Skip to content

“ความเสี่ยงของโลก” ในปีนี้และ 10 ปีข้างหน้า จากรายงาน World Economic Forum

16 ม.ค. 2567 | 21:08น.
“ความเสี่ยงของโลก” ในปีนี้และ 10 ปีข้างหน้า จากรายงาน World Economic Forum

ก่อนที่งาน “เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม” (World Economic Forum : WEF) ในแต่ละปีจะเริ่มขึ้นในต้นปี ช่วงปลายปีก่อนหน้านั้นจะมีการสำรวจความคิดเห็นนักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากกว่า 1,000 คนจากทั่วโลก แล้วจัดทำรายงานสำหรับเผยแพร่ในการประชุม WEF เพื่อเป็นข้อมูลให้ผู้กำหนดนโยบายและผู้นำทางธุรกิจใช้ประกอบการตัดสินใจในการกำหนดนโยบายและการบริหาร 

สำหรับรายงาน “Global Risk Report 2024” ของ World Economic Forum ที่เผยแพร่ในปีนี้ชี้ว่า เศรษฐกิจโลกเผชิญกับแนวโน้มการเติบโตที่ลดลง เผชิญความไม่แน่นอนอันเนื่องมาจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เงื่อนไขทางการเงินที่ตึงตัว และผลกระทบจากการเข้ามาเปลี่ยนโลกของปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ความเสี่ยง 5 อันดับแรกในปี 2024 ที่ผู้ตอบแบบสำรวจกังวลมากที่สุด คือ (1) ภาวะสภาพอากาศสุดขั้ว (2)  ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและข้อมูลที่บิดเบือนที่สร้างโดย AI (3) การแบ่งขั้วทางสังคม และ/หรือการเมือง (4) วิกฤตค่าครองชีพสูง และ (5) การโจมตีทางไซเบอร์

การสำรวจยังมองไปถึงปี 2034 หรืออีก 10 ปีข้างหน้าว่า ทศวรรษหน้าจะเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ซึ่งจะขยายความสามารถในการปรับตัวของโลกเราออกไปจนเกินขีดจำกัด

ผู้ตอบแบบสำรวจมีทัศนคติเชิงบวกต่อแนวโน้มของโลกในระยะยาวน้อยกว่าแนวโน้มของโลกในระยะสั้นมาก โดย 63% คาดการณ์ว่า แนวโน้มของโลกในระยะ 10 ปีข้างหน้าจะปั่นป่วน มีความวุ่นวาย และมีความเสี่ยงสูงขึ้นที่จะเกิดภัยพิบัติทั่วโลก โดยความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีเป็นหนึ่งในความเสี่ยงที่คาดว่าจะรุนแรงขึ้นมากที่สุด

ความเสี่ยง 5 อันดับแรกใน 10 ปีข้างหน้า ที่ผู้ตอบแบบสำรวจกังวลมากที่สุด คือ (1) ภาวะสภาพอากาศสุดขั้ว (2) การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญต่อโลกทั้งระบบ (3) การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศล่มสลาย (4) การขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ และ (5) ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและการบิดเบือนข้อมูล

ส่วนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก จากการสำรวจความเห็นนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของโลก 60 คน จัดทำรายงาน “Chief Economist Outlook” พบว่า นักเศรษฐศาสตร์ 56% ของทั้งหมดที่ตอบแบบสำรวจคาดว่า ในปี 2024 นี้ ภาวะเศรษฐกิจโลกโดยรวมจะอ่อนแอลงลง แต่จะมีความแตกต่างกันมากเมื่อเทียบระหว่างภูมิภาค

โดยภูมิภาคต่าง ๆ ส่วนใหญ่ของโลกจะได้เห็นการเติบโตในระดับปานกลางหรือแข็งแกร่งกว่าในประเทศจีนและประเทศสหรัฐอเมริกา และมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่าเศรษฐกิจของทวีปยุโรปจะเติบโตอย่างอ่อนแอหรืออ่อนแอมาก ๆ

ส่วนเอเชียใต้ เอเชียตะวันออก และแปซิฟิก มีแนวโน้มที่การเติบโตจะเป็นบวกมากขึ้น โดยมีความเห็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ตอบแบบสำรวจในสัดส่วนสูงมากที่คาดว่า เศรษฐกิจของภูมิภาคเหล่านี้จะเติบโตในระดับปานกลางเป็นอย่างน้อยในปีนี้

และยังมีการสำรวจที่สะท้อนว่าอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางชั้นนำของโลกถึงจุดสูงสุดแล้ว โดยผู้ตอบแบบสำรวจ 70% คาดการณ์ว่าเงื่อนไขทางการเงินจะคลี่คลายลง เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อลดลง และความตึงเครียดในตลาดแรงงานในปัจจุบันผ่อนคลายลงแล้ว

อีกทั้งการสำรวจพบความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ปัญญาประดิษฐ์ได้สร้างความไม่เท่าเทียมกันในเศรษฐกิจโลก โดยนักเศรษฐศาสตร์ 94% คาดว่า AI จะช่วยเพิ่มผลิตภาพอย่างมีนัยสำคัญในประเทศที่มีรายได้สูงในอีก 5 ปีข้างหน้า ห่างกันอย่างมากกับประเทศรายได้น้อย ซึ่งมีนักเศรษฐศาสตร์เพียง 53% เท่านั้นที่คาดว่า AI จะช่วยเพิ่มผลิตภาพได้อย่างมีนัยสำคัญในระยะเวลา 5 ปีเท่ากัน

นอกจากนั้น มีการเผยแพร่รายงานผลการศึกษาเกี่ยวกับ “คุณภาพ” ของการเติบโตทางเศรษฐกิจของ 107 ประเทศ ซึ่งสรุปว่า เศรษฐกิจของประเทศส่วนใหญ่กำลังเติบโตในลักษณะที่ไม่ยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อมและไม่มีความครอบคลุมทางสังคม กล่าวคือ มีการทำลายสิ่งแวดล้อมและมีคนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ในระหว่างที่โลกกำลังพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโต

“การฟื้นคืนการเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะมีความสำคัญต่อการจัดการกับความท้าทายที่สำคัญ แต่การเติบโตเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ” ซาเดีย ซาฮิดี (Saadia Zahidi) กรรมการผู้จัดการ World Economic Forum กล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

World Economic Forum : WEF เศรษฐกิจโลก