Skip to content

ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะทำอะไรบ้าง ? ในปี 2567 เพื่อแก้ปมปัญหาตลาดหุ้น

23 ม.ค. 2567 | 12:57น.
ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะทำอะไรบ้าง ? ในปี 2567 เพื่อแก้ปมปัญหาตลาดหุ้น
รายงาน

ตลาดหลักทรัพย์ฯกางแผนกลยุทธ์ 3 ปี ประกาศปี 2567 จะเป็นปีแห่งการยกระดับความเชื่อมั่นตลาดทุน หลังจากปีที่ผ่านมาเป็นตลาดหุ้นที่เกือบจะแย่สุดในโลก โดยผู้จัดการตลาดหุ้นไทยขนทัพผู้บริหารร่วมแถลงแผน เตรียมยกเครื่องกำกับตลาดหุ้นครั้งใหญ่เมื่อ 19-21 ม.ค.ที่ผ่านมา

ปีแห่งการยกระดับความเชื่อมั่นตลาดทุน

ดร.ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ท่ามกลางความท้าทายและสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน โดยเฉพาะการกำกับดูแลให้ตลาดทุนมีความโปร่งใสและเป็นธรรม ตลาดหลักทรัพย์ฯได้มีการวางแผนกลยุทธ์ 3 ปี (ปี 2567-2569) “สร้างตลาดทุนที่มีคุณภาพ สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน” ใน 3 ด้านหลักคือ 1.ยกระดับความเชื่อมั่นตลาดทุน 2.เสริมศักยภาพการแข่งขัน และ 3.สนับสนุนการขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืน

โดยปีนี้จะเป็นปีที่ตลาดหลักทรัพย์ฯให้ความสำคัญมากในการทำงานเพื่อยกระดับความเชื่อมั่นของตลาดทุน จะมีการพัฒนาเครื่องมือที่จะนำมาใช้ในการวิเคราะห์และติดตามคุณภาพ บจ. และการซื้อขายในตลาดหุ้น โดยการจัดทำระบบ Financial Data Health Check และ Surveillance Prevention and Analytics (SPA) ซึ่งเชื่อว่าหากมีฐานข้อมูลจะทำให้ผู้ลงทุนสามารถประเมินได้ว่า กรณีเหล่านี้ต้องระมัดระวังและจะช่วยให้สามารถจัดการให้รวดเร็วขึ้น

รวมถึงได้ร่วมมือกับพันธมิตร เช่น สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เพื่อเชื่อมต่อข้อมูลหุ้นกู้ของ บจ. และนำมาใช้ประมวลผลได้อย่างรวดเร็วขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้จะนำเทคโนโลยีเอไอมาใช้ในการตรวจจับข่าวปลอมหลอกลงทุนอีกด้วย

สำหรับการกำกับดูแลคุณภาพบริษัทจดทะเบียน (บจ.) จะเพิ่มการกำกับดูแลบริษัทจดทะเบียนทั้งกระบวนการ ตั้งแต่เริ่มเข้าจดทะเบียน การดำรงสถานะเป็นบริษัทจดทะเบียน ไปจนถึงการเพิกถอน รวมทั้งกำลังอยู่ระหว่างการกำกับเรื่องชอร์ตเซล-Naked Short Sell และระบบโปรแกรมเทรดดิ้งแบบการซื้อขายด้วยความถี่สูง (High-frequency Trading) ให้มีความเหมาะสม

“เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นในตลาดทุน พร้อมเสริมศักยภาพในการแข่งขัน สร้างความน่าสนใจในตลาดหุ้นไทย ทั้งการระดมทุนและการลงทุน สร้างโอกาสแก่ผู้ร่วมตลาดทุน รวมทั้งขับเคลื่อนความยั่งยืนเพื่อเป้าหมายความยั่งยืนของประเทศ”

บอร์ดสั่งวัดเคพีไอ

ผู้จัดการตลาดหุ้นไทย กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ได้รับข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ (บอร์ด ตลท.) ว่าควรจะมีดัชนีชี้วัดความสำเร็จหรือ KPI ที่ชัดเจนขององค์กรในเรื่องการกำกับดูแล บจ. และการกำกับดูแลการซื้อขาย รวมทั้งต้องแสดงให้เห็นชัดเจนว่าองค์กรตลาดหลักทรัพย์ฯมี Direct Line ขึ้นไปถึงระดับกรรมการหรือระดับข้างบนว่ารับทราบผลงานหรือการดำเนินการด้านกำกับดูแลในเรื่องต่าง ๆ เพื่อร่วมรับผิดชอบ ซึ่งข้อเสนอแนะดังกล่าว ทางตลาดหลักทรัพย์ฯจะมีการปรับให้มีความชัดเจนขึ้นต่อไป

