ดอลลาร์สหรัฐเคลื่อนไหวในกรอบ จับตาตัวเลขประมาณการ GDP
ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า
ดอลลาร์สหรัฐเคลื่อนไหวในกรอบ จับตาตัวเลขประมาณการ GDP ไตรมาส 3/2566 ที่จะมีการเปิดเผยในวันที่ 26 ต.ค.นี้ หลังตลาดคาดการณ์ว่า GDP จะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 4.3% ขณะที่ปัจจัยในประเทศสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทยยังเชื่อว่าไตรมาสสุดท้ายตัวเลขจะดีขึ้น
วันที่ 25 ตุลาคม 2566 ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพุธที่ 25 ตุลาคม 2566 ว่าค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (25/10) ที่ระดับ 36.07/08 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
เงินบาทแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (24/10) ที่ระดับ 36.16/17 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ หลังเอสแอนด์พี โกลบอลเปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและภาคบริการเบื้องต้นของสหรัฐปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 51.0 ในเดือน ต.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือน จากระดับ 50.2 ในเดือน ก.ย.
ซึ่งดัชนี PMI อยู่เหนือระดับ 50 บ่งชี้การขยายตัวของภาคธุรกิจสหรัฐ โดยได้รับแรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นของคำสั่งซื้อใหม่และการจ้างงาน ทั้งนี้ ดัชนี PMI ภาคการผลิตเบื้องต้น ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 50.0 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือนจากระดับ 49.8 ในเดือน ก.ย. ส่วนดัชนี PMI ภาคบริการเบื้องต้น ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 50.9 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือน จากระดับ 50.1 ในเดือน ก.ย.
จับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐไตรมาส 3/2566
โดยนักลงทุนจับตาสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 3/2566 ในวันพฤหัสบดีนี้ (26/10) ซึ่งเป็นตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 ขณะที่ตลาดคาดการณ์ว่าการขยายตัวของ GDP จะพุ่งขึ้นสู่ระดับ 4.3%
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สวท.) หรือสภาผู้ส่งออกกล่าวถึงการส่งออกของไทยในช่วงสุดท้ายของปีนี้ โดยมองว่ายังมีแนวโน้มที่ดี โดยเมื่อเทียบกับช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี พ.ศ. 2566 พบว่า ในช่วงนั้นการส่งออกของไทยประสบปัญหาจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวตลอดจนปัญหาขาดแคลนชิปในอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ รวมถึงปัญหาการขนส่งทางเรือ ซึ่งในปัจจุบันสถานการณ์เหล่านี้ได้คลี่คลายลงแล้ว จึงเชื่อว่าการส่งออกของไทยปีนี้จะติดลบน้อยสุดที่ระดับ -1%
ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 36.06-36.19 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 36.15/16 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้าวันนี้ (25/10) ที่ระดับ 1.0593/97 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าลงจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (24/10) ที่ระดับ 1.0637/41 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร หลังจากเอสแอนด์พี โกลบอลเผยกิจกรรมทางธุรกิจของยูโรโซนปรับตัวลดลงต่อเนื่องในเดือน ต.ค. เนื่องจากอุปสงค์ปรับตัวลดลงแบบเป็นวงกว้างทั่วยูโรโซน ซึ่งบ่งชี้ว่ายูโรโซนอาจเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและบริการขั้นต้นยูโรโซนลดลงสู่ระดับ 46.5 ในเดือน ต.ค. จากระดับ 47.2 ในเดือน ก.ย. ซึ่งต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2563
ขณะที่ผลสำรวจของสำนักข่าวรอยเตอร์คาดว่าจะเพิ่มขึ้นที่ระดับ 47.4 ซึ่งตัวเลขดังกล่าวยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 บ่งชี้ถึงกิจกรรมทางธุรกิจยังคงอยู่ในภาวะหดตัว โดยดัชนี PMI ภาคบริการขั้นต้นลดลงสู่ระดับที่ 47.8 ในเดือน ต.ค.จาก 48.7 ในเดือน ก.ย. ส่วนดัชนี PMI ภาคการผลิตขั้นต้นปรับตัวลดลงแตะ 43.0 ในเดือน ก.ย. ซึ่งต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2563 ขณะที่ผลสำรวจของสำนักข่าวรอยเตอร์คาดว่าจะเพิ่มขึ้นที่ระดับ 47.4 ซึ่งตัวเลขดังกล่าวยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 บ่งชี้ถึงกิจกรรมทางธุรกิจยังคงอยู่ในภาวะหดตัว
โดยดัชนี PMI ภาคบริการขั้นต้นลดลงสู่ระดับที่ 47.8 ในเดือน ต.ค. จาก 48.7 ในเดือน ก.ย. ส่วนดัชนี PMI ภาคการผลิตขั้นต้นปรับตัวลดลงแตะ 43.0 ในเดือน ต.ค. จาก 43.4 ในเดือน ก.ย. ซึ่งต่ำกว่าระดับ 50 เป็นเดือนที่ 16 ติดต่อกัน และต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน พ.ค. 2563 ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0579-1.0606 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0584/88 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
เงินเยนยังคงอ่อนค่า
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (25/10) ที่ระดับ 149.85/89 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (24/10) ที่ 149.62/66 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ Jibun Bank เปิดเผยผลสำรวจดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นต้นเดือน ต.ค. ทรงตัวที่ระดับ 48.5
โดยตัวเลขดังกล่าวต่ำกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ถึงกิจกรรมภาคการผลิตญี่ปุ่นยังคงอยู่ในภาวะหดตัว หลังหดตัวต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือน มิ.ย. ขณะที่ดัชนี PMI ภาคบริการขั้นต้นลดลงสู่ระดับ 51.1 ในเดือน ต.ค.จากระดับ 53.8 ในเดือน ก.ย. ซึ่งเป็นการเติบโตแบบชะลอตัวที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี
ด้านดัชนี PMI รวมภาคการผลิตและบริการขั้นต้น ลดลงสู่ระดับ 49.9 ในเดือน ต.ค. จากระดับ 52.1 ในเดือน ก.ย. ซึ่งเป็นการเติบโตแบบชะลอตัวที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี ค้านดัชนี PMI รวมภาคการผลิตและบริการขั้นต้น ลดลงสู่ระดับ 49.9 ในเดือน ต.ค. จากระดับ 52.1 ในเดือน ก.ย. ซึ่งเป็นการหดตัวครั้งแรกตั้งแต่เดือน ธ.ค.
ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 149.80-149.90 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 149.91/95 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ยอดขายบ้านใหม่ของสหรัฐ เดือน ก.ย. (26/10), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ (26/10), ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของสหรัฐ (GDP) ไตรมาส 3/2566 (ประมาณการเบื้องต้น) (26/10), ยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขายของสหรัฐ (Pending Home Sales) เดือน ก.ย. (26/10),
ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลของสหรัฐ (PCE) เดือน ก.ย. (27/10), ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของสหรัฐเดือน ต.ค. (27/10), รายงานอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) จากมหาวิทยาลัย University of Michigan (UoM) (27/10)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -9.40/9.20 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -10.30/8.60 สคางค์/ดอลลาร์สหรัฐ