Skip to content

ลุ้นหั่นราคาสินค้าตามค่าไฟ ลดค่าครองชีพคุมเงินเฟ้อ 2.5%

20 ก.ย. 2566 | 07:22น.
ลุ้นหั่นราคาสินค้าตามค่าไฟ ลดค่าครองชีพคุมเงินเฟ้อ 2.5%

ผู้ผลิตเฮต้นทุนค่าไฟงวด 3 ลดเหลือ 3.99 บาท จ่อปรับลดลง 3-5% บีบเงินเฟ้อปี’66 โต 2.5% ด้าน ส.อ.ท. ชงรัฐออก “พันธบัตร 4 ปี” 2 แสน ล. ดบ. 4% แก้หนี้เสริมสภาพคล่อง กฟผ.-เปิดช่องประชาชนลงทุนออมเงินได้ ด้านนักวิชาการประสานเสียงเตือนกดราคาพลังงานอย่าเกิน 1 ปี หวั่นซ้ำรอยเวเนซุเอลา

จากกรณีที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2566 ที่ผ่านมา ว่าได้รายงานเรื่องปรับลดราคาไฟฟ้าเพิ่มเติม สำหรับค่าไฟฟ้างวด 3 (ก.ย-ธ.ค.) 2566 ลดลงมา 15% เหลือ 3.99 บาท จากงวดที่ 2 ที่เก็บ 4.70 บาท ในงวด 2 ปี’66 หลังจากที่ได้หารือกับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) อย่างเร่งด่วน ประกอบกับก่อนหน้านี้ได้มีการลดราคาน้ำมันดีเซล

ค่าไฟลด-ต้นทุนสินค้าลด

นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ผลจากการปรับลดค่าไฟ 15% ในครั้งนี้จะทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าลดลง โดยค่าพลังงานคิดเป็นต้นทุนของการผลิตสินค้าเฉลี่ยประมาณ 10-20% ซึ่งแนวโน้มสินค้าน่าจะปรับลดราคาลงได้ถึง 3-5% โดยสต๊อกสินค้าที่ยังคงเหลืออยู่จากต้นทุนเดิมคาดว่าจะมีประมาณ 2 เดือน จึงคาดว่าสินค้าจะเริ่มลดได้ในต้นเดือนพฤศจิกายน และจากราคาพลังงานปรับลดลง คาดว่าส่งผลให้เงินเฟ้อทั้งปี 2566 ขยายตัว 2.5% เป็นไปตามกรอบเป้าหมายที่วางไว้ 2.0-2.5%

ทั้งนี้ สินค้าที่ได้รับผลจากการปรับลดราคาพลังงานแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มคือ สินค้าที่อยู่ในบัญชีควบคุมของกระทรวงพาณิชย์ จะเป็นกลุ่มสินค้าที่ไม่มีการปรับลดลง สินค้าที่มีการแข่งขันสูง สินค้าอุตสาหกรรมที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีควบคุมมีแนวโน้มปรับลดลง อย่างกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมโดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) น่าจะได้รับความสนใจมากขึ้น เพราะอัตราค่าใช้ไฟฟ้าของรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV เฉลี่ยอยู่ที่กิโลเมตรละ 60 สตางค์ ซึ่งหากเทียบกับราคาน้ำมันดีเซลจะอยู่ที่ 3 บาทต่อกิโลเมตร น้ำมันเบนซินจะอยู่ที่ 4 บาทต่อกิโลเมตร

ดังนั้น เมื่อค่าไฟปรับลดลงจะทำให้อัตราของการเติมน้ำมันโดยเฉพาะรถยนต์เบนซินมีต้นทุนที่สูงขึ้น ก็จะเป็นโอกาสสำหรับการเติบโตของรถไฟฟ้า

อย่างไรก็ตาม ที่น่าห่วงคือสินค้า street food หรืออาหารปรุงสำเร็จ และอาหารพร้อมรับประทานที่ขายในร้านสะดวกซื้อ โดยสินค้าพร้อมรับประทานที่ผลิตโดยอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ได้รับผลดีจากต้นทุนพลังงานก็จะปรับลดราคาลง จะทำให้ผู้บริโภคที่ไม่ได้ปรุงอาหารรับประทานเองหันไปซื้อสินค้ากลุ่มนี้มากขึ้น และจะกระทบต่อกลุ่มผู้ขายอาหารปรุงสำเร็จอาหารสตรีตฟู้ดซึ่งอาจจะไม่สามารถลดราคาลงมาได้

พันธบัตรรัฐทางออกยืดหนี้ กฟผ.