จับมือโบรกเกอร์ขึ้นแบล็กลิสต์แก๊งปั่นหุ้น

และปัจจุบันนี้ ตลท.ยังอยู่ระหว่างหารือกับสำนักงาน ก.ล.ต. และสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (ASCO) เพื่อหามาตรการให้สมาชิกมีฐานของข้อมูลบุคคลที่เข้ามาซื้อขายที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมหรือเข้าข่ายการสร้างราคา (ปั่นหุ้น) เพื่อจะทำให้สมาชิกโบรกเกอร์มีข้อมูลเหล่านี้ และสามารถจัดการกับผู้ลงทุนกลุ่มดังกล่าวได้

“เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เราคิดและจะทำภายในปีนี้ แต่จะทำอย่างไรนั้น ยังอยู่ระหว่างการหารือกับสำนักงาน ก.ล.ต. และสมาคม ASCO”

ศึกษาเกณฑ์ Auto Halt คุมหุ้นร้อนหยุดเทรดชั่วคราว

ส่วนกรณีการนำกลไก Auction และเกณฑ์ Auto Halt (ห้ามซื้อขายหุ้นรายตัวแบบอัตโนมัติชั่วคราว) ในหุ้นที่มีการซื้อขายผิดปกติมาใช้นั้น เบื้องต้น ตลท.ได้ปรึกษากับสำนักงาน ก.ล.ต.ว่าด้วยระบบใหม่ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯมี สามารถทำอะไรได้มากขึ้น ทั้งเรื่องเกี่ยวกับ Auction และเรื่องเกี่ยวข้องต่าง ๆ ที่สามารถทำได้ง่ายขึ้น จึงมีโอกาสที่ในอนาคตจะสามารถปรับไปในแนวทางดังกล่าวได้

พร้อมคาดว่าหากได้ข้อสรุปจะมีการหารือในอุตสาหกรรมด้วย ก่อนนำกลับไปเสนอต่อสำนักงาน ก.ล.ต.อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้จะมีความชัดเจนเมื่อไรยังไม่สามารถระบุได้ เนื่องจากต้องใช้เวลาศึกษาสักระยะ

“Auto Halt เราคงต้องมีกฎว่าจะเกิดจากอะไรได้บ้าง ถ้าเกิดจะเปลี่ยนจาก Continuous Matching กลายเป็น Auction จะต้องเกิดในเคสไหนบ้าง จะเป็นหุ้นบางตัว หรือจะเป็นหุ้นทั้งตลาด จะผูกไปกับ DW หรือไม่ ซึ่งจะมีประเด็นที่มีความต่อเนื่องเยอะ ดังนั้นคงต้องใช้เวลาในการศึกษาก่อน”

เฮียริ่งเดือน ก.พ.นี้ คุม Naked Short Sell

ผู้จัดการตลาดหุ้นไทย กล่าวต่อว่า สำหรับความคืบหน้าการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษา โอลิเวอร์ ไวแมน (Oliver Wyman) เข้ามาดูระบบปฏิบัติการภายในของตลาดหลักทรัพย์ฯนั้น คาดว่าจะประกาศผลการศึกษาออกมาภายในช่วงสัปดาห์แรกของเดือน ก.พ.นี้

หลังจากนั้นจะนำไปเปิดรับฟังความคิดเห็น (เฮียริ่ง) กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเบื้องต้นผลของการศึกษาออกมามีความน่าสนใจหลาย ๆ อย่าง ที่จะทำให้ตลาดน่าจะสามารถรองรับการซื้อขายในอนาคต อาทิ การป้องกันไม่ให้เกิดธุรกรรม Naked Short Sell และการสนับสนุนให้เกิดโปรแกรมเทรดดิ้งที่เหมาะสม โดยคาดว่าหลังจากนี้จะมีการปรับปรุงเกณฑ์ต่าง ๆ ออกมาอย่างแน่นอน

