่อ อุปกรณ์ และงบประมาณในการปรับปรุงสภาพแวดล้อม จัดสรรครูและบุคลากรทางการศึกษาเพิ่มเติมโดยใช้เกณฑ์พิเศษ หรือมีงบประมาณจัดจ้างครูอัตราจ้างเพิ่มเติมในวิชาที่ขาดแคลน

3.ระบบแนะแนวการเรียนและเป้าหมายชีวิต

  • พัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรกระบวนการเรียนรู้ ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยมุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกระดับการศึกษาให้มีทักษะที่เหมาะสมต่อการตำรงชีวิต
  • จัดให้มีระบบการแนะแนวผู้เรียน ตั้งแต่ระดับปฐมวัย ประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนได้ค้นพบแนวทางการเรียนและเป้าหมายชีวิตของตนเอง
  • เน้นนวัตกรรมการเรียนรู้แบบ STEM Education (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์) ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น มุ่งเน้นทักษะจากการปฏิบัติจริง และเสริมสร้างความสามารถด้วย Soft Skill ควบคู่การพัฒนา
  • ประสานความร่วมมือกับกรมสุขภาพจิต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาสุขภาพจิตผู้เรียน

4.การจัดทำระบบวัดผลรับรองมาตรฐานวิชาชีพ

  • ผู้เรียนสายวิชาชีพสามารถเรียนเพิ่มเพื่อรับประกาศนียบัตรในการประกอบวิชาชีพนำไปใช้ต่อยอดในการเรียนและความก้าวหน้าในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งยื่นข้อเสนอขอรับเงินเดือนที่เหมาะสมกับประสบการณ์ที่มี
  • เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสายอาชีวศึกษา สามารถขอการรับรองมาตรฐานวิชาชีพได้ในระหว่างที่กำลังศึกษาอยู่ในระบบ เพื่อให้ผู้เรียนมีทางเลือกที่จะมีรายได้ระหว่างเรียนควบคู่กับการทำงานไปพร้อมกัน และสามารถที่จะขอการรับรองมาตรฐานวิชาชีพ เพื่อยกระดับศักยภาพของตนเอง รวมทั้งการลดระยะเวลาในการเข้าสู่ตลาดแรงงาน และเปิดโอกาสทางการศึกษาที่ยืดหยุ่นต่อการประกอบอาชีพ

5.จัดระบบวัดผลเทียบระดับการศึกษา และประเมินผลการศึกษาเพื่อให้ผู้เรียนที่มีความเป็นเลิศ ไม่ต้องเสียเวลาเรียนในระบบ ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย

  • การจัดทำระบบการเทียบเคียงหรือเทียบโอนผลการเรียน ทักษะ ความรู้ ประสบการณ์ หรือสมรรถนะ จากระบบเดียวกันแต่ต่างสถานศึกษา หรือจากระบบหนึ่งไปสู่อีกระบบหนึ่ง หรือจากต่างประเทศ เพื่อใช้ประโยชน์ ในการเข้าศึกษา หรือการรับรองระดับการศึกษาต่างสถานศึกษาหรือต่างระบบได้ หรือไปสะสมเพื่อประโยชน์ ในการได้รับการรับรองคุณวุฒิ หรือเพื่อประโยชน์ในการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพ และผู้เรียนที่มีความสามารถเป็นเลิศ สามารถเรียนในระดับที่สูงขึ้นโดยไม่ยึดติดกับระยะเวลาในการศึกษา 
  • จัดระบบวัดแววและความถนัดของผู้เรียนเป็นรายบุคคล โดยสามารถปรับเปลี่ยนแผนการเรียนในระหว่างเรียนได้ รวมทั้งการแนะแนวเลือกเรียนตามเส้นทางอาชีพ ความถนัดและความสนใจ เพื่อส่งเสริมศักยภาพของผู้เรียนในอนาคต

6.มีรายได้ระหว่างเรียน จบแล้วมีงานทำ 

  • มุ่งเน้นการผลิตและพัฒนากำลังคนในสาขาที่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ตรงความต้องการของตลาดแรงงาน สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนการศึกษาแห่งชาติ ด้วยความร่วมมืออย่างเข้มแข็งและต่อเนื่องกับภาคประกอบการ องค์กรวิชาชีพ และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง 
  • เน้นรูปแบบการเรียนรู้สู่การปฏิบัติ เพื่อสร้างทักษะอาชีพและทักษะชีวิต ให้ผู้สำเร็จการศึกษา อาชีวศึกษามีความพร้อมในการเข้าสู่อาชีพได้ทันต่อความต้องการกำลังคนของประเทศ และอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมีความสุข 
  • จัดหาเงินกองทุน เพิ่มนักเรียนสายอาชีวศึกษานำเข้าสู่ตลาดแรงงาน โดยประสานกับกระทรวงแรงงาน เพื่อให้นักเรียนนักศึกษาที่จบมา มีตลาดรองรับ สามารถประกอบอาชีพได้ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ 
  • จัดให้มีการเชื่อมโยงหลักสูตรของสายอาชีวศึกษากับมาตรฐานวิชาชีพต่าง ๆ เพื่อเป็นการเสริมศักยภาพแก่ผู้เรียน (Upskill) หรือเพิ่มพูนทักษะใหม่ (Reskill) โดยได้รับการรับรองตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพ และผู้เรียนจะได้รับใบประกาศนียบัตรตามสมรรถนะอาชีพ เพื่อนำไปใช้ประกอบการสมัครงานและการขอขึ้นเงินเดือน และการประกอบวิชาชีพ ทั้งนี้ผู้เรียนอาจเป็นผู้ที่อยู่ในระบบการศึกษาหรือนอกระบบการศึกษาก็ได้ 
  • จัดให้มีการอบรมอาชีพเสริมในชุมชน เพื่อเป็นการเสริมสร้างทักษะใหม่ (New Skill) เพิ่มสมรรถนะ (Upskill) หรือทบทวนทักษะ (Reskill) ให้แก่ผู้เรียนและประชาชนทั่วไป เช่น ช่างไฟฟ้า ช่างประปา ช่างแอร์ การค้าขาย การเกษตร ฯลฯ เพื่อเป็นเครื่องมือในการช่วยผู้เรียนและประชาชนลดรายจ่ายในครัวเรือน และอาจสร้างเป็นอาชีพเสริมให้แก่ครอบครัวได้

ทั้งนี้ บทบาทของ ศธ. คงจะต้องมีการทำข้อตกลง หรือเอ็มโอยู ร่วมกับกระทรวงแรงงาน และสถานประกอบการต่าง ๆ ในการจัดการเรียนการสอนให้ตรงตามความต้องการของสถานประกอบการ