นายอิศเรศมองว่า ปัจจัยเดียวที่จะทำให้ราคาไฟฟ้าปรับลดลงได้มากขนาดนี้ในระยะเวลาเร่งด่วน เพื่อที่จะยังสามารถบังคับใช้ได้ตามกำหนดเวลาเดิม คือ 1 กันยายน 2566 มีอยู่เพียงแนวทางเดียว ที่จะทำให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ไม่ต้องประชาพิจารณ์ใหม่ นั่นคือการใช้เหตุผลจากการยืดหนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ออกไป จากเดิมที่วางแผนไว้จะชำระหนี้ภายในปี 2568

หลังจากนี้รัฐบาลควรจะหาทางออกเรื่องหนี้ของ กฟผ. ด้วยการออกพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งจะสามารถทำได้เร็วและทันงวด 1 มกราคม 2567 อาจจะวางไว้ประมาณ 200,000 ล้านบาท ซึ่งจะครอบคลุมหนี้ของ กฟผ. 1.5 แสนล้านบาท และที่เหลืออีก 50,000 ล้านบาท อาจจะนำไปใช้เสริมสภาพคล่อง อาจจะกำหนดอายุพันธบัตร 4 ปี อัตราดอกเบี้ย 4%

แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งการออกพันธบัตรดังกล่าว นอกจากจะเป็นการแก้ปัญหาเรื่องการชำระหนี้ และเพิ่มสภาพคล่องของ กฟผ.แล้ว อีกด้านหนึ่งประชาชนก็จะได้ประโยชน์ ทั้งได้ลดค่าไฟเป็นการลดค่าครองชีพ และการออมผ่านการซื้อพันธบัตร

เตือนหวั่นซ้ำรอยเวเนซุเอลา

ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน แสดงความเห็นในเรื่องนี้ว่า หาก กฟผ.ใช้วิธีการออกพันธบัตรเพื่อแก้ปัญหา อาจจะทำได้เพียงแค่การประวิงเวลา แต่ไม่ได้ทำให้หนี้หายไป ประเด็นสำคัญคือ ต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่าหนี้ครั้งนี้เราต้องการให้เป็นหนี้ระยะยาวจริงหรือ เพราะหนี้ครั้งนี้ไม่ใช่เป็นหนี้เพื่อก่อให้เกิดการลงทุนที่สร้างประโยชน์ในอนาคต แต่เป็นก่อหนี้จากการปฏิบัติการ operating cost นำมาเติมช่องว่างจากการกดอัตราค่าไฟไว้ ทำให้รายได้ไม่พอกับรายจ่าย และมีค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่การลงทุน

ดังนั้น ไม่เห็นด้วยในการไปออกพันธบัตรเป็นหนี้ระยะยาว และจะเป็นการส่งเสริมให้มีการกดค่าไฟมากเกินไป ทางที่ดีรัฐบาลต้องเอาเงินของตัวเองมาอุดหนุน โดยการออกพันธบัตรหรือกู้ระยะสั้น ไม่ควรเกิน 1 ปี หากใช้มาตรการแบบนี้ระยะยาว เศรษฐกิจเจ๊ง เพราะกดราคาไปมาก ๆ ก็ต้องไปดูตัวอย่างในหลายประเทศที่กดราคาน้ำมันจนรัฐบาลขาดเงินต้องไปกู้มา เช่น เวเนซุเอลาไปกดราคาน้ำมัน ขายน้ำมันด้วยราคาที่ถูก ด้วยมองว่าตัวเองเป็นแหล่งผลิตและส่งออก แต่หลังจากนั้นรายได้จากน้ำมันก็ลดลง ก็ทำให้มีปัญหาหลายอย่าง

“ขณะเดียวกัน ก็ไม่ควรผลักภาระหนี้ให้กับรัฐวิสาหกิจ ซึ่งก็ควรใช้แนวทางอย่างกรณีการลดค่าน้ำมัน ที่รัฐเอาเงินมาอุดหนุน แทนการผลักภาระไปให้กับ กฟผ. ซึ่งหากรัฐบาลไปกู้หนี้มามาก ๆ จะส่งผลต่อฐานะทางการเงินของรัฐวิสาหกิจและของภาครัฐด้วย ผลคือเครดิตเรตติ้งไม่ดี ผู้ให้กู้ก็มั่นใจน้อยลง การกู้อื่น ๆ ก็จะยากขึ้น เมื่อรัฐบาลขาดสภาพคล่องก็จะลงทุนน้อยลง ทำให้ประเทศขาดการพัฒนา สินค้าขาดแคลน การขาดดุลการค้าจะสูงมากขึ้น เป็นต้น ตอนนี้ แม้เราอาจจะยังไม่ถึงขั้นวิกฤต แต่ก็ต้องเตือน ๆ กันไว้”

TDRI-อีอาร์ไอ ห่วงยืดหนี้ กฟผ.

นายชาคร เลิศนิทัศน์ นักวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวถึงมาตรการลดค่าไฟฟ้าเหลือ 3.99 บาทว่า ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีการใช้กลไกใดในการลดค่าไฟ ซึ่งมีแนวทางหลายรูปแบบด้วยกัน แต่ที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด คาดว่าจะใช้รูปแบบยืดหนี้ หรือภาระต้นทุนจากการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ.ออกไปก่อน ซึ่งหนี้ดังกล่าวเกิดจากการแบกรับค่า Ft ที่ประกอบด้วยต้นทุนของค่าความพร้อมเดินเครื่องเพื่อจ่ายไฟฟ้า (AP) และต้นทุนของเชื้อเพลิงที่มีการเพิ่มขึ้นสูงอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รวมกว่า 1.5 แสนล้านบาท

แนวทางดังกล่าวย่อมสร้างต้นทุนให้ กฟผ.อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการขาดสภาพคล่อง และยังกระทบต่อความน่าเชื่อถือในการชำระหนี้ขององค์กร ซึ่งเป็นผลให้อัตราดอกเบี้ย (ต้นทุนทางการเงิน) เพิ่มสูงขึ้น โดยภาระดังกล่าวจะส่งผลต่อค่าไฟฟ้าของประชาชนต่อไปในอนาคต และเพื่อเป็นการรักษาสภาพคล่องของ กฟผ. ภาครัฐยังมีความจำเป็นในการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล

อย่างเช่นที่เกิดในปีงบประมาณปัจจุบัน และยังส่งผลต่อสถานการณ์หนี้สาธารณะของประเทศในระยะยาว และการขาดสภาพคล่องของ กฟผ.อาจทำให้ไม่สามารถลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ที่จะช่วยรองรับการใช้พลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้

“มาตรการลดค่าไฟฟ้าจากการปรับโครงสร้างหนี้ โดยปราศจากการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าอย่างเป็นรูปธรรม เป็นเพียงการพักหนี้ระยะสั้นเท่านั้น โดยหากพ้นระยะของการพักชำระหนี้ ถ้าเกิดมีการเรียกเก็บคืนทันที อาจจะทำให้ค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 6 บาทกว่าต่อหน่วยเลยทีเดียว และผู้บริโภคจะต้องเจอกับราคาค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น การพักชำระหนี้ผ่านการตรึงค่า Ft จึงเป็นเหมือนระเบิดเวลาที่รอเวลาเกิดผลกระทบในวงกว้างจากภาระหนี้สินและดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง” นักวิจัยอาวุโสทีดีอาร์ไอระบุ

สอดรับกับ ดร.สิริภา จุลกาญจน์ สถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ อีอาร์ไอ ที่กล่าวในเรื่องนี้ว่า หากรัฐจะใช้แนวทางการยืดหนี้ ควรใช้ให้ถูกกลุ่ม และมีระยะเวลาการช่วยเหลือที่ชัดเจน เช่น ลดค่าไฟฟ้าให้ครัวเรือนที่มีความจำเป็น หรือครัวเรือนที่มีรายได้น้อยเท่านั้น เพื่อไม่ให้เกิดเป็นต้นทุนค่าเสียโอกาสจากภาระหนี้สินที่เกิดขึ้นจากการใช้พลังงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ

ขณะที่การจัดการกับปัญหาค่าไฟฟ้าราคาแพงในระยะยาว ต้องให้ความสำคัญกับการกระจายแหล่งเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าจากทรัพยากรภายในประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงานหมุนเวียน เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงในตลาดโลกที่มีหลายปัจจัยที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมได้

“ประเทศไทยนำเข้า LNG เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าการผลิตจากในอ่าวไทยมากกว่า 2 เท่า ดังนั้น การให้ความสำคัญกับแหล่งพลังงานหมุนเวียนภายในประเทศเป็นหนึ่งในทางเลือกที่สำคัญ รวมทั้งการแก้ไขปัญหาในระยะยาวควรมีการวางแผนและจัดระบบไฟฟ้า ควรคำนึงถึงความต้องการใช้ไฟฟ้าของสังคมที่เพิ่มมากขึ้น จากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม โดยหันไปใช้พลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น การติดโซลาร์เซลล์ หรือเทคโนโลยีในอนาคตที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกควบคู่ไปอีกด้วย” ดร.สิราภาระบุ