“สิ่งที่ที่ปรึกษาพบไม่ใช่แค่เราจะทำอย่างไร แต่มีการเทียบกับตลาดหุ้นไทย กับตลาดหุ้นอื่นที่ใกล้เคียง ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้นเกาหลี อินโดฯ ไต้หวัน เป็นต้น ว่ามีความเหมือนหรือแตกต่างอย่างไร ซึ่งผลที่ได้ออกมาถือว่าน่าสนใจมาก ๆ และตลาดหลักทรัพย์ฯจะมาอัพเดตข้อมูลให้ทราบอีกครั้งภายหลัง” นายภากรกล่าว

คลอดเกณฑ์ใหม่ไตรมาส 2/67

นางสาวปวีณา ศรีโพธิ์ทอง รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกำกับตลาด ตลท. กล่าวว่า ความคืบหน้าการกำกับ บจ. ในขั้นตอนเข้าจดทะเบียนใหม่ (New Listing) จะมีการปรับในส่วนของผลการดำเนินงานกับฐานะการเงินบริษัทให้มีความเข้มแข็งขึ้น โดยเกณฑ์เข้าตลาด mai จะเพิ่มการพิจารณากำไรสุทธิรวม 2-3 ปี จากเดิมดูแค่ปีเดียว เพื่อให้เห็นความต่อเนื่องของความยั่งยืนของกำไร รวมทั้งความหนาของทุน (Equity) ควรจะมากกว่าปัจจุบันที่ mai อยู่ที่ระดับ 50 ล้านบาท และ SET อยู่ที่ 300 ล้านบาท บวกกับการกระจายการถือหุ้นรายย่อยสำหรับบริษัทในตลาด mai จะต้องมีฟรีโฟลตที่เพิ่มขึ้น เพิ่มสภาพคล่องให้หุ้นนั้น ๆ ได้

ถัดมาเมื่อดำรงสถานะเป็นบริษัทจดทะเบียนแล้ว จะเพิ่มมาตรการให้ข้อมูลกับผู้ลงทุนมากขึ้น โดยการเพิ่มเหตุขึ้นเครื่องหมาย C เพื่อเป็นการเตือน เช่น บริษัทที่ผิดนัดชำระหนี้ เดิมบริษัทแค่เปิดเผยข้อมูล แต่ต่อไปเมื่อเกณฑ์บังคับใช้จะถูกขึ้นเครื่องหมาย C และจะถอนเครื่องหมายออกเมื่อสามารถแก้ไขประเด็นตรงนี้ได้

ทั้งนี้หุ้นที่ถูกขึ้นเครื่องหมาย C จะมีผลทำให้ผู้ลงทุนจะต้องซื้อด้วยเงินสด 100% เพราะฉะนั้นหากสนใจลงทุนบริษัทเหล่านี้ต้องมีกำลังซื้อที่เพียงพอ จึงเป็นการลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ลงทุน

ส่วนแนวทางการเพิกถอน สำหรับบริษัทที่มีปัญหาฟรีโฟลตต่ำไม่ครบตามเกณฑ์เป็นเวลานาน ปัจจุบันมีประมาณ 20-25 บริษัท ซึ่งที่ผ่านมาจะคิดค่าธรรมเนียมส่วนเพิ่มทุกปี แต่ตอนนี้จะยกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียม และไปพิจารณาการขึ้นเครื่องหมาย C ประมาณ 1 ปี หากแก้ไม่ได้จะนำไปขึ้นเครื่องหมาย SP และไปสู่การเพิกถอนในท้ายที่สุด

“กระบวนการทั้งหมดอยู่ในแพ็กเดียวกัน ตอนนี้ระหว่างการพิจารณาของสำนักงาน ก.ล.ต. สำหรับแนวทางการกำกับเข้าจดทะเบียนใหม่ อาจจะให้เวลาเตรียมตัว 1 ปี เริ่มบังคับปี 2568 แต่เกณฑ์กำกับ บจ.น่าจะบังคับใช้ได้ไม่เกินไตรมาส 2/2567”

ดึงคนรุ่นใหม่เปิดบัญชีหุ้นปี’66 บัญชีแตะ 5.5 ล้าน

ดร.รินใจ ชาครพิพัฒน์ รองผู้จัดการหัวหน้าสายงานการตลาด ตลท. กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯกำลังผลักดันให้คนไทยเข้ามาใช้ตลาดทุนเพื่อเสริมสร้างความมั่งคั่ง (เวลท์) ในระยะยาวให้มากขึ้น โดยพยายามจะทำให้มีผู้ลงทุนใหม่เข้ามาในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น

