Skip to content

เปิดมุมมองนักวิเคราะห์ธุรกิจ “แบงก์-น็อนแบงก์” หลังนายกฯแถลงแก้หนี้

13 ธ.ค. 2566 | 11:59น.
เปิดมุมมองนักวิเคราะห์ธุรกิจ “แบงก์-น็อนแบงก์” หลังนายกฯแถลงแก้หนี้

เปิดมุมมองนักวิเคราะห์ธุรกิจ “แบงก์-น็อนแบงก์” บล.เอเซีย พลัส หลังนายกฯแถลงแก้หนี้ครัวเรือนผ่านมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ทั้งระยะสั้นและยาว 4 กลุ่ม ชี้มาตรการช่วยเหลือส่วนใหญ่ทำผ่านแบงก์รัฐเป็นหลัก ผลกระทบต่อเอกชนจำกัด

วันที่ 13 ธันวาคม 2566 นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด กล่าวว่า วานนี้ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทางนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงแนวทางช่วยเหลือลูกหนี้ทั้งมาตรการระยะสั้นและระยะยาว แบ่งได้ 4 กลุ่มหลัก ๆ ดังนี้

1.ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 จนเป็น NPL ซึ่งมาตรการนี้เน้นไปที่เอสเอ็มอีและรายย่อยในธนาคารของรัฐ อย่างธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ผ่านการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และพักชำระหนี้ให้ลูกหนี้ SMEs ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลเป็นเวลา 1 ปี

2.ลูกหนี้ที่มีรายได้ประจำ แต่มีภาระหนี้จำนวนมากจนเกินศักยภาพ ในกลุ่มข้าราชการ ซึ่งการช่วยเหลือทำผ่านการลดอัตราดอกเบี้ย, รวมหนี้ไว้ที่เดียว และการชำระผ่านการตัดเงินเดือน

3.กลุ่มมีรายได้ไม่แน่นอน ซึ่งช่วยเหลือผ่านการพักชำระหนี้ชั่วคราว ลดดอกเบี้ย หรือลดเงินผ่อนชำระแต่ละงวดให้ต่ำลง เพื่อให้สอดคล้องรายได้ลูกหนี้ หลัก ๆ เน้นไปที่เกษตรกรและ กยศ.

ส่วนประเด็นสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ปัจจุบันทางสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้มีการประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา (12 ต.ค. 2565) ครอบคลุมรถยนต์ส่วนบุคคล (ไม่รวมถึงผู้ที่นำไปใช้ในการขนส่ง) ให้สัญญาเช่าซื้อคิดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ใหม่ที่ 10% ต่อปี, รถยนต์มือสอง 15% ต่อปี และรถจักรยานยนต์ 23% ต่อปี

4.กลุ่มหนี้เสียคงค้างกับสถาบันการเงินของรัฐ ซึ่งแก้ไขผ่านการโอนไปบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) โดยปัจจุบันขั้นตอนนี้อยู่ระหว่างทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดรับฟังความเห็นการเปิดทางให้ตั้งเป็น JV AMC ร่วมกัน

ทั้งนี้ความเห็นของฝ่ายวิจัย มีมุมมองเป็นกลาง เพราะมาตรการช่วยเหลือส่วนใหญ่ ทำผ่านธนาคารของรัฐเป็นหลัก ขณะที่ฝั่งธนาคารเอกชน เป็นไปตามแนวทางของ ธปท. ซึ่งปัจจุบันมีมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาว ทั้งกลุ่มสีฟ้า (ผ่อนผันการจัดชั้นลูกหนี้ ซึ่งช่วยเหลือมากกว่าการขยายระยะเวลาชำระหนี้) และสีส้ม (จัดชั้นตาม TFRS9 ซึ่งช่วยเหลือเพียงขยายระยะเวลาชำระหนี้) ที่จะสิ้นสุดปี 2566 ครอบคลุมอยู่แล้ว

โดยธนาคารพาณิชย์ที่มีการเปิดเผยข้อมูลการช่วยเหลือลูกหนี้อย่างเป็นทางการได้แก่ SCB ณ สิ้นงวดไตรมาส 3/2566 มีมูลหนี้ภายใต้สีฟ้าราว 11-12% ของพอร์ตสินเชื่อ ตามด้วย TTB ราว 11% ของพอร์ตสินเชื่อ (กลุ่มสีฟ้าและสีส้มที่สัดส่วน 4% และ 7% ตามลำดับ ของพอร์ตสินเชื่อ)

KBANK เป็นการปรับโครงสร้างหนี้แบบครอบคลุม (CDR) ราว 6.8% ของพอร์ตสินเชื่อ และ BAY (รวมซอฟต์โลน, CDR และสีส้ม) ประมาณ 6% ของพอร์ตสินเชื่อ

ส่วนสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ อยู่ภายใต้อัตราดอกเบี้ยตามเกณฑ์ที่กล่าวข้างต้นแล้ว จึงไม่มีผลกระทบต่อธนาคารพาณิชย์อย่าง TISCO, KKP, BAY, TTB และ SCB รวมถึงกลุ่มน็อนแบงก์อย่าง MTC, TIDLOR และ SAWAD ที่มีพอร์ตเซ่าซื้อ อยู่ภายใต้ประกาศข้างต้นอยู่แล้ว

ขณะที่หุ้นสินเชื่อบัตรเครดิตอย่าง AEONTS, KTC (ไม่ได้จัดทำบทวิเคราะห์) ราคาหุ้นที่ปรับฐานจากกระแสลดอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตช่วงก่อนหน้า มีโอกาสฟื้นตัว หลังปัจจัยดังกล่าวผ่อนคลายลง

สำหรับการลงทุนหุ้นในกลุ่มธนาคาร Top Pick เลือก KBANK ราคาเป้าหมาย 150 บาท และ TISCO ราคาเป้าหมาย 109 บาท ทั้งคู่ได้ SET ESG Rating ที่ AAA ประกอบกับอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลน่าสนใจ KBANK อยู่ที่ราว 3.5% และ TISCO ราว 8% ด้าน BBL ราคาเป้าหมาย 199 บาท ราคาหุ้นซื้อขายบนอัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV) ราว 0.5 เท่า มองว่าไม่แพง

ขณะที่กลุ่มจำนำทะเบียนรถ เรียงตามความชอบ จากระดับ Coverage Ratio คือ TIDLOR ราคาเป้าหมาย 24.5 บาท MTC ราคาเป้าหมายที่ 42 บาท และ SAWAD ราคาเป้าหมายที่ 48 บาท