Skip to content

เศรษฐาปิดจุดเสี่ยง “เงินดิจิทัล” แก้เกม สตง.-กกต. ป.ป.ช. รุมกินโต๊ะ

14 ต.ค. 2566 | 07:47น.
เศรษฐาปิดจุดเสี่ยง “เงินดิจิทัล” แก้เกม สตง.-กกต. ป.ป.ช. รุมกินโต๊ะ
คอลัมน์ : Politics policy people forum

กลายเป็นว่ารัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ต้องต่อสู้ทางความคิดเรื่องโปรเจ็กต์ยักษ์ 5.6 แสนล้าน เงินดิจิทัลวอลเลตที่จะแจกให้กับคนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป

หลัง 99 นักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ ร่อนจดหมายเปิดผนึกคัดค้านโครงการ

คีย์เมสเสจของ 99 นักวิชาการคือ “ประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ (จากโครงการดิจิทัลวอลเลต) นั้นน้อยกว่าต้นทุนที่เสียไปอย่างมาก นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างบรรทัดฐานให้มีการแจกเงิน เพื่อกระตุ้นให้คนจับจ่ายใช้สอยในระยะสั้น ๆ โดยไม่คำนึงถึงวินัยและเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว”

เวลานี้คนสำคัญในรัฐบาล ตั้งแต่ตึกไทยคู่ฟ้า นายกรัฐมนตรี เลขาธิการนายกฯ ที่ปรึกษานายกฯ ยันกระทรวงการคลัง ตั้งแต่รัฐมนตรีช่วยว่าการ ปลัดกระทรวง ฯลฯ ต่างต้องเปิดฟลอร์ชี้แจง

พร้อมกับยืนยันว่า โครงการดิจิทัลวอลเลต “คิดครบ-คิดรอบคอบ” ไม่ทำลายวินัยการเงินการคลัง

จำนำข้าว บทเรียนเจ็บปวด

รัฐบาลพรรคเพื่อไทยมีบทเรียนอันเจ็บปวดกับโครงการประชานิยม-เรือธง ของรัฐบาล ตั้งแต่พรรคไทยรักไทย ยันพรรคเพื่อไทย

โครงการที่สังคมจำกันได้ มีรัฐมนตรีติดคุกถึง 2 คนคือ โครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ด เป็นผลให้ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ ด้วยข้อหาไม่ระงับยับยั้ง ปล่อยให้มีการทุจริต

แม้ฟากรัฐบาลจะพยายามอธิบายว่า การทุจริตเกิดขึ้นในปลายห่วงโซ่ อยู่ในขั้นตอนการ “ระบายข้าว” ไม่ใช่ตัวโครงการที่ทุจริต แต่คำอธิบายไม่เป็นผล

มาถึงโครงการเงินดิจิทัลวอลเลต ที่ใช้งบฯ-เงินกว่า 5.6 แสนล้านบาท รัฐบาลเศรษฐาจึงต้อง “ระมัดระวัง”

ปิดจุดอ่อนดิจิทัลวอลเลต

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2566 จึงมีคำสั่งตั้งคณะกรรมการนโยบายโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน digital wallet มีนายกฯ เป็นประธาน องค์ประกอบ มีรัฐมนตรีหลายกระทรวง ทั้งภาคเศรษฐกิจ และภาคความมั่นคง

และยังมีคณะอนุกรรมการย่อยอีก 3 ชุด ประกอบด้วย 1.คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการ มี “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” รมช.คลัง เป็นประธาน โดยเป็นคณะที่รวบรวมประเด็น เช่น เกณฑ์โครงการ แหล่งเงินงบประมาณ จากนั้น จึงจะเสนอต่อชุดใหญ่

2.คณะทำงานด้านตรวจสอบการกระทำที่อาจเข้าข่ายผิดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขโครงการ เป็นคณะที่จะเริ่มต้นทำงานหลังจากโครงการเดินหน้าไปแล้ว เพื่อป้องกันข้อหา “ปล่อยปละละเลย-ไม่ระงับยับยั้ง ปล่อยให้มีการทุจริต” ซ้ำรอยโครงการจำนำข้าว และ 4.คณะทำงานด้านบริหารฐานข้อมูลโครงการ

แหล่งข่าวจากทีมนโยบายพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า เราเห็นบทเรียนจากนโยบายจำนำข้าว โดยศึกษาคำวินิจฉัยจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

กรณีจำนำข้าว ที่ตั้งข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลไม่ระงับยับยั้ง ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริต ดังนั้น โครงการดิจิทัลวอลเลต จึงต้องมีคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ ตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ เพื่อไม่ให้มีข้อบกพร่อง หรือช่องโหว่การทุจริต