ปัจจุบันมีจำนวนบัญชีซื้อขายหุ้นทั้งหมด 5.5 ล้านบัญชี จำนวน 2.5 ล้านราย โดยสถิติพบว่าแนวโน้มนักลงทุนรายใหม่ที่เข้ามาในตลาดหุ้นไทยจะเป็นคนรุ่นใหม่ (Young Gen) ที่มีสัดส่วนมากขึ้น นั่นคือกลุ่ม Gen Y และ Gen Z โดยเฉพาะ Gen Z พบสถิติสูงขึ้นอย่างมาก จากเดิมที่อยู่ระดับกว่า 10% ปัจจุบันขยับมาสู่ระดับ 30-40% ไปแล้ว

ตลาดหลักทรัพย์ฯคงจะต้องมีการปรับวิธีการสื่อสารกับผู้ลงทุนรุ่นใหม่มากขึ้น ซึ่งในปี 2567 วางแผนว่าจะเป็นปีที่จะสื่อสารให้คนรุ่นใหม่เข้าใจว่าจริง ๆ การลงทุนต้องลงทุนตั้งแต่อายุยังน้อย อย่างไรก็ตาม คงจะต้องทำไปพร้อมกับการปรับปรุงเรื่องการเข้ามาสู่ตลาดหุ้นไทยให้ง่ายขึ้นด้วย

เพราะจะสังเกตเห็นว่าลูกค้ามีความใจร้อนขึ้น เพราะฉะนั้นกระบวนการต่าง ๆ ในการเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นแบบดิจิทัล ก็จะต้องทำให้มีความง่าย และต้นทุนที่ต่ำ ซึ่งปัจจุบันปรับปรุงไปส่วนหนึ่งแล้ว และต้องรองรับการจัดสรรทรัพย์สิน (Asset Allocation) ในหลายผลิตภัณฑ์พร้อมกันให้เกิดขึ้นได้ด้วย โดยกำลังพัฒนาแอปพลิเคชั่นลงทุนให้เข้ากับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ และหลังจากนั้นจะใส่ผลิตภัณฑ์เพิ่มเข้าไป เช่น โปรดักต์ Small Size Thai Share คือลงทุนได้โดยไม่ต้องใช้เงินมาก แต่ค่อย ๆ ทยอยลงทุน

โปรดักต์ Inverse ETF ซึ่งใช้ได้ในช่วงป้องกันความเสี่ยง (Hedging) พอร์ตระยะสั้น หรือใช้เก็งกำไรระยะสั้นก็ได้ หากประเมินทิศทางตลาดลง รวมทั้งส่งเสริมการออกผลิตภัณฑ์การลงทุนต่างประเทศ เช่น DR และ DRx จากปีที่ผ่านมามีเพิ่มผลิตภัณฑ์ 11 สินค้าที่อ้างอิงหลักทรัพย์ในตลาดสิงคโปร์ ฮ่องกง ยุโรป และอเมริกา ซึ่งปัจจุบันรวมกันแล้ว 23 หลักทรัพย์

“ทางเลือกนี้จะทำให้ผู้ลงทุนสามารถที่จะกระจายการลงทุน มีโอกาสได้ผลตอบแทนมากขึ้น และสามารถลงทุนหุ้นระดับโลกได้”

ไอพีโอยื่นไฟลิ่งเข้าเทรดทะลัก 43 บริษัท

นายแมนพงศ์ เสนาณรงค์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไอพีโอปี 2567 มองว่าภาวะตลาดหุ้นน่าจะเอื้ออำนวยต่อการเข้าระดมทุนมากขึ้น โดยล่าสุดพบว่ามีบริษัทยื่นแบบแสดงข้อมูลการขออนุญาตซื้อขายหลักทรัพย์ (ไฟลิ่ง) จำนวน 43 บริษัท

แบ่งเป็นตลาดหลักทรัพย์ SET 20 บริษัท และตลาดหลักทรัพย์ mai 20 บริษัท รวมถึงยังมีบริษัทที่สนใจเข้ามาซื้อในกระดาน LiveX อีก 3 บริษัท ส่วนกลุ่มที่ยื่นไฟลิ่งมากสุดคือ บริการ รองลงมา อสังหาริมทรัพย์ และแมนูแฟกเจอริ่ง ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจ ในจำนวนบริษัทที่ยื่น 11 บริษัท อยู่ในธุรกิจกลุ่ม New Economy ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของตลาดหลักทรัพย์ฯ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ตลาดหลักทรัพย์