ตาราง ปิดจุดเสี่ยง ‘เงินดิจิทัล’

ถูกองค์กรอิสระล้อมคอก

อย่างไรก็ตาม ยังไม่ทันที่โครงการเงินดิจิทัลคิกออฟ โดยจะเริ่ม 1 กุมภาพันธ์ 2567 แต่ปรากฏว่าองค์กรอิสระคิกออฟ ตั้งคณะกรรมการติดตาม-จับตา แล้ว

11 ตุลาคม ที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติให้สำนักงาน ป.ป.ช.ตั้งคณะกรรมการพิจารณาศึกษาโครงการดิจิทัลวอลเลต 10,000 บาท

เพื่อศึกษารายละเอียดโครงการดังกล่าว ว่ามีข้อน่าห่วงใย หรือความสุ่มเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดปัญหาการทุจริต หรือผลกระทบด้านเศรษฐกิจในระยะยาว ตามที่มีนักวิชาการและอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ท้วงติงมาหรือไม่

12 ตุลาคม ผู้ตรวจการแผ่นดิน มีมติรับคำร้อง เพื่อแสวงหาข้อเท็จจริง กรณี นางวิรังรอง ทัพพะรังสี ประธานเครือข่ายมหาวิทยาลัยเพื่อการปฏิรูปประเทศ ยื่นเรื่องวินิจฉัยพร้อมส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลปกครอง

เนื่องจากเห็นว่าอาจจะขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายวินัยการเงินการคลัง

รธน.ปราบโกงแผลงฤทธิ์

หนึ่งใน “จุดเปลี่ยน” ของนโยบายจำนำข้าว และ “จุดตาย” ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อเกือบ 10 ปีก่อน คือการที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินส่งหนังสือถึงรัฐบาล 4 ฉบับ เรื่อง ปัญหาและความเสี่ยงสำคัญที่จะส่งผลกระทบให้เกิดความเสียหายต่อการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกคือ ฉบับปี 2554 ฉบับปี 2555 จำนวน 2 ฉบับ และฉบับปี 2557 อีก 1 ฉบับ กลายเป็นหลักฐานสำคัญที่ ป.ป.ช.หยิบไปพิจารณากรณีปล่อยให้มีการทุจริต

หลังจากรัฐประหาร 2557 ยิ่งลักษณ์ต้องตกเป็นจำเลย “จำนำข้าว” และกรณีดังกล่าวถูกนำมาเป็น “ตุ๊กตา” ในการร่างรัฐธรรมนูญ 2560 ฉบับ “ปราบโกง”

สุดท้ายตกผลึกมาอยู่ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 245 เพื่อล้อมคอกโครงการ “ประชานิยม” ที่ไม่รักษา “วินัยการเงินการคลัง”

“เพื่อประโยชน์ในการระงับหรือยับยั้งความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่การเงินการคลังของรัฐ ให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเสนอผลการตรวจสอบการกระทําที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐและอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่การเงินการคลังของรัฐอย่างร้ายแรง ต่อคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) เพื่อพิจารณา”

ในกรณีที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินเห็นพ้องด้วยกับผลการตรวจสอบดังกล่าว ให้ปรึกษาหารือร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้งและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หากที่ประชุมร่วมเห็นพ้องกับผลการตรวจสอบนั้น ให้ร่วมกันมีหนังสือแจ้งสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และคณะรัฐมนตรี เพื่อทราบโดยไม่ชักช้า และให้เปิดเผยผลการตรวจสอบดังกล่าวต่อประชาชนเพื่อทราบด้วย

คำขยายบทบัญญัติมาตรานี้คือ มาตรการยับยั้งความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่การเงินการคลังของรัฐอย่างร้ายแรง โดยให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบ ถ้าเห็นว่าก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง ก็เสนอให้ คตง.ชุดใหญ่ 7 คนพิจารณา

ถ้า คตง.เห็นด้วยกับผลสอบ ก็ให้ปรึกษาหารือร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ ป.ป.ช. และให้ทั้ง 3 องค์กรมีหนังสือแจ้งไปยังรัฐบาล สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภารับทราบ พร้อมกับให้เปิดเผยผลสอบต่อประชาชน

เพื่อให้เกิดแรงผลักดันจากสาธารณชนให้รัฐต้องพิจารณา เรื่องการใช้จ่ายเงินให้รอบคอบ

ถ้ารัฐบาลเพิกเฉย อาจมีจุดลงเอยแบบ “จำนำข้าว” เพราะองค์กรอิสระล้อมกรอบไว้หมดแล